จาตุรนต์ ฉายแสง เสนอให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับที่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้ไขข้อจำกัดของกฎหมายเดิมที่กำหนดให้ใช้เสียงข้างมากสองชั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบเสียงข้างมากธรรมดาเพื่อให้สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและรองรับการลงประชามติหลายครั้งตามที่อาจเกิดขึ้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคต
ท่านประธานที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง แบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคเพื่อไทย ผมเป็นผู้เสนอขอให้ ยกร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ซึ่งถูกยับยั้งไว้ ตามมาตรา ๑๓๗ (๓) ของรัฐธรรมนูญขึ้นพิจารณาใหม่ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณคณะกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและท่านประธานที่ได้กรุณาเลื่อนระเบียบวาระเพื่อให้พิจารณา เรื่องนี้กันโดยเร็ว เนื่องจากว่าก็มีการยื่นเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาเกี่ยวกับ การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่าจะต้องลงประชามติกันกี่ครั้ง เมื่อใดบ้าง และมีข่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะใช้เวลาอีกไม่นานแล้วจะมีข้อยุติออกมา ถ้าหากว่ามีข้อยุติว่าต้องทำ ๓ ครั้ง ก็หมายความว่าจะต้องทำก่อนที่จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน ได้บรรจุระเบียบวาระไว้แล้วนั้น แล้วถ้าเรายังไม่มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียง ประชามติฉบับใหม่ทันเวลาก็จะกลายเป็นต้องลงประชามติกันด้วยกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งก็ดังที่ ทราบว่ากฎหมายประชามติที่มีอยู่นี้จะเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น เป็นนโยบายที่พูดได้ว่าแทบทุกพรรคการเมืองใช้ในการหาเสียงก็คือประกาศต่อสาธารณชน ก่อนการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แต่ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ๒๕๖๔ คือฉบับปัจจุบันเป็นอุปสรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เนื่องจากใช้กติการะบบเสียงข้างมาก ๒ ชั้น หรือ Double Majority จึงมีการเสนอญัตติเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าวจากทั้ง คณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรค ภูมิใจไทย โดยพิจารณาแก้ไขในสาระสำคัญ เปลี่ยนกติกาการออกเสียงประชามติให้เป็น ระบบเสียงข้างมากธรรมดา หรือ Simple Majority ระบุว่า มาตรา ๑๓ การออกเสียง ที่จะถือว่ามีข้อยุติในการจัดทำประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนน เสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงที่ไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่จะทำประชามตินั้น ข้อสรุปนี้ไม่ได้ทำให้การทำประชามติผ่านไปโดยง่ายเป็นพิเศษเท่าไร แต่กลับเป็นกติกาที่ สร้างความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ครั้งที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทยก็คือรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ คือฉบับปัจจุบันนี้ ก็มีกติกากำหนดไว้ว่าให้ใช้เสียงข้างมากเป็นอันผ่านประชามติ ไม่ได้ กำหนดว่าต้องเป็น Double Majority เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องทำประชามติ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปทำประชามติ โดยเสียงข้างมากกี่ชั้น ไม่ได้กำหนดเช่นนี้ ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นหลักการ คือก็ต้องย้อนไปดูว่า รัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแม่คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ นี้ตอนทำประชามติ ใช้กติกาอย่างไร และถ้าจะทำประชามติกันอีกก็ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างกัน ไม่ควรทำให้ ง่ายขึ้นหรือยากขึ้น อันนี้เป็นเหตุผลที่หนักแน่นที่เราใช้กันมาในการพิจารณาในชั้นของ สภาผู้แทนราษฎร หลักการที่เป็นเหตุเป็นผลและชอบธรรมนี้ทำให้ในวันที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๖๗ สภาผู้แทนราษฎรทั้งสภาเห็นชอบ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๓ วาระ โดยเสียงเอกฉันท์ สร้างความหวังว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ติดขัด แต่เมื่อร่างส่งไปชั้นวุฒิสภากลับมีมติเสียงข้างมากพลิกกลับยืนยันให้ใช้ระบบ เสียงข้างมาก ๒ ชั้น ที่กำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิด้วย กติกานี้มีผล เท่ากับว่าคนไม่มาออกเสียงและคนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็นฝ่ายเดียวกัน คือใครที่ไม่มาก็เท่ากับมีผลว่าเป็นฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นไปด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ก็สามารถไปเชิญชวนไม่มาลงคะแนน ซึ่งเป็นการกระทำที่ง่ายและคะแนนก็จะไปรวมกันกับ ผู้ไม่ออกเสียง ทำให้การทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนั้น ๆ มีผู้มาออกเสียง น้อยมาก และท้ายที่สุดแม้การลงประชามติจะมีเสียงข้างมากเห็นชอบมากกว่าเสียงที่ ไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องตกไปเพราะกติกาที่เป็นปัญหานี้ หลักการทำนองเดียวกันนี้ถ้าหากใช้ ในการทำประชามติเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน การจะแก้ไขอะไร โดยใช้ประชามติก็จะทำได้ยากไปด้วยเพราะต้องใช้เสียงข้างมาก ๒ ชั้น จะทำให้เราไม่สามารถ ใช้ประชามติเป็นกลไกสำคัญในการที่จะทำให้เกิดการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา บ้านเมืองไปตามความต้องการของประชาชนได้
ท่านประธานที่เคารพครับ แน่นอนว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นชอบกับร่างดังกล่าวของวุฒิสภา นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ สภาเพื่อพิจารณากฎหมายนี้อีกครั้ง กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันเนื้อหาตามที่ วุฒิสภาได้แก้ไขไว้ ส่งกลับมาที่แต่ละสภาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง วุฒิสภามีมติเห็นชอบกับ ร่างดังกล่าว แต่สภาผู้แทนราษฎรเราได้ลงมติไม่เห็นชอบ ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ต้องยับยั้ง ร่างพระราชบัญญัตินี้ไว้ก่อน ถ้าพูดกันให้เข้าใจง่าย ๆ เนื่องจากว่าหากเห็นชอบไปตามร่าง ของคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่าง ๒ สภาก็จะเป็นการปิดประตูหรือตอกฝาโลงการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่หลวงมากสำหรับประเทศไทย ซึ่งก็เป็นที่รู้กัน อยู่ว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นจึงเป็นกรณีที่ต้องยับยั้ง ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เสียก่อน และบัดนี้ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ยับยั้งไว้ ๑๘๐ วัน ได้พ้น ระยะเวลาดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายนที่ผ่านมาแล้ว การที่เรารอมา ๑๘๐ วันไม่ใช่เรื่อง ของการถ่วงเวลา ไม่ใช่เรื่องของการประวิงเวลา แต่เป็นความจำเป็นที่จะต้องให้เกิด การยับยั้ง และเพื่อมายืนยันกันในวันนี้ เพื่อที่สภาผู้แทนราษฎรจะได้เห็นชอบกับร่างที่ สภาผู้แทนราษฎรได้เคยเห็นชอบไปก่อนหน้านี้ ผมจึงขอให้สภาผู้แทนราษฎรยกร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขึ้นมาพิจารณาใหม่ อีกครั้ง และลงมติยืนยันร่างที่สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ตามมาตรา ๑๓๘ (๒) ของรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกกติกาการออกเสียงประชามติให้เป็นเสียงข้างมากชั้นเดียว และจะได้เดินหน้าสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป ขอบคุณครับ