นิสิต ยันมาตรา 90/130 จำเป็น ป้องกันทุจริตฟื้นฟูกิจการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘

นิสิต อินทมาโน หารือเรื่องการปรับปรุงกฎหมายล้มละลาย โดยย้ำความสำคัญของมาตรา 90/130 ที่จำเป็นต่อการป้องกันการทุจริตในกระบวนการฟื้นฟูกิจการและรักษาความโปร่งใส เป็นธรรม ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมชี้แจงความแตกต่างจากมาตราอื่นเพื่อป้องกันการสับสน ขณะเดียวกันเสนอให้มีบทลงโทษที่เหมาะสมกับการปกปิดข้อเท็จจริงหรือให้ถ้อยแถลงเท็จ โดยเน้นให้กฎหมายสอดคล้องกับมาตรฐานสากลและคุ้มครองทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้อย่างสมดุล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิสิต อินทมาโน กรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์นิสิต อินทมาโน ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น มาตรา ๙๐/๑๓๐ ขออนุญาตแสดงความสำคัญ และความจำเป็นที่จะต้องคงมาตรา ๙๐/๑๓๐ ให้คงเดิมไว้ในร่าง ดังนี้

ประการที่ ๑ ผมอยากให้ทุกท่านดูเจตนารมณ์ของมาตรา ๙๐/๑๓๐ ครับ มาตรา ๙๐/๑๓๐ มีเพื่อคุ้มครองกระบวนการฟื้นฟูกิจการให้โปร่งใส เป็นธรรมแก่ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพราะข้อมูลนั้นจะต้องใช้ในการทำแผน ข้อมูลนั้นจะต้อง ถูกต้อง เป็นไปโดยสุจริต ปฏิบัติได้ และที่สำคัญจะทำให้แผนปฏิบัติได้จริง ๆ เพราะฉะนั้น มาตรา ๙๐/๑๓๐ จึงกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นเฉพาะลูกหนี้หรือผู้บริหารลูกหนี้ ขีดเส้นใต้ ใหญ่ ๆ ครับ โดยทุจริต ปกปิดรายละเอียดแห่งหนี้สินในสาระสำคัญหรือแสดงจำนวนหนี้ ค้างชำระของเจ้าหนี้ทั้งหลายอันเป็นเท็จ เช่นเดียวกันครับ ในสาระสำคัญซึ่งอาจทำให้เจ้าหนี้ เสียหาย ท่านจะเห็นได้ว่ากรณีนี้เป็นเฉพาะลูกหนี้ที่กระทำโดยจงใจและมีเจตนาทุจริต อย่างร้ายแรง และต้องครบองค์ประกอบ ๓ ข้อครับ

ประการที่ ๑ การกระทำนั้นต้องเป็นการกระทำจงใจโดยมีเจตนาทุจริต ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด พิสูจน์ให้เห็นเจตนาทุจริต อย่างชัดเจนอันเป็นองค์ประกอบสาระสำคัญ ไม่ใช่กรณีลูกหนี้ผิดหลง ไม่ใช่กรณีลูกหนี้ ผิดพลาดเพียงเล็กน้อยหรือประมาทเลินเล่อ ดังนั้นในต่างประเทศและที่ผ่านมาในประเทศไทย เช่นเดียวกันถ้าลูกหนี้ยื่นหลักฐานเอกสารสัญญาหรือเอกสารที่อยู่ในครอบครองกรอกข้อมูล ตรงกันถูกต้อง สุจริตครับ ไม่ผิดข้อนี้เลย

ประการที่ ๒ องค์ประกอบใช้คำว่า ต้องปกปิด ต้องมีการปกปิดนะครับ หรือรายละเอียดหนี้สินในสาระสำคัญ หรือแสดงจำนวนหนี้ที่ค้างชำระอันเป็นเท็จ คำว่า สาระสำคัญ ร่างกฎหมายเราเอามาจากกฎหมายต่างประเทศที่เรียกว่า Material Fact ซึ่งตรงกันว่าต้องเป็นสาระสำคัญที่มากถึงขนาดทำให้การรู้หรือไม่รู้ข้อเท็จจริงนั้น ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาตัดสินคดีครับ เช่นเดียวกันเท่าที่ผมค้นคว้ามาแนวคำพิพากษา ฎีกาศาลไทยก็สอดคล้องกับหลักสากลครับ คำพิพากษาศาลฎีกา ๙๒๒๖/๒๕๕๙ ศาลตีความ คำว่าสาระสำคัญว่าการที่จำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก และยังรับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก แต่จำเลยไม่แจ้งว่าตนมีสิทธิรับมรดก เป็นการละเว้น ไม่แจ้งข้อความอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา ๑๖๓ (๒) เขียนชัดเจนเลยว่าต้องสำคัญขนาดนี้ ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ไม่ใช่ เรื่องง่าย ๆ ไม่ใช่ลืม ผิด หลง

ประการที่ ๓ จะต้องอาจทำให้เจ้าหนี้เสียหาย ต้องพิสูจน์อีกว่าอาจทำให้ เจ้าหนี้เสียหาย หรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งจะสอดคล้องกับ มาตรา ๙๐/๑๖๖ (๑/๑) ถ้าท่านดูในเอกสารรายงานกรรมาธิการ อยู่ในหน้า ๒๐ เรากำหนด ว่าแผนต้องเสนอโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ถ้าเราระบุไว้ว่าต้องสุจริตและไม่ขัด ต่อกฎหมาย แต่เราไม่มีมาตรการที่บังคับกับผู้ที่อาจจะกระทำโดยทุจริตอย่างร้ายแรง และเกิดความเสียหาย กฎหมายนี้บังคับใช้ไม่ได้ครับ

นอกจากนี้ผมอยากจะกราบเรียนทุกท่านว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าท่าน พิจารณาจากร่างเดิมที่รับหลักการในครั้งที่ ๑ มีความแตกต่างเยอะมากครับ กรรมาธิการ ได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ในการคุ้มครองเจ้าหนี้หลายมาตรา เช่นการประชุมเจ้าหนี้เดิม ซึ่งเป็นไป ตาม ๓/๑ ยุ่งยาก ซับซ้อน เป็นภาระของลูกหนี้ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นการเจรจาระหว่างเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ง่ายขึ้น ตามมาตรา ๙๐/๑๐๙ หรือการยอมรับแผน ตามเดิมเป็น ๒ ใน ๓ ของ จำนวนหนี้ทั้งหมด กรรมาธิการแก้ให้เหลือหนี้ร้อยละ ๕๐ ตามมาตรา ๙๐/๑๑๐ จำนวนหนี้ ก็ลดลง แล้วถ้าหนี้ยังไม่ถูกต้องน่าจะเกิดความเสียหายครับ หรือแม้แต่หลัก Clam Down ตามมาตรา ๙๐/๑๑๖ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นว่าต้องคงหลักกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรการ ที่อยู่ และอยากจะกราบเรียนท่านอีกครั้งว่ามาตรานี้ไม่ได้บัญญัติขึ้นมาใหม่นะครับ ปัจจุบัน ยังบังคับใช้อยู่ อยู่ในมาตรา ๙๐/๑๒๔ และตรงกับบทบัญญัติซึ่งอยู่ในร่างกฎหมาย ฉบับที่ ๒๕ และฉบับที่ ๒๖ นั่นแปลว่าประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เจ้าหนี้ ลูกหนี้ได้ให้ความเห็นไว้แล้วว่า ควรจะมี

ประการที่ ๒ ขอกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมาย สากลในการคุ้มครอง ป้องกันจากการปกปิดหรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ที่เรียกว่า Concealment of debt หรือ Making oaths a false statement ในสหราชอาณาจักร อยู่ใน Insolvency Act ปี ๑๙๘๖ มาตรา ๓๕๔ สหรัฐอเมริกาอยู่ใน USC 18 มาตรา ๑๕๒ ญี่ปุ่นอยู่ใน Bankruptcy Act มาตรา ๒๖๕ ทั้งหมดใช้ข้อความเหมือนกันเลยครับว่า Conceal of any debt แล้วก็อาจจะ Harmful หรือ False Statement

ประการที่ ๓ สาเหตุที่กรรมาธิการบางท่านอาจจะมีความเห็นต่าง ด้วยความ เคารพนะครับ เมื่อสักครู่หรือแม้แต่ตอนพิจารณาหลายท่านอาจจะพิจารณาว่าเราไม่จำเป็น ต้องมีมาตรา ๙๐/๑๓๐ ให้ใช้มาตรา ๙๐/๑๓๒ ด้วยความเคารพ ขออนุญาตท่านช่วยเปิด ทั้ง ๒ มาตราเทียบกันนะครับ ท่านจะเห็นว่าเจตนารมณ์ของทั้ง ๒ มาตรานั้นแตกต่างกันอยู่ สิ้นเชิง อยู่คนละขั้นตอน บังคับใช้กับบุคคลที่แตกต่างกัน มาตรา ๙๐/๑๓๐ นั้นมีเจตนา คุ้มครองกระบวนการตั้งแต่ยื่นคำขอ ตั้งแต่ทำแผนฟื้นฟู มุ่งให้ลูกหนี้หรือผู้บริหารแผน ต้องกระทำโดยสุจริตครับ แต่ถ้าท่านสังเกตมาตรา ๙๐/๑๓๒ เป็นขั้นตอนการบริหารแผน กำหนดให้ผู้บริหารแผนหรือเจ้าหนี้ ในตัวบทเขียนว่า ผู้บริหารแผนผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้น ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตหรือกระทำการฝ่าฝืน ท่านเห็นไหมครับ ต้องมีผู้บริหารแผนแล้ว แสดงว่าคนละขั้นตอน ๒. กฎหมายใช้คำว่า เจ้าหนี้รายใด ด้วยความเคารพที่มีท่านกรรมาธิการ เห็นต่างเมื่อสักครู่ นี่ครับกฎหมายที่เขียนว่า เจ้าหนี้ถ้าแสดงข้อความเท็จซึ่งอาจจะเกิด ความเสียหาย มีความผิดอาญา มีอยู่ในมาตรานี้ แต่มาตรา ๙๐/๑๓๒ ไม่มีคำว่าลูกหนี้ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าปัญหาในการบังคับใช้มาตรา ๙๐/๑๓๒ ไม่สามารถใช้บังคับแทน มาตรา ๙๐/๑๓๐ ได้ครับ

ประการที่ ๔ กรรมาธิการบางท่านมีความเห็นว่าเราสามารถใช้ประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๑๓๗ ฐานแจ้งความเท็จต่อพนักงาน แทนมาตรา ๙๐/๑๓๐ ได้ ด้วยความเคารพนะครับ ผมคิดว่าอันนี้ไม่ถูกต้องทั้งเจตนารมณ์ องค์ประกอบมีความ แตกต่างกัน มาตรา ๑๓๗ ประมวลกฎหมายอาญานั้นเป็นกรณีแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ทั่วไป บันทึกอันเป็นเท็จอยู่ในลักษณะ ๒ ความผิด ลักษณะปกครอง หมวด ๑ ความผิด ของเจ้าพนักงาน และต้องกระทำคือการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ แต่ถ้าท่านสังเกตนะครับ มาตรา ๙๐/๑๓๐ เป็นบทบัญญัติเฉพาะในการฟื้นฟูกิจการเท่านั้น ซึ่งกระทำระหว่างลูกหนี้ผู้ยื่นต่อศาล มีองค์ประกอบที่ชัดเจน เป็นธรรม สอดคล้องกับหลักสากล ครอบคลุมทั้งการแจ้งข้อความปกปิดข้อเท็จจริงในสาระสำคัญ ซึ่งหากไม่มีมาตรา ๙๐/๑๓๐ แล้ว จะนำไปสู่ปัญหาความไม่ชัดเจน ความไม่โปร่งใส การตีความของกฎหมายอาญา สร้างภาระ แก่ทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ อีกทั้งมาตรานี้ยังไม่เข้ากับกฎหมายอาญาลักษณะ ๓ กระบวนการ ยุติธรรม หมวด ๑ ในความผิดตั้งแต่มาตรา ๑๗๒ ถึงมาตรา ๑๗๕ เนื่องจากกรณีความผิด ต่อเจ้าพนักงานยุติธรรม หากแจ้งข้อความนั้นเป็นเท็จต้องแจ้งต่อพนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการเฉพาะความผิดอาญา หากไม่มีมาตรา ๙๐/๑๓๐ ไม่ถือว่ามีความผิด อาญานะครับ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นได้ว่าปัญหาเกิดช่องว่างกฎหมายทันทีในการกระทำ ความผิดของลูกหนี้ที่จงใจเจตนาทุจริตอย่างร้ายแรง

ประการสุดท้าย ด้วยความเคารพ กรรมาธิการบางท่านมีความเห็นว่า มาตรา ๙๐/๑๓๐ อาจจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ท่านประธานครับ กรณีนี้ ต้องศึกษาชัดเจน และมีท่านกรรมาธิการที่เป็นกฤษฎีกา ซึ่งได้สอบถามความเห็นแล้วเหมือนกัน กรณีถือว่าเป็นกฎหมายอาญาเฟ้อ Over Criminalization หรือกฎหมายนั้นเป็นอาญาเฟ้อ ต้องเป็นกฎหมายที่ไม่มีความจำเป็น ไม่เหมาะสม ไม่ได้สัดส่วน และไม่มีมาตรการอื่นใดที่มี ประสิทธิภาพเท่ากันหรือทดแทนกันได้ แต่มาตรา ๙๐/๑๓๐ นั้นท่านจะเห็นว่าองค์ประกอบ ของกฎหมายก็ดี ข้อเท็จจริงก็ดี รายละเอียดก็ดี ชัดเจน ถูกต้อง สอดคล้องกับกฎหมาย ปัจจุบันและกฎหมายสากล

อีกส่วนหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนทุกท่านให้ทราบก็คือว่าปัจจุบันเราได้แก้ จากความผิดเดิม ๕ ปีเหลือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือนเท่านั้น ซึ่งถือได้ว่ามีความจำเป็น เหมาะสม ได้สัดส่วน ทั้งองค์ประกอบความผิดและบทลงโทษ ลดปัญหาการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต เนื่องจากการเสนอแผนและการจัดทำแผนนั้นต้องเป็นไปโดยสุจริต โปร่งใส ชัดเจน เป็นธรรม จึงจะทำให้แผนสามารถปฏิบัติได้และเกิดผลตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนสุดท้ายอยากให้ทุกท่านดูในข้อสังเกตกรรมาธิการ ข้อ ๙.๑ ระบุไว้ว่า ข้อมูลบริษัทข้อมูลเครดิตปัจจุบัน ณ เดือนมิถุนายน ๒๕๖๘ ปริมาณลูกหนี้ที่เป็นบุคคลธรรมดา มีหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลยอดรวมไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท อยู่ที่ ๕,๓๕๙,๓๘๒ ราย ลูกหนี้ที่เป็น นิติบุคคลที่มีหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลไม่เกิน ๕๐ ล้านบาท อยู่ที่ ๓๒,๒๑๖ ราย ท่านจะเห็นว่า ตัวเลขสูงมาก เราไม่เคยมีการเปิดให้บุคคลธรรมดาเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ หากไม่มีมาตรการ กลั่นกรองย่อมเกิดปัญหาแน่นอน ด้วยเหตุนี้กระผมจึงขอสงวนความเห็นให้ท่านกรรมาธิการ ช่วยพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๙๐/๑๓๐ เพื่อสร้างความเป็นธรรม คุ้มครอง ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ลดปัญหา Moral Hazard และทำให้กระบวนการฟื้นฟู กิจการนั้นมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับกฎหมายต่างประเทศ และสามารถบังคับใช้จริง ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ