รอมฎอน สนับสนุนกฎหมายประมงใหม่ ย้ำความยั่งยืน-โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๘

รอมฎอน ปันจอร์ อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายประมงฉบับใหม่ หลังผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้น ชื่นชมกรรมาธิการที่สามารถหาจุดร่วมได้ โดยเฉพาะการห้ามใช้อวนตาถี่ในเวลากลางคืนตามมาตรา 28 ซึ่งสะท้อนกระบวนการรับฟังความเห็นที่หลากหลาย พร้อมทั้งเน้นความจำเป็นในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศควบคู่กับการฟื้นฟูอาชีพประมง และเสนอให้มีการทบทวนผลการศึกษาทุกสองปีเพื่อปรับปรุงนโยบายตามข้อมูลใหม่ อีกทั้งเรียกร้องให้มีความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในกระบวนการตัดสินใจของภาครัฐ โดยย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตของลูกหลาน

นายรอมฎอน ปันจอร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมต้องขออนุญาต ร่วมอภิปรายในวินาทีประวัติศาสตร์ที่สภาของเราจะได้ร่วมกันพิจารณาผ่านร่างกฎหมาย ที่สำคัญมาก อย่างที่ท่านศักดินัยเมื่อสักครู่ได้กล่าวถึง คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ศ. .... กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ประวัติศาสตร์ครับ และเป็นสิ่งที่ยืนยันว่ากลไกในสภาของเราแห่งนี้เป็นพื้นที่กลาง หรือว่าเป็นสถาบันทางการเมืองที่พยายามหาข้อยุติ หาฉันทามติที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ในสังคมที่เกิดขึ้น การตรากฎหมายฉบับนี้เป็นการยืนยันวิธีการที่คนคิดเห็นต่างกันมีจุดสนใจ มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันจะหาจุดที่ลงตัวได้ เท่าที่ความสามารถของสมาชิกในสังคมนี้ จะพอหาทางได้นะครับ กฎหมายฉบับนี้ยืนยันข้อเท็จจริงตรงนี้ ไม่ใช่เป็นการกำหนดมาจากข้างบน ผ่านคำสั่ง อันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของผู้ถืออำนาจของคณะรัฐประหาร ผมคงต้องขอชื่นชมต่อการทำงาน อันหนักหน่วงของคณะกรรมาธิการร่วม จริง ๆ ก็ผ่านมาหลายขั้นตอนมากจนกระทั่ง ๖ ประเด็นล่าสุดที่ได้ข้อสรุปมาจากการทำงานอย่างหนักหน่วงในช่วง ๒ เดือนหลังมานี้ มันเป็นเรื่องยากมากครับที่จะหาจุดที่ลงตัวระหว่างจุดยืนและจุดสนใจที่แตกต่างกันนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็น ทัศนะ ข้อมูลจากคนที่เห็นต่างกัน จนนำมาซึ่งข้อสรุปที่อยู่ในมือของเราในวันนี้ และวันนี้สภาผู้แทนราษฎรของเราจะได้ลงมติ กันนะครับ ผมกำลังพูดถึงตัวอย่างที่สำคัญที่สุดคือมาตรา ๖๙ ในพระราชกำหนดเดิม ซึ่งในกฎหมายฉบับใหม่นี้อยู่ในมาตรา ๒๘ เมื่อสักครู่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณา ไล่เรียงแล้วนะครับ ผมอยากจะอ่านให้ที่ประชุมแห่งนี้ แล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟัง ว่าท้ายที่สุดแล้วกรรมาธิการได้ข้อสรุปมาเป็นข้อความดังนี้ครับ

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้อวนล้อมตาถี่ แล้วก็มีการถกเถียง มาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ข้อสรุปของกรรมาธิการก็คือห้ามมิให้ผู้ใดใช้เครื่องมืออวนล้อม จับทุกชนิดที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า ๒.๕ เซนติเมตรทำการประมงในเวลากลางคืน

ความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับแก่กรณีดังต่อไปนี้

(๑) การศึกษาวิจัยที่กระทำโดยทางราชการและได้รับอนุญาตเป็นหนังสือ จากอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย

(๒) การทำการประมงนอกเขต ๑๒ ไมล์ทะเลนับจากแนวทะเลชายฝั่ง ซึ่งต้องมีผลการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนว่าการทำการประมงดังกล่าวไม่กระทบต่อสมดุลของ ระบบนิเวศ ทั้งนี้ การศึกษาวิจัยดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด

การทำการประมงตามวรรคสอง ใน (๒) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และพื้นที่ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดในเรื่องการใช้แสงไฟล่อไว้ด้วย และต้องผ่านการรับฟัง ความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้มีการทบทวนประกาศดังกล่าวอย่างน้อยทุกรอบ ระยะเวลา ๒ ปี

ท่านประธานครับ ข้อสรุปนี้แตกต่างไปจาก Version แรก ๆ เยอะเลยครับ แต่ว่าพยายามหาทางออกจากการรับฟังว่าท้ายที่สุดข้อมูลที่แต่ละฝ่ายถือต้องได้ข้อยุติ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมกรรมาธิการถึงเห็นว่าการระบุเอาไว้ว่าการทำงานวิจัยจึงเป็น สิ่งสำคัญครับ เพราะอย่างน้อยการถกเถียง การอภิปรายต้องมีข้อมูลที่แต่ละฝ่ายอาจจะเห็น ตรงกัน หรือแต่ละฝ่ายมีข้อมูลมีน้ำหนักที่มาสนทนากันได้ การให้การศึกษากับการวิจัยก็เป็น วิธีการในการหาวิธีจะขัดแย้งกันโดยที่แต่ละฝ่ายยืนอยู่บนข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเรื่องที่ น่าสนใจอีกประการหนึ่งที่ต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่พยายามหาทางออกให้เรา คือด้านหนึ่งคนที่อยากเห็นการฟื้นคืนชีวิตของชาวประมง แต่อีกด้านหนึ่งต้องการเห็นสมดุล ในระบบนิเวศ คือการเปิดพื้นที่ เปิดเวลาเอาไว้ให้มีการทบทวนการศึกษาทุก ๒ ปี สิ่งนี้ เป็นการเตือนเราอย่างหนึ่งว่าข้อสรุปที่เราได้ในวันนี้ ในวินาทีนี้ ในปัจจุบันนี้ จากข้อมูลเท่าที่ งานวิจัย เท่าที่เทคโนโลยีของเราจะสืบเสาะหามาได้ ทั้งหมดนี้อาจจะผิดก็ได้ อาจจะผิดก็ได้ หมายความว่าในอนาคตข้อมูลใหม่ ๆ งานวิจัยใหม่ ๆ ความรู้ใหม่ ๆ อาจจะทำให้เราเห็น ปัญหาและกลับมาทบทวนได้อีกใน ๒ ปีครับ

ท่านประธานครับ เวลาเราพูดถึงการหาข้อยุติ หากฎหมาย หากติกาที่จะอยู่ ร่วมกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่การหา จุดลงตัวของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในปัจจุบันเท่านั้นนะครับ แต่เรากำลังคิดถึงอนาคต คิดถึง รุ่นลูกรุ่นหลาน รุ่นถัดไปด้วย กฎหมายนี้เปิดช่องให้การตัดสินใจสามารถกระทำได้อยู่ อย่างน้อยที่สุด ๒ ปีครั้งครับ และผมคิดว่านี่คือจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของการพยายามหาข้อยุติ จากความขัดแย้ง แต่แน่นอนครับท่านประธาน ผมต้องเรียนว่ามีพี่น้องชาวประมงจำนวนไม่น้อยเลยที่กังวลว่า การศึกษา วิจัยเหล่านั้นจะไม่เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็ผมทราบครับ ทางกรรมาธิการเอง ก็ทำข้อสังเกตในตอนท้ายด้วยว่างานวิจัยเหล่านี้ต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคราชการ ภาคเอกชน ชาวประมง และนักวิชาการอย่างรอบด้าน ที่ผ่านมาชาวประมง พื้นบ้านจำนวนหนึ่งไม่มั่นใจ ไม่มีความเชื่อมั่นไว้วางใจว่าการได้มาซึ่งข้อมูลการศึกษา วิจัย ของหน่วยงานราชการจะทำไปอย่างตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นนี่เป็นโจทย์ของผู้บังคับใช้ กฎหมาย ของรัฐบาล ของผู้มีอำนาจในอนาคต หลังจากที่ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปแล้วคงต้อง ใส่ใจ ให้ความจริงจังต่อการมีส่วนร่วมของทุกฟากฝ่ายจริง ๆ เพราะทะเลเป็นของพวกเรา ทุกคนครับ แล้วก็การประมงแม้ว่าจะทำให้ชีวิตของผู้คนฟื้นคืนมา แต่ต้องไม่ลืมด้วยครับว่า เราจะรักษาทรัพยากรและทะเลนี้ให้อยู่รอดปลอดภัยต่อไปในอนาคตและแบ่งปันการใช้ ประโยชน์ร่วมกันนี้ให้กับคนรุ่นหลังต่อไปด้วยนะครับ ผมคงขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ แล้วก็หวังว่าวินาทีหลังจากนี้ขอให้ทางเพื่อน ๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความ เห็นชอบต่อกฎหมายฉบับนี้ และจับตาทำงานร่วมกันต่อไปในการที่จะพิทักษ์ ปกป้อง ทรัพยากรทะเลของพวกเราต่อไปครับ ขอบคุณครับ