ธีระชัย แสนแก้ว อภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยสนับสนุนการลดชั่วโมงทำงานเหลือ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และเพิ่มวันหยุด เพื่อส่งเสริมสุขภาพและความสมดุลในชีวิตของแรงงาน พร้อมเน้นความจำเป็นในการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงความอยู่รอดของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะภาค SMEs ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ที่เพื่อนสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ท่านจรัส คุ้มไข่น้ำ แล้วก็ท่านวรรณวิภา ไม้สน ได้เสนอในวันนี้ ท่านประธานครับ การพิจารณาเพิ่มวันลา ไม่ว่าจะเป็นวันลาหยุดพักผ่อน การลาไปดูแลบุตร ในครอบครัว การลาเนื่องจากเจ็บปวดอาการประจำเดือนที่พี่น้องแรงงานผู้หญิง รวมทั้ง กำหนดให้นายจ้างจะต้องจัดสถานที่เพื่อปั๊มนมลูก ท่านประธานครับ ความคิดเห็นของผมนั้น ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการแรงงานที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนสมาชิก ทั้งท่านเซีย ท่านจรัส ถือว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ดีนะครับท่านประธาน เพราะจะเป็น การสร้างสังคมระหว่างลูกจ้างกับนายจ้างให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เรื่องเหล่านี้จะสร้าง สิ่งแวดล้อมในที่ทำงานให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น เกิดความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน แล้วยังจะ เป็นแรงจูงใจให้กับลูกจ้าง จริง ๆ ผมไม่อยากจะเรียกว่าลูกจ้าง ให้เรียกว่าเป็นผู้ทำงาน ร่วมกับผู้ประกอบการก็แล้วกัน คำว่าลูกจ้างมันเป็นลูกน้องเขาตลอดชีวิตเลย และเขาสมัครใจในการที่จะร่วมทำงานกับ นายจ้างได้นานมากยิ่งขึ้น ถ้าเราทำงานแบบฉันพี่น้องในหลักการทำงานด้วยทุกอย่าง มันก็จะดีขึ้นในอนาคตถ้ามีหลักการสวัสดิการที่ดี สิ่งที่กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับทำขึ้นมานั้น ก็ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญ ไม่ได้หนักหนาอะไรสำหรับผู้ใช้แรงงาน ผมเป็นทั้งผู้ใช้แรงงาน และผู้ประกอบการด้วย อยากจะขอเรียนกับท่านประธานดังนี้ว่าการกำหนดชั่วโมง การทำงานที่กำหนดไม่เกิน ๔๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์นั้น เพราะจากสถิติงานวิจัยในหลาย ๆ ฉบับที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันนะครับท่านประธาน ถ้าหากว่าทำงานเกิน ๔๐ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์จะส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือประสิทธิภาพในระยะยาว ผมมีสิ่งที่อ้างอิงครับ WHO รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการทำงานเกิน ๔๐ ชั่วโมง เสียชีวิต ๗๔๕,๐๐๐ คน ด้วยโรค หลอดเลือดสมอง และโรคขาดเลือดในหัวใจ เนื่องจากทำงานมากกว่า ๕๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วงานวิจัยหลาย ๆ ประเทศก็ยังบอกอีกว่าถ้าใน ๑ สัปดาห์พี่น้องแรงงานทำงานหนักกว่า ๔๐ ชั่วโมงจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บในที่ทำงาน ความเครียดเพิ่มอาการโรคซึมเศร้า ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แล้วที่สำคัญโอกาสที่จะเกิดความเครียดแล้วนำความเครียด ในที่ทำงานบวกกับความเหนื่อยล้าในที่ทำงานมาระบายกับคนที่บ้านเกิดความขัดแย้ง ในครอบครัว ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้นเลย ในเมื่อเป็นดังนี้ในประเด็นนี้กระผม เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง กำหนดให้ลดชั่วโมงทำงาน ๑ สัปดาห์ จาก ๔๘ ชั่วโมง เหลือ ๔๐ ชั่วโมง ถึงแม้ว่าจะให้ลูกจ้างทำงานนาน แต่งานไม่ได้มีประสิทธิภาพ ถ้าลูกจ้างทำ ๆ หยุด ๆ ก็ไม่เกิดผลดีต่อผู้ประกอบการด้วย อันนี้เอาประสบการณ์มาเลย ถึงเวลาก่อนจะเลิกงาน ๓๐ นาที ชั่วโมงหนึ่งมานั่งรอแล้ว รอจะกดออดแล้วนะครับท่านประธาน การใช้เวลา ๘ ชั่วโมงต่อวัน การทำงานที่เหมาะสมกับค่าจ้างกระผมคิดว่าน่าจะเกิดผลดีต่อนายจ้าง และธุรกิจมากกว่า และท่านประธานครับ ในร่างกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะกำหนดให้ลด ชั่วโมงในการทำงานแล้วยังกำหนดให้มีวันหยุดไม่น้อยกว่า ๒ วันต่อสัปดาห์ ถ้าบางธุรกิจ เช่นการท่องเที่ยวผู้ประกอบการจะต้องหารายได้ในวันหยุดยาว ๆ และเขาก็จะเอาวันหยุด ยาว ๆ ที่ไม่ได้หยุดนั้นมาเพิ่มวันหยุดซึ่งไม่ได้เป็นการพ่วง High Season ก็ไปใช้ในวันหยุด อื่น ๆ ได้ โดยหลักการกระผมก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อพี่น้องแรงงาน ทั้งการลดชั่วโมง ในการทำงานและการเพิ่มวันหยุดเพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาพักผ่อนกับที่บ้านกับครอบครัว อยู่กับคนที่เขารักดูแลเป็นเวลาในการ Charge แบตเตอรี่ เพื่อที่จะเป็นพลังงานในการที่จะ ไปทำงานในสัปดาห์ต่อ ๆ ไปครับท่านประธาน ผมก็คิดอย่างนี้ แต่อย่างไรก็ตามท่านประธาน ผมก็พูดต้องมีจิตใจที่วางตัวเป็นกลางเหมือนกันว่าเราต้องยอมรับว่าการจ้างแรงงาน จะเกิดขึ้นก็ต้องมีอยู่ ๒ ข้าง ๑. นายจ้าง ๒. ลูกจ้าง ทั้ง ๒ ฝ่ายจะต้องค่อยประคบประหงม จะต้องคอยดูแลธุรกิจ มันจะต้องไปด้วยกันได้ เปรียบดังลิ้นกับฟัน ไม่ว่าจะกระทบกระทั่งกัน อย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกันระหว่างนายจ้างผู้ประกอบการธุรกิจก็ต้องลดราคาจ้าง หรือลด จำนวนลูกจ้าง ลูกจ้างก็อยู่ไม่ได้แล้วใครจะจ้าง อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ตระหนักและต้องอยู่ด้วยกัน กระผมอยากจะขอเรียน โลกทุกวันนี้สมัยนี้เกิดผู้ประกอบการรายย่อยเกิดขึ้นมาก SMEs ขึ้นมากในประเทศไทย ซึ่ง SMEs ของประเทศเรามีการจ้างในภาคแรงงาน ๑๓ ล้านคน ทั่วประเทศ ทำให้พี่น้องผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs เป็นกลไกที่สำคัญต่อเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างปฏิเสธไม่ได้ อีกนิดเดียวนะครับ ท่านประธานครับ ในประเทศไทยมี SMEs จำนวนมาก ย่อมหมายถึงประเทศที่มีการแข่งขันสูง การแข่งขันสูงอย่างนี้ละจะทำให้เกิด นวัตกรรมสินค้าบริการใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้พี่น้องประชาชนมีโอกาสเลือกสินค้าบริการ ที่หลากหลายแล้วมีคุณภาพคุ้มค่าให้กับพี่น้องประชาชนมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ถ้าเรามี กฎหมายให้ปรับเปลี่ยนเพื่อลดวันทำงานเพิ่มวันหยุด แล้วเพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ ให้กับลูกจ้าง เราก็ควรจะรักษาดูแลนายจ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วย กระผมไม่ได้พูดถึงนายจ้างที่เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีซึ่งเขารวยอยู่แล้ว โรงงานใหญ่ ๆ ผมไม่ได้พูดถึง แต่ผมพูดถึง SMEs ที่มีคนงาน ๑ คน ๒ คน ผู้ประกอบการมีทุนไม่ได้สูงอะไร ไปกู้หนี้ยืมสินมาทำก็มีเยอะแยะในประเทศเรา ที่ผมได้กล่าวไปเบื้องต้น ๑๓ ล้านคน ค่าแรงถ้าไปเอาปฏิบัติจริงมันก็จะมีปัญหาอย่างนี้ เราก็ต้องมีการคิดเหมือนกันว่าจะเป็นวันเปิดปิดร้านของเขาก็คือต้นทุนและค่าใช้จ่าย ของพวกเขาต้องแบกภาระเหมือนกัน เพราะเมื่อพี่น้องผู้ประกอบการมีต้นทุนที่สูงขึ้น เขาก็จะต้องหาวิธีการทำให้ร้านค้าและธุรกิจของเขาเดินต่อไปได้ นั่นก็คือการเพิ่มราคาสินค้า และเพิ่มราคาค่าบริการด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อราคาสินค้าและค่าบริการเพิ่มขึ้น พี่น้องประชาชนบริโภคต้องจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นอีก ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น มันจะกระทบกัน ในวงกว้าง ไม่สามารถปฏิเสธเรื่องจริงได้ เพราะเราจะต้องเอาความจริงมาพูดกัน ในการแก้ กฎหมาย ในการร่างกฎหมาย เสนอกฎหมาย จริง ๆ ก็แล้วแต่ท่านคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาดู ในรับหลักการวันนี้ผมเห็นด้วยในการที่จะรับหลักการของเพื่อนสมาชิก แต่ต้องมี ข้อเสนอแนะ
สุดท้ายกระผมขอสนับสนุนร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่เพื่อนสมาชิก และยืนยันว่ากระผมเห็นด้วยทุกวิธีที่จะทำให้พี่น้องภาคแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กระผม เห็นด้วยกับการทำงานที่มีรอยยิ้ม กระผมเห็นด้วยที่เขาอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข กระผมเห็นด้วย อยากเห็นกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิความเป็นมนุษย์ เพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามจะแก้กฎหมาย ปรับปรุงกฎหมาย อาจจะต้องมีการปรับบทบัญญัติกฎหมายอื่น ๆ ด้วย ซึ่งขณะนี้ผมได้รับแต่งตั้งจาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน เป็นประธานอนุกรรมาธิการแรงงานรวบรวม ประมวลกฎหมายแรงงานซึ่งมันมีอยู่เยอะแยะ กำลังรวบรวม กำลังดำเนินการ มีตั้ง คณะทำงานซึ่งเป็นนักกฎหมายทั้งนั้น โดยมีท่านเอกพร รักความสุข จากพรรคเพื่อไทยนี่ละ เป็นเจ้าภาพร่วมกันกับผม แล้วก็มีคณะทำงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการจะเสร็จภายใน เดือนตุลาคม ไม่เกินกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเราทำงานอย่างเข้มข้นมาก และกฎหมายทุกฉบับ ของแรงงาน เวลาเราออกกฎหมายเยอะ ๆ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้ และผู้ใช้แรงงาน ไม่สามารถที่จะนำไปใช้ให้มันเกิดประโยชน์ได้ มันก็ไร้ประโยชน์ในการที่จะทำ มีกฎหมาย หลายฉบับที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับแรงงานล้นประเทศ เวลาเอาไปใช้จริง ๆ ๑๐๐ กว่ามาตรา ใช้ไม่เกิน ๔-๕ มาตราก็มี อย่างไรก็ตามผมขอสนับสนุน ที่สำคัญต้องได้รับความร่วมมือ ระหว่าง ๒ ข้าง เพราะมันจะมีไตรภาคี มันจะมีกฎกติกา มันจะมีการร่วม เราพยายามในการ ที่จะให้ราคาแรงงานขั้นต่ำให้ได้ ๖๐๐ บาท แต่ก็ทำแล้วทำอีก คุยแล้วคุยอีก เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมากี่คนแล้วครับ ๓ คน คนที่ ๓ นี่ครับ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง แรงงานมาก็จำไม่ได้เหมือนกันจนทำผิดทำถูกนะครับ เพราะฉะนั้นในการนี้ผมอยากจะขอว่าเราต้องทำให้ละเอียดรอบคอบและเห็นด้วยทุกอย่าง แล้วก็ดูทั้ง ๒ ฝั่งเพื่อให้อยู่ได้ คนที่เอารัดเอาเปรียบแรงงานมันก็อยู่ไม่เจริญหรอกครับ แต่ในขณะเดียวกันคนที่เอารัดเอาเปรียบธุรกิจของนายจ้างมันก็ไม่เจริญเหมือนกัน สุดท้าย เขาก็ไม่ให้ทำงาน มันก็จะเป็นอย่างนี้ครับ มันเป็นปัญหาโลกแตก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น ในยุคนี้ สมัยนี้ หรือเมื่อก่อน ๆ นั้นมีการต่อสู้ของโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็น ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นในโลกนี้ ผู้ใช้แรงงานคือผู้ค้ำจุนโลก ผมขอสนับสนุนกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ขอบคุณครับ