ธิษะณา ชี้ปัญหาศาลทหารพิจารณาคดีพลเรือน หนุนแก้ รธน.เพื่อความยุติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๔ กันยายน ๒๕๖๘

ธิษะณา ชุณหะวัณ หารือปัญหาความไม่เป็นธรรมในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับพลเรือนในศาลทหาร โดยตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของอำนาจหน้าที่และกระบวนการยุติธรรมที่อาจเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนมาตรา ๑๔ และสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร เพื่อคืนความยุติธรรม โปร่งใส และความเชื่อมั่นให้กับกระบวนการยุติธรรมพลเรือน

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน สาทร และราชเทวี พรรคประชาชนค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ดิฉันอยากจะชี้ปัญหา ของขอบเขตอำนาจศาลทหารที่ได้มากระทบต่อพี่น้องประชาชนที่เป็นพลเรือน ที่ผ่านมา เมื่อทหารมีข้อพิพาทในความผิดต่อร่างกาย ชีวิต อนามัย และทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหนึ่ง อย่างใดของพลเรือนโดยที่ศาลพลเรือนก็ไม่ได้เข้าข้างพลเรือนอยู่แล้วหากเป็นผู้กระทำผิด เหตุใดจึงต้องให้พลเรือนที่ถูกกระทำต้องไปขึ้นศาลทหาร ในเมื่อคนที่เป็นพลเรือน โดยสามัญสำนึกก็ต้องคิดว่าตนเองต้องปฏิบัติตามกฎหมายพลเรือน แต่อยู่ ๆ ท่านจะให้ไป ขึ้นศาลทหารใช้เกิดข้อพิพาท ใช้ผู้พิพากษาของศาลทหาร ซึ่งไม่ได้จบและไม่ได้ใช้กฎหมาย พลเรือนในการพิพากษา ไม่มีความยุติธรรมกับพลเรือนแต่อย่างใดเลย โดยตัวดิฉันอยากให้ โฟกัสไปที่ปัญหาการดำเนินคดีกับหน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพ ที่มีการละเมิดสิทธิ ในกระบวนการยุติธรรมของพลเรือนและการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกับพลเรือน

ขอสไลด์ที่ ๒ ท่านประธานคะ นี่คือมาตรา ๑๔ ของร่างพระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหารในปัจจุบันที่พูดถึงคดีที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร หรือพูดง่าย ๆ ว่า ศาลทหารไม่มีอำนาจที่จะตัดสินคดีเหล่านี้ โดยปกติแล้วจะมีอำนาจในการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งทหารเป็นผู้กระทำผิดตามมาตรา ๑๓ ของพระราชบัญญัติพระธรรมนูญศาลทหาร มาตรา ๑๔ ระบุว่า (๑) บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร กระทำผิดด้วยกัน (๒) คดีที่เกี่ยวพันกับคดีที่อยู่ในอำนาจศาลพลเรือน (๓) คดีที่ต้องดำเนิน ในคดีเด็กและเยาวชน (๔) คดีที่ศาลทหารเห็นว่าไม่อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยคนที่ต้อง ถูกพิจารณาคดีที่ศาลทหารก็คือทหาร นักเรียนทหาร พลเรือนที่สังกัดอยู่ในราชการทหาร หรือบุคคลที่อยู่ในควบคุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารโดยชอบด้วยกฎหมาย เชลยศึก เว้นแต่ ในกรณีในมาตรา ๑๔ ที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอนี้ สังเกตเห็นไหมคะ แต่เดิมนั้นแม้ว่าบุคคล หรือกลุ่มคนในหน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพจะละเมิดสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ของพลเรือนและก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติกับพลเรือนก็ตามแต่ ผู้กระทำผิดก็จะไปขึ้น ศาลทหารเท่านั้น ต่อเมื่อผู้กระทำผิดเป็นทหารตามมาตรา ๑๓ ในมาตรา ๑๔ (๔) ได้ให้ อำนาจศาลทหารให้ใช้ดุลยพินิจได้ว่าจะให้อยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ และหากศาลทหาร ได้พิจารณาแล้วว่าอยู่ในอำนาจของศาลทหารหากคู่กรณีเป็นพลเรือนกลับกลายเป็นว่า พลเรือนต้องไปขึ้นศาลทหารเสียอย่างนั้น ส่งผลให้เป็นข้อครหาถึงความยุติธรรมของศาลทหาร เนื่องจากตุลาการทหารนั้นเป็นทหาร เช่นเดียวกัน เมื่อต้องมาพิจารณาคดีที่พิพากษาพรรคพวกตัวเอง เพื่อนร่วมอาชีพของตัวเอง ก็ย่อมรู้สึกเห็นแก่พวกพ้องและลงโทษแต่ฐานเบา หรือได้รับการยกเว้นโทษไปเลย ทำให้มี ช่องโหว่ในการกระทำผิดได้ สมมุติว่ามีคำถามว่าศาลทหารก็ยุติธรรมเหมือนกัน ดิฉันขอถาม คำถามกลับไปว่าถ้าเช่นนั้นทหารก็ต้องขึ้นศาลพลเรือนได้ถูกต้องหรือไม่ เพราะคงไม่มีใครกล่าว หรอกว่าศาลพลเรือนจะเข้าข้างพลเรือน และไม่ให้ความยุติธรรมกับทหารถูกต้องไหมคะ

ดิฉันขอสไลด์ที่ ๓ ค่ะ ที่ผ่านมามีตัวอย่างที่มีปัญหาความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น ครั้งแล้วครั้งเล่า พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหารฉบับเดิม ท่านประธานคงได้ยินวลีที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม อย่างเช่นคดีการพยายามสังหารพลเรือน ในปี ๒๕๔๙ นายฟัครุดดีน บอตอ อดีต สว. จังหวัดนราธิวาส ถูกทหารประจำการยิงเข้าที่ ต้นคอขวาทะลุแก้มซ้ายอาการสาหัสทำให้เดินไม่ได้กลายเป็นผู้พิการ และเวลาผ่านไป ๑๕ ปี บนศาลทหารคดีไม่มีความคืบหน้าเลยสักนิด หรือคดีของ พลทหาร กิตติธร เวียงบรรพต ที่เสียชีวิตจากการฝึกในค่ายทหาร เป็นคดีแรกที่เป็นคดีที่เกี่ยวกับการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามป้องกันการทรมานและบังคับสูญหาย กลับมีข้อเรียกร้องให้คดี กลับไปอยู่ภายใต้ขอบเขตของศาลทหาร ทั้ง ๆ ที่ พ.ร.บ. ฉบับนี้กำหนดชัดเจนว่าความผิด ๓ ฐาน ได้แก่ การทรมาน การกระทำที่โหดร้าย และการบังคับสูญหายต้องอยู่ในขอบเขต ของศาลอาญาทุจริตหรือศาลพลเรือนเท่านั้น แต่กลับไปพิจารณาในศาลทหาร พ.ร.บ. ยังต้อง เผชิญอุปสรรคถึงเรื่องเขตอำนาจศาลอย่างมากมาย นอกจากนี้ยังไม่หมด มีคดีหมวดแบงก์ ร้อยตรี ภาณุพงศ์ เจริญศรี ซ้อมทำร้ายร่างกายรุ่นน้องจูนภรรยาจนเสียชีวิตและบาดเจ็บ สาหัส แต่กลับต้องไปขึ้นศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๕ จังหวัดเพชรบุรี และศาลทหารพิจารณา ว่าหมวดแบงค์ไม่ได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นการทำร้ายร่างกายด้วยการบันดาลโทสะเพียงเท่านั้น จึงมีลงโทษแค่ ๑ ปี ๖ เดือน และให้รอลงอาญา ๒ ปี ปรับแค่ ๑๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ ความรุนแรงทำให้เป็นอันตรายสาหัสถึงขั้นเสียชีวิต ไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ มีความพิการทุพพลภาพไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เป็นข้อครหาทั่วไปในสังคม จะเห็นว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้น ประเด็นปัญหาของเขตอำนาจศาล พ.ร.บ. อื่นให้ความคุ้มครองอยู่ หรือการรับโทษที่ดูเหมือนจะเป็นการลงโทษสถานเบากับฝ่ายทหารผู้กระทำผิด ล้วนก่อเกิด ความอยุติธรรมแก่พลเรือน

ขอสไลด์ที่ ๔ ท่านประธานคะ ประชาชนพลเรือนอย่างพวกเราทุกคน ก็ต้องการความยุติธรรมเช่นเดียวกัน คดีกับหน่วยงานความมั่นคงหรือกองทัพ โดยเฉพาะคดี ของทหารกระทำความผิดต่อพลเรือนนั้น อย่างเช่นที่ดิฉันได้ยกตัวอย่างไปแล้วเรื่องชั่วร้าย เหล่านี้โหดเหี้ยมที่ทำต่อพลเรือนกลับให้อยู่ในขอบเขตของอำนาจศาลทหารได้อย่างไร เมื่อทหารกระทำผิดต่อพลเรือนคนธรรมดา ทหารก็สมควรจะถูกพิพากษาในศาลพลเรือน เช่นกันกับพลเรือนทั่วไป ไม่ควรมีสิทธิพิเศษ จึงนำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยการยกเลิก มาตรา ๑๔ เดิม และใช้มาตรา ๑๔ ในร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารนี้ ทั้งที่มี การเพิ่มเติมในคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารขึ้นมาใน (๖) ที่ระบุไว้ว่าคดีที่ทหารกระทำผิด ทางอาญาต่อพลเรือน เท่านี้เราก็สามารถยุติความอยุติธรรมของทหารต่อพลเรือนได้แล้วค่ะ

สไลด์ที่ ๕ จากที่ดิฉันได้กล่าวมาดิฉันขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ธรรมนูญ ศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของคุณวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และคุณเอกราช อุดมอำนวย โดยเฉพาะมาตรา ๑๔ ที่ไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารใน (๖) คดีที่ทหารกระทำผิดอาญาต่อ พลเรือน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยุติธรรมให้กับพลเรือน ความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับ สังคมมากยิ่งขึ้น ความรับผิดรับชอบของทหารต่อพลเรือน เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมมองของ พลเรือนก็คิดว่าตนเองต้องยึดหลักหรือปฏิบัติตามกฎหมายของพลเรือน จึงไม่ควรต้อง ออกจากอำนาจศาลพลเรือนไปอยู่ในอำนาจศาลทหาร หรือในมุมมองที่ว่าหากทหาร กระทำผิดทางอาญาต่อพลเรือน และมาขึ้นศาลพลเรือนก็เป็นที่ทราบโดยทั่วไป และเป็นที่ ยอมรับจากทุกฝ่ายว่าศาลพลเรือนเป็นคนกลางที่ไม่เข้าข้างทั้งพลเรือนและทหาร หรือฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ขอบพระคุณค่ะ