สหัสวัต ยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานคือหัวใจเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๔ กันยายน ๒๕๖๘

สหัสวัต คุ้มคง อภิปรายร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน เพื่อยืนยันสิทธิแรงงานในการพักผ่อน หยุดงาน และไม่ถูกละเมิดจากนายจ้าง พร้อมผลักดันให้การทำงานมีคุณภาพชีวิตและเกิดประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน

นายสหัสวัต คุ้มคง ชลบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๗ พรรคประชาชนครับ ได้รับมอบหมายให้อภิปรายสรุปร่างกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ของท่านจรัส คุ้มไข่น้ำ และท่านวรรณวิภา ไม้สน นะครับ เรียนท่านประธานที่เคารพครับ หัวใจของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่ภาพตึกสูงระฟ้า ไม่ใช่ยอดส่งออกบนสไลด์ แต่คือแรงงานครับ ผู้คนที่ตื่นก่อนฟ้าเปิด เปิดร้านเปิดเมืองให้ประเทศนี้เดินต่อไปได้ในทุกเช้า หากไม่มีแรงงาน ไม่มีเศรษฐกิจ ไม่มีความเจริญใด ๆ ทั้งสิ้นครับ แต่ในความจริงที่เราทุกคนรู้สึกได้ แรงงาน กลับยังเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ต้องทำงานยาวนานเกินควร วันหยุดไม่แน่นอน พักผ่อน ไม่พอ ต้องเลือกระหว่างค่าจ้างวันนี้กับสุขภาพในวันข้างหน้า แล้วยังเผชิญการเลือก ปฏิบัติในหลากหลายรูปแบบเพียงเพราะเพศ ชาติพันธุ์ อายุ สถานะ หรือชนิดงานที่ทำ ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานทั้ง ๒ ฉบับที่มาถึงสภาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้คำ หรือปรับวรรคในกฎหมาย แต่คือการชุบชีวิตให้หลักคิดสากลที่มนุษยชาติร่วมกันต่อสู้ และพิสูจน์มาแล้วกว่า ๑๐๐ ปี คือหลัก ๓ ๘ ๘ ชั่วโมงทำงาน ๘ ชั่วโมงพักผ่อน และ ๘ ชั่วโมงใช้ชีวิตเพื่อครอบครัวชุมชน เราไม่ได้ขอให้คนทำงานน้อยลง ไม่ได้ขอให้คน เกียจคร้านเลย แต่เพื่อให้มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ เพื่อกลับบ้านไปเจอลูก เจอพ่อแม่ ได้หายใจ ได้เรียนรู้ ได้มีคุณภาพชีวิตที่สมศักดิ์ศรี สาระร่วมของทั้ง ๒ ร่าง วางกรอบชัดเจนเกี่ยวกับ เวลา ขอบเขตเวลาทำงานปกติ การกำกับไม่ให้การล่วงเวลากลายเป็นวิถีปกติ การประกัน วันหยุดที่ต่อเนื่องและพอเพียง การรับรองวันลาเพื่อชีวิต ทั้งลาพักผ่อน ลาเพื่อสุขภาพ และลาเพื่อครอบครัว รวมถึงยกระดับหลักการไม่เลือกปฏิบัติให้ยึดโยงเป็นภาระผูกพันกับ นายจ้างอย่างชัดแจ้ง ในทางปฏิบัตินี่คือการดึงเศรษฐกิจไทยให้เข้าใกล้มาตรฐาน แรงงานสากล ลดพื้นที่สีเทาของการจ้างงาน และตัดวงจรของคำว่าเอาวันนี้ให้ได้ก่อน พรุ่งนี้ ค่อยว่ากัน ที่ทำร้ายทั้งแรงงานและความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ ท่านประธานครับ ในภาษาของเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายเราพูดถึงสิ่งที่เรียกว่ามูลค่าส่วนเกิน กำไรที่เกิดจากแรงงานซึ่งไม่ได้รับคืนเป็นค่าจ้าง หากระบบเอาแต่วัดความสำเร็จจากการรีด เวลาคนทำงาน รีดสุขภาพ รีดชีวิตครอบครัว เราอาจเห็นตัวเลขเติบโตชั่วคราว แต่มันกำลัง เผาฐานทุนมนุษย์ของประเทศให้กรอบไหม้ช้า ๆ ร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ไม่ได้ปฏิเสธ เศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับนายจ้าง แต่กำลังบอกว่าการแข่งขันที่ยั่งยืนต้องเริ่มที่แรงงาน ได้พักจริง ได้ใช้ชีวิตจริง และได้รับความเป็นธรรมจริง เพราะคนที่พักผ่อนเพียงพอ ย่อมทำงานได้ดี มีสมาธิ ปลอดภัย นวัตกรรมเกิดจากสมองที่ไม่ถูกความอ่อนล้ากดทับ และไว้เนื้อเชื่อใจในที่ทำงานเกิดจากหลักประกันสิทธิ ไม่ใช่จากคำขวัญ เสียงจากพื้นที่ย้ำสิ่งนี้ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมลงพื้นที่คนงานกะกลางคืนที่บ่อวินบ้านผมบอกว่าลูกหลับทุกครั้งที่พ่อ กลับบ้าน แม่ที่ทำงานบริการเล่าว่าอยากพาลูกไปฉีดวัคซีน แต่กลัวถูกหักค่าแรงและโดนมองว่า ไม่ทุ่มเท คนงานก่อสร้างคนหนึ่งพูดเรียบ ๆ กับผมว่าแม่ป่วยก็หยุดไปดูแลไม่ได้ เพราะหยุด คือไม่มีเงิน นี่ไม่ใช่การขอความเมตตา แต่มันคือการประกาศความยุติธรรมให้มีกฎหมาย ที่คุ้มครองเวลาในชีวิต และทำให้ที่ทำงานเป็นพื้นที่ที่มนุษย์ทุกคนยืนเท่าเทียมกันได้จริง ในระดับหลักการร่างทั้ง ๒ ฉบับเดินไปในทางเดียวกัน ยืนยันว่าชั่วโมงทำงานปกติ และล่วงเวลาต้องมีเพดานและเหตุผล การล่วงเวลาไม่ใช่โหมดปกติของสถานประกอบการ รับรองวันหยุดประจำสัปดาห์ที่ต่อเนื่องและวันลาประเภทต่าง ๆ ให้พอเพียงกับการฟื้นฟู ร่างกายและดูแลครอบครัว รับรองเรื่องง่าย ๆ อย่างการที่จะได้ปั๊มนมในที่ทำงานโดยไม่ต้อง ทนเจ็บจากการน้ำนมคัด วางหลักไม่เลือกปฏิบัติให้เป็นกติกากลาง ทั้งเพศ ภาวะตั้งครรภ์ อายุ ความพิการ อัตลักษณ์ทางเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา หรือสถานะการจ้าง ไม่อาจเป็นข้ออ้าง ในการจ่ายค่าจ้างต่ำกว่า กีดกันการเลื่อนตำแหน่งหรือการเลิกจ้าง และทำให้สิทธิเป็นสิทธิ ไม่ใช่สวัสดิการตามอัธยาศัย และทำให้ภาระผูกพันของนายจ้างชัดเจนตรวจสอบได้ หากถามว่าเศรษฐกิจได้อะไรจากร่างกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ คำตอบตรงไปตรงมาง่ายมากครับ คือได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเสี่ยงต่ำลง การจัดเวลาทำงานให้สมดุล ลดอุบัติเหตุ ลดเวลาป่วยจากการเครียดเรื้อรัง ลดอัตราการ Turnover องค์กรไม่ต้องสูญเสีย ต้นทุนฝึกคนใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และที่สำคัญ การไม่เลือกปฏิบัติทำให้ธุรกิจเข้าถึงศักยภาพทั้งหมดของคนทำงานได้ ไม่ทิ้งความสามารถของใครไว้ข้างทางเพียงเพราะอคติทางสังคม ความยุติธรรมไม่ใช่ความฝัน Romantic แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานของประสิทธิภาพการทำงานในศตวรรษที่ ๒๑ และถ้าถามว่าสังคมได้อะไร เราได้ครอบครัวที่เหนียวแน่น เด็กที่เติบโตมากับพ่อแม่ที่มีเวลา มีกำลังใจ มีสุขภาพจิตที่ดี เราได้ชุมชนที่ปลอดภัยเพราะคนไม่ถูกบีบให้อยู่ในวงจรงาน หนี้ ความล้า เราได้พื้นที่ชีวิตที่เปิดโอกาสให้คนเรียนรู้และมีส่วนร่วมทางสาธารณะ ประชาธิปไตย ไม่ได้ยืนอยู่บนคูหาเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่มันยืนอยู่บนเวลาว่างของประชาชนด้วย เวลาทำให้คนมีพลังรับรู้แสดงความเห็นและร่วมกันกำหนดอนาคตของชาติ ท่านประธานครับ เรารู้ว่ามีความเสี่ยงกังวลเรื่องต้นทุน แต่ขอให้เราดูให้รอบด้าน ต้นทุนที่มองไม่เห็นของ ระบบเดิมคืออะไร คือความอ่อนล้าสะสม คืออุบัติเหตุ คือค่าใช้จ่ายในสุขภาพ ความขัดแย้ง ในที่ทำงาน การลาออก และความสิ้นหวังของคนทำงาน แล้วรุ่นลูกของแรงงานที่เติบโตมา โดยขาดหน้าพ่อแม่ นี่คือต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายและไม่เคยถูกบันทึกในบัญชีโรงงานใด ๆ ร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับชวนเราย้ายจากการเติบโตแบบเผาทำลายทุนมนุษย์ไปสู่การเติบโต ที่จับมือกับศักดิ์ศรีของผู้คน ผมอยากให้สภาแห่งนี้ยืนยันร่วมกันว่าแรงงานไม่ใช่แค่ปัจจัย การผลิต แต่คือประชาชนผู้มีสิทธิ สิทธิที่จะพักผ่อน สิทธิจะรักและดูแลครอบครัว สิทธิได้รับ การปฏิบัติอย่างเท่าเทียม สิทธิที่จะทำงานได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากขึ้น สิทธิที่จะได้เวลามากขึ้น หลุดออกจากความเป็นเครื่องจักรทำเงินได้กลับมาเป็นมนุษย์ ร่างทั้ง ๒ ฉบับนี้ทำให้ สิทธิเหล่านี้จับต้องได้มากขึ้นทั้งในมิติเวลา การลา วันหยุดและความเท่าเทียมในสถาน ประกอบการ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกครับ นึกถึงค่ำคืนนี้ โรงงานแห่งหนึ่ง แถวตะวันออกคนงานยังต้องยืนหน้าเตาร้อนจัด ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งคนงานยังต้อง ยืนยิ้มทั้งที่ฝ่าเท้ามีแผล ใน Site ก่อสร้างแห่งหนึ่งชายหนุ่มอาจจะกำลังมองนาฬิกาหวังเพียง ได้กลับบ้านทันลูกยังไม่หลับ หากกฎหมายที่เรากำลังพิจารณานี้ผ่านมันไม่ใช่แค่ตัวบท แต่มันคือการเขียนเวลาคืนให้กับมนุษย์ลงไปในชีวิตของพวกเขา และเมื่อเวลาถูกคืน ศักยภาพของคนก็จะคืนตาม ทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แรงงาน ที่เข้มแข็งคือเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง แรงงานที่มีศักดิ์ศรีคือสังคมที่มีศักดิ์ศรี และแรงงานที่มีสิทธิ คือประชาธิปไตยที่มีชีวิต ด้วยเหตุนี้ผมจึงขอให้สภาเห็นชอบในหลักการร่วมของร่างกฎหมาย ทั้ง ๒ ฉบับเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยจะเลิกผลักให้คนทำงานต้องแลกชีวิตกับค่าจ้าง และเริ่ม สร้างการเติบโตที่เคารพมนุษย์ เติบโตที่ยั่งยืนจริงทั้งต่อเศรษฐกิจ ครอบครัว และอนาคต ของเรา ขอบคุณครับ