ธนะชัย ชี้ร่างกฎหมายค่าตอบแทนผู้เสียหายเอื้อจำเลยถูกฟ้องโดยอัยการ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘

ธนะชัย แสวงศิริผล แสดงความเห็นต่างต่อร่างกฎหมายค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนจำเลยในคดีอาญา โดยเฉพาะมาตรา ๒๐ ที่ให้สิทธิเฉพาะจำเลยที่ถูกฟ้องโดยพนักงานอัยการ ซึ่งอาจขัดหลักความเสมอภาคเพราะไม่รวมจำเลยที่ถูกฟ้องโดยราษฎร เสนอให้ปรับบทบัญญัติให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ โดยเน้นความเป็นธรรมในการคืนสิทธิผ่านคณะกรรมการ แต่ไม่เห็นด้วยหากคณะกรรมการจะมีอำนาจเหนือคำพิพากษาของศาลในกรณีที่มีคำพิพากษายกฟ้องแล้ว

นายธนะชัย แสวงศิริผล กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม ธนะชัย แสวงศิริผล กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้มีการสงวนความเห็น ในร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลย ในคดีอาญา มาตรา ๑๐ นี้โดยมาตรา ๑๐ นี้ประกอบด้วย ๒ มาตรา ของพระราชบัญญัติ ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา ซึ่งจะเป็นกรณีที่ คล้าย ๆ กับประเด็นที่ผมได้มีการอภิปรายไว้ในมาตรา ๙ เมื่อสักครู่แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ในมาตรา ๙ จะเป็นการบัญญัติสิทธิของผู้ต้องหา แต่ในมาตรา ๑๐ จะเป็นการพูดถึงบุคคล ที่ตกเป็นจำเลยในคดีอาญาแล้ว ผมขอพูดถึงมาตรา ๒๐ ที่เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับบุคคล ที่เป็นจำเลยในลักษณะใดบ้าง ที่จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในคดีอาญา ซึ่งมีการ เขียนเงื่อนไขไว้ทั้งหมด ๓ วรรค ๒ อนุมาตรา ส่วนที่ผมมีความเห็นแตกต่างจากกรรมาธิการเสียงข้างมากจะอยู่ใน (๑) และใน (๓) มาตรา ๒๐ (๑) ของกรรมาธิการเสียงข้างมากบัญญัติไว้ดังนี้ (๑) เป็นจำเลยที่ถูกดำเนินคดี โดยพนักงานอัยการซึ่งในกรณีนี้ถ้าเกิดจำเป็นที่ประเทศญี่ปุ่นที่มีการฟ้องคดีอาญาเพียงระบบ เดียวคือพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องผมก็คงไม่ติดใจที่จะมีปัญหาสงวนคำแปรญัตติไว้ตามนี้ แต่หากกฎหมายของประเทศไทยการที่จะตกเป็นจำเลยในคดีอาญานั้นตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาสามารถมาได้ ๒ ทางคือ โดยช่องทางที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง กับกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเอง โดยหากมีการเขียนกฎหมายเช่นตามที่ความเห็นของ กรรมาธิการเสียงข้างมากก็จะเกิดจำเลย ๒ ประเภท จำเลย ๒ แบบ จำเลยประเภทหนึ่ง มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนในคดีอาญา จำเลยอีกประเภทหนึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย ในคดีอาญา ซึ่งผมมองว่ามันขัดต่อหลักความเท่าเทียมของบุคคลในประเทศนี้

ประเด็นต่อไป หากจำเลยที่ถูกฟ้องโดยพนักงานอัยการกับจำเลยที่ถูกฟ้อง โดยราษฎรมีความแตกต่างกันนั้นมันทำให้สิทธิของจำเลยทั้ง ๒ คนนี้แตกต่างกันเป็น อย่างมาก ในห้องกรรมาธิการเรามีการถกเถียงในประเด็นนี้โดยมีการให้เหตุผลว่าในกรณี ที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องเองความผิดไม่ได้เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้เกิดความ เสียหาย ความเสียหายไม่ได้เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งผมเห็นต่างจากความเห็นของกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่เพราะผมเห็นว่าผู้พิพากษาที่พิจารณามีคำสั่งประทับรับฟ้องหรือมีคำสั่งใหม่ ประทับรับฟ้องก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานรัฐเช่นกัน การสั่งปล่อยตัวไม่ปล่อยตัวชั่วคราวก็เป็น อำนาจของศาลที่พิจารณาเช่นกัน คนที่พิจารณาก็คือผู้พิพากษาก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เราจะ บอกว่าการที่บุคคลตกเป็นจำเลยในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์เป็นกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ได้ ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นผมว่าฟังไม่ขึ้นครับ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมไม่ขัดต่อหลัก รัฐธรรมนูญเรื่องความเสมอภาคผมจึงขอสงวนคำแปรญัตติดังนี้ ใน (๑) เป็นจำเลย ในคดีอาญาที่ศาลรับฟ้องไว้ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ฟ้องโดยพนักงานอัยการเป็นผู้เสียหายหรือ หน่วยงานอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๐ (๓) ของกรรมาธิการเสียงข้างมากที่มีการ บัญญัติว่ามีการถอนฟ้องในระหว่างการดำเนินคดีศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ หรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องและคณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดซึ่งสามารถอธิบายความ ได้ว่าจำเลยมีสิทธิจะได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายในกรณีที่มีการถอนฟ้องต่อศาลมีคำสั่ง จำหน่ายคดีหรือกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องนั้นจะต้องผ่านด่านอรหันต์ เหมือนเช่นมาตรา ๑๙/๑ ที่ชื่อว่าคณะกรรมการเป็นองค์กรเหนือคำพิพากษาศาลชี้ถูกชี้ผิด ได้ว่าคำพิพากษาของศาลนั้นถูกหรือไม่ เป็นการใช้อำนาจตุลาการที่ซ้ำซ้อน อำนาจตุลาการ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องแต่คณะกรรมการพิจารณาว่าจำเลยไม่ควรได้ เงินค่าทดแทนเพราะเป็นผู้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด สรุปอำนาจของอรหันต์ใหญ่กว่าศาล ไม่จ่ายเงินให้กับจำเลยเป็นการเขียนกฎหมายที่ ย้อนแย้งเป็นอย่างมากทำให้เกิดความลักลั่นมากหากคณะกรรมการวินิจฉัยขัดกับศาล ผมจึงไม่เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการเสียงข้างมากในประเด็นนี้ แต่ในส่วนกรณีที่มี การถอนฟ้องในระหว่างการดำเนินคดีหรือศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีนั้นผมเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าจะต้องมีการผ่านคณะกรรมการก่อน เนื่องจากในกรณีที่มีการสั่งจำหน่ายคดีนั้นยังไม่ได้มีการพิจารณาว่า บุคคลที่จำเลย ที่ศาลมี คำสั่งจำหน่ายคดีนั้นเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ เราจึงต้องมีการพิจารณาเป็นราย ๆ ไปว่า บุคคลนั้นควรได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ผมจึงขอแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติดังนี้ (๓) เมื่อมีการถอนฟ้องในระหว่างการดำเนินคดี หรือศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดี และคณะกรรมการ พิจารณาแล้วปรากฏว่าข้อเท็จจริงว่าจำเลยไม่ได้กระทำความผิด หรือการกระทำของจำเลย ไม่กระทำความผิด หรือเมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง ขอบคุณครับ