กรวีร์ ปริศนานันทกุล อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเสนอแนวทางนิรโทษกรรมที่คัดกรองอย่างรอบคอบ ไม่รวมกรณีทุจริต ความผิดตามมาตรา 112 และความผิดร้ายแรงที่กระทบผู้อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและส่งเสริมความปรองดองอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอทางเลือกการขอพระราชทานอภัยโทษแทนการนิรโทษกรรมเหมารวม และย้ำจุดยืนของพรรคที่สนับสนุนร่างกฎหมายที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งใหม่ พร้อมเน้นย้ำว่าการนิรโทษกรรมควรเป็นเครื่องมือในการยุติปัญหา ไม่ใช่สร้างแผลใหม่ให้สังคม
ท่านประธานที่เคารพ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ผมขอบคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มีโอกาสลุกขึ้นเพื่อที่จะอภิปรายสรุปข้อเสนอของการยื่น ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ที่ท่านหัวหน้าพรรค ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล แล้วก็สมาชิกพรรคนั้นเป็นผู้เสนอในวันนี้ แล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วครับที่เราได้ใช้ สภาแห่งนี้เป็นพื้นที่สำหรับการพูดคุย สำหรับการแลกเปลี่ยน เพื่อที่จะมุ่งหน้าไปสู่การสร้าง ความสมานฉันท์ สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ผมต้องขอบคุณเป็นพิเศษ ท่านผู้ที่มาชี้แจง ท่านยิ่งชีพ ที่เมื่อสักครู่นี้ได้ลุกขึ้นอภิปราย แล้วก็ตัวแทนของภาคประชาชนตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และต้องขออภัยที่เราไม่ได้ลงมติกันในสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ที่ความพยายามของพวกท่าน กับพี่น้องประชาชน ๓๖,๗๒๓ คน วันนี้ไม่ได้สูญเปล่าหรอกครับ สิ่งที่ท่านได้นำมาเสนอสู่ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ผมก็คิดว่าถ้ามองย้อนกลับไปนั้นผมเองก็แทบจะจำไม่ได้แล้วว่า ครั้งสุดท้ายที่เราได้ใช้สภาผู้แทนราษฎรพูดคุยเรื่องของการนิรโทษกรรมนั้น น่าจะเป็นตั้งแต่ ปี ๒๕๕๖ สมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๑๐ กว่าปีที่เราไม่ได้หยิบยกกันขึ้นมาผ่านเวที ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผ่านผู้แทนของพี่น้องประชาชนเลย นอกจากนั้นผมต้องบอก กับท่านประธานฝากไปยังผู้ที่มาชี้แจง แล้วก็พี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ บอกว่าในสภา แห่งนี้ที่เราคุยกันมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วต่อเนื่องจนมาถึงวันนี้นั้น ผมเชื่อว่าทุกพรรคการเมือง ละครับ ทุกภาคส่วนเราเห็นตรงกันในเรื่องของการนิรโทษกรรมว่าเราอยากจะพาประเทศ ของเรานั้นเดินหน้าและก้าวไปสู่การสร้างสังคมที่เต็มไปด้วยความสมัครสมานสามัคคี เป็นสังคมแห่งความปรองดอง เป็นสังคมแห่งสันติสุขอย่างแท้จริง เราไม่ได้ถกเถียงกันเรื่องว่า วันนี้เราจะมานิรโทษกรรมหรือไม่ ถ้าหากว่าเป็นหลายปีก่อนผมคิดว่าประเด็นหลักที่จะต้อง ถกเถียงคือเราสมควรที่จะนิรโทษกรรมหรือไม่ วันนี้จะเห็นว่าสังคม จะเห็นว่าสภาแห่งนี้ เราก็ก้าวหน้าขึ้นมา เป็นการพูดคุยว่าแล้วถ้าจะนิรโทษกรรมนั้นเราจะนิรโทษกรรมกัน แบบไหน ที่จะทำให้สังคม ให้ประเทศไทยของพวกเราเดินต่อไปข้างหน้าได้ เป้าหมาย ปลายทางเราไม่ได้ต่างกันหรอกครับ พรรคภูมิใจไทย ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล และเพื่อนสมาชิก สส. ของพรรคภูมิใจไทยของผมที่ร่วมกันลงชื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้ก็เห็นเหมือนกัน อย่างที่ ภาคประชาชนอยากจะเห็นละครับ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือวิธีการที่จะเดินไปสู่เป้าหมาย ต่างหาก ผมอยากจะย้อนให้ท่านประธาน ผมเชื่อว่าท่านประธานเองจำได้ครับ เพื่อนสมาชิก หลายคนในห้องนี้คงจำได้ ผมเองจำได้ครับ ตอนนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรก ตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ความพยายามที่จะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่ผ่านสู่สภาผู้แทนราษฎรไป ผมเป็น ๑ ในนั้น ผมก็เป็น ๑ ใน ๓๐๐ กว่าคนที่ได้ลงมติให้ผ่านไป ที่เราเรียกกันว่ากฎหมาย พ.ร.บ. นิรโทษกรรมแบบสุดซอย ที่บอกว่าลงมติกันตีสาม ตีสี่ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ ลงมติเสร็จแล้วออกจากสภาไม่ได้ เกิดเหตุความวุ่นวายของคน พี่น้องประชาชนที่เขา ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจของสภา ณ ขณะนั้นที่ออกมาเต็มท้องถนนไปหมด นำไปสู่ความ วุ่นวาย นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง นำไปสู่การยึดอำนาจ นำไปสู่การรัฐประหารในท้ายที่สุด ถ้าเราจะมองย้อนกลับไปเมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนแล้วเราจะเรียนรู้บทเรียนของพวกเรา สิ่งที่ พวกเราได้ทำผิดพลาดไปในอดีตเพื่อที่จะเอามาเป็นบทเรียนในปัจจุบัน ผมก็คิดว่ามันจะเป็น ประโยชน์ครับ ครั้งนี้ทางพรรคภูมิใจไทยเราจึงไม่อยากจะเห็นกงล้อประวัติศาสตร์ ทางการเมืองหมุนวนกลับไปสู่จุดเดิม เราจึงพยายามที่จะหาทางออกแล้วก็สร้างสังคม แห่งสันติสุขว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้เราพอที่จะขยับไปข้างหน้าได้บ้าง โดยที่มันไม่สุดโต่ง จนเกินไป โดยที่ไม่ไปกระทบกับคนส่วนใหญ่ในสังคมจนทำให้เขารู้สึกว่าเราไม่ได้ไปให้ ความเป็นธรรมกับพวกเขาเหล่านั้น วันนี้ทางพรรคภูมิใจไทยจึงเสนอใน ๔ เรื่องหลัก ที่จะไม่รวมอยู่ในกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคม สันติสุข พ.ศ. .... ๑. คือเรื่องที่เราจะไม่รวมถึงการกระทำผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ๒. ไม่รวมถึง การกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และ ๓. การกระทำผิดที่ทำให้ผู้อื่น เสียหายถึงแก่ความตาย หรือเป็นการกระทำผิดต่อส่วนตัว หรือเป็นการกระทำผิดที่ต้อง รับผิดชอบต่อบุคคลใดที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อครับ ถ้าหากว่าเรา แยกออกไปก่อนเราจะลดความขัดแย้ง ลดเหตุที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้า ซึ่งกำลังจะวนกลับ ไปสู่รอยเดิมเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วได้ ทางพรรคภูมิใจไทยจึงคิดว่าถ้าหากว่าเราจะก้าวเดิน ไปข้างหน้าสักครึ่งก้าวหรือจะเดินไปสักก้าวหนึ่งก็ยังดีกว่ายืนอยู่ที่เดิม แต่การที่จะเดินหน้า ไปสู่ตรงนั้นได้เราต้องมั่นใจว่าก้าวที่เราจะเดินออกไป กุญแจหรือกฎหมายที่เรากำลัง จะอนุมัติผ่านสภาแห่งนี้ไปนั้นจะเป็นกุญแจที่เปิดประตูบานที่นำไปสู่สังคมแห่งสันติสุข สังคมแห่งความปรองดองของประเทศไทยได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นกุญแจที่จะเปิดประตู แล้วนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ที่จะตามมา
แล้วผมบอกกับท่านผู้ที่มาชี้แจงครับ ในประเด็นผู้ที่กระทำผิดต่อประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ หลายกรณีที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมานั้นถ้าจะพูดจากใจจริง ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับว่าเห็นใจ เห็นใจแล้วก็คิดว่าเรื่องแบบนี้ถ้าหากว่าเราเลือกได้ ในบางกรณีก็ไม่ควรที่จะเกิดขึ้น และเช่นกันเราก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าในกลุ่ม ของคนที่ถูกลงโทษในการกระทำผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้นก็มีอยู่จำนวน ไม่น้อยเหมือนกันที่เขาจงใจฝ่าฝืนกฎหมาย แล้วมีจำนวนอยู่ไม่น้อยเหมือนกันครับที่ทำผิด ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งผมคิดว่าในประเด็นนี้ท่านผู้ที่มาชี้แจงเอง ก็คงเห็นไม่ต่างจากผมหรอกครับ ดังนั้นถ้าหากว่าเรายังมีความคิดเห็นที่มันแตกต่างกันอยู่ แบบนี้ แม้กระทั่งในสภาของพวกเราเอง ๕๐๐ กว่าคนเรายังมีความเห็นที่แตกต่างกัน เลยครับ แล้วออกไปในสังคมภายนอกเราจะไม่ได้มีความแตกต่างจนนำไปสู่ความขัดแย้ง จนนำไปสู่การเผชิญหน้า จนนำไปสู่ความไม่สุขสงบ ไม่สันติสุขของสังคมไทยต่อไปในอนาคต หรือไม่ ทางพรรคภูมิใจไทยก็มองเห็นว่าสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบและทำผิดถูกลงโทษอยู่ ในบางกรณีที่ท่านได้เอ่ยถึงเมื่อสักครู่นั้นก็มีช่องทางอื่นครับ อย่างเช่น ถ้าสำนึกผิดก็ไปขอ พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ ผมเห็นมีหลายกรณี ผมเห็นมีหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ออกมาร่วมชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นนักคิด นักวิชาการ ที่เขาถูกลงโทษไปแล้วขอพระราชทานอภัยโทษ ผมเห็นทางสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็พระราชทานอภัยโทษลงมานะครับ การกระทำแบบนี้ต่างหากที่จะทำให้คนอีกส่วนหนึ่ง ของสังคมเขาเห็นว่าเมื่อมีคนที่ถูกกระทำผิดตามกฎหมายแล้ว ได้รับโทษตามกฎหมายแล้ว ได้รับความยุติธรรมแล้ว ออกมาสู่สังคมเราจึงจะอยู่กันได้ บนความยุติธรรม บนสังคมที่ เป็นสุขอย่างแท้จริง ดังนั้นผมต้องย้ำในจุดยืนของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง ๔ ประเด็นไม่ได้เห็น หรือว่าไม่ได้รังเกียจคนที่กระทำผิดกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นะครับ ไม่ใช่ครับ สิ่งที่ พวกเรากังวลก็คือถ้าหากว่าเรานิรโทษกรรมแบบเหมารวมทุกคน ทุก Case ไปเลย สิ่งที่ จะเกิดขึ้นตามมาคือความไม่สงบสุขรอบใหม่ของสังคม และอีกไม่กี่ปีข้างหน้าสภาแห่งนี้ ก็ต้องมาขอนิรโทษกรรมกันอยู่แบบนี้ไม่จบไม่สิ้นไป
ท้ายที่สุดผมอยากจะบอกกับท่านประธานและย้ำจุดยืนของทางพรรค ภูมิใจไทยว่าเราเห็นด้วย และเราจะรับหลักการในกฎหมาย ในร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอจาก เพื่อนสมาชิกตรงนี้ว่าสิ่งไหนที่ไม่ขัดกับหลักการ ไม่ขัดกับเหตุผลที่ผมได้นำมาเสนอตรงนี้แล้ว พรรคภูมิใจไทยของพวกเรายินดีที่จะสนับสนุนครับ แต่เราก็ต้องกราบขออภัยที่ไม่อาจจะ สนับสนุนได้ในร่างที่ขัดกับหลักการ ขัดกับเหตุผล และอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ในสังคมไทย แล้วจะทำให้การนิรโทษกรรมเจตนาดีของสภาแห่งนี้สูญเปล่าไป ต่อไป ในอนาคตสิ่งที่พวกเราอยากจะเห็นคืออยากจะเห็นการนิรโทษกรรมที่เป็นจุดเริ่มต้น ของการก้าวไปสู่การยุติความขัดแย้งเดิม ไม่ใช่ไปสร้างความขัดแย้งใหม่ เราไม่อาจจะเยียวยาและไม่อาจจะรักษาบาดแผลเก่าด้วยการสร้างบาดแผลใหม่ขึ้นมาได้ หรอกครับ ผมต้องกราบขอบคุณท่านประธาน และกราบขอบพระคุณทางผู้ที่มาชี้แจงในนาม ของพี่น้องประชาชนทั้ง ๓๖,๐๐๐ กว่าคนที่ลงชื่อมา แล้วก็ต้องขออนุญาตที่จะย้ำถึงจุดยืน ถึงการลงมติของพรรคภูมิใจไทยที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ให้กับท่านประธาน ให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับทราบครับ ขอบคุณท่านประธานครับ