ณัฐวุฒิ บัวประทุม แสดงความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับการขยายสิทธิของทายาทในมาตรา ๖ โดยเห็นด้วยกับการเปลี่ยนคำจาก "สามีหรือภรรยา" เป็น "คู่สมรส" แต่เสนอให้ทบทวนถ้อยคำตอนท้ายที่กำหนดให้ทายาทต้องพิสูจน์ผลกระทบจากความเสียหายซ้ำ ซึ่งอาจเป็นภาระเกินจำเป็นและจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนความเห็นในมาตรา ๖ ที่มีการแก้ไขใน พ.ร.บ. เดิมในมาตรา ๖ เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๖ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญ เพราะเป็นประเด็นเรื่องของสิทธิของทายาท ซึ่งแต่เดิมนั้นทายาทก็มีสิทธิอยู่แล้วในกรณีของ การจะเป็นทายาทของผู้เสียหาย หรือเป็นจำเลยที่เป็นกลุ่มเป้าหมายตามกฎหมายฉบับนี้ แต่เมื่อร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีการขยายหลักการก็จำเป็นที่จะต้องใส่ หลักการที่ถูกขยายคือการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา และรวมถึงสิทธิของทายาทของ ผู้ต้องหาเข้าไปในมาตรา ๖ ในประเด็นที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ มาตรา ๖ มี ๒ วรรคด้วยกัน ผมขออนุญาตว่าในส่วนที่ผมติดใจที่จะอยากให้มีการพิจารณานั้นเป็นในส่วนวรรคสอง ในกรณีของวรรคแรกนั้นเป็นกรณีที่มีการขยายสิทธิอย่างที่ผมได้นำเรียน แล้วในมาตรา ๖ วรรคแรกนั้นก็มีคำว่า ทายาท ซึ่งได้รับความเสียหายของผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือจำเลย อยู่แล้ว แต่ในกรณีมาตรา ๖ ที่มีการแก้ไข ผมเองมีทั้งส่วนที่เห็นด้วยแล้วก็ส่วนที่ สงวนความเห็นไว้ครับ ร่างที่เข้ามาในสภาใช้คำว่า ทายาทซึ่งได้รับความเสียหาย ได้แก่ บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภรรยา หรือบุคคลใด ๆ ซึ่งให้การอุปการะหรืออยู่ในการ อุปการะของผู้เสียหาย ผู้ต้องหาหรือจำเลย แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ทายาทมีสิทธิขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายต้องเป็นทายาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากความเสียหายด้วย ก็เรียนว่า ส่วนที่เห็นด้วยคือ ส่วนที่มีการแก้ไข แล้วผมก็ต้องขอแปรญัตติหรือสงวนไว้โดยถ้อยคำ เดียวกันก็คือ การเปลี่ยนจากคำว่าสามีหรือภรรยาเป็นคู่สมรส เนื่องจากว่าในขณะที่มีการ ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ในส่วนของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ว่าด้วยสมรสเท่าเทียมนั้น ยังไม่ผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ แต่ในวันนี้ในเมื่อกฎหมายฉบับนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว คำว่าสามีหรือภรรยานั้นถูกเปลี่ยนเป็นคู่สมรสแล้ว ทางกรรมาธิการเสียงข้างมากและในส่วนที่ ผมสงวนต้องยืนยันตามกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะคำว่า สามีหรือภรรยาเป็นคู่สมรส อันนี้คือถ้อยคำที่มีการแก้ไขที่ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้อยคำที่ไม่ได้ มีการแก้ไข แต่ผมคิดว่ามีความซ้ำซ้อนและจำเป็นต้องตัดออกครับ ก็คือถ้อยคำในตอนท้าย ที่บอกว่าทายาท ซึ่งได้รับความเสียหายได้แก่ใครบ้างในตอนต้น แล้วมีตอนท้ายที่บอกว่าทั้งนี้ ทายาทมีสิทธิขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทนหรือค่าใช้จ่ายต้องเป็นทายาท ซึ่งได้รับผลกระทบ จากความเสียหายด้วย ถ้าเพื่อนสมาชิกอ่านคำนี้ครับ เพื่อนสมาชิกจะงงทันทีว่าตกลงมันต้อง พิสูจน์กันอย่างไร การพิสูจน์ประการที่ ๑ คือการพิสูจน์ความเป็นทายาท คนที่เรียนกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรียนเรื่องของมรดกก็จะทราบดีว่า ทายาทนั้นตามมาตรา ๑๖๒๙ ถ้าผมจำตัวเลขไม่ผิดหมายถึงอย่างไรบ้าง ขึ้นลงลำดับชั้น อย่างไร ซ้าย ขวาลำดับชั้นอย่างไร กฎหมายฉบับนี้ก็เป็นแค่เพียงการอธิบายความว่าทายาท ได้แก่ บุพการี ผู้สืบสันดาน คู่สมรส หรือบุคคลซึ่งให้การอุปการะหรืออยู่ในการอุปการะของบุคคลดังกล่าว อันนี้เป็นส่วนที่ดี แต่ถ้อยคำในตอนท้ายที่ผมคิดว่าอยากจะให้พิจารณาเพราะว่ากลายเป็นว่าสิทธิในความเป็น ทายาทเขาเกิดขึ้นแล้ว แต่สิทธิที่จะได้รับเงิน หรือค่าทดแทน ไม่ว่าจะเป็นกรณีของ เป็นทายาทของผู้ต้องหา เป็นทายาทของจำเลยหรือเป็นทายาทของผู้เสียหาย เขาต้องมา พิสูจน์สิทธิตอนท้ายอีกว่าทายาทนั้นต้องเป็นทายาทซึ่งได้รับผลกระทบจากความเสียหายนั้นด้วย ซึ่งผมคิดว่าเป็นการใช้ถ้อยคำขยายความโดยไม่จำเป็น เป็นการใส่ถ้อยคำที่อาจจะนำไปสู่ การจำกัดสิทธิบางประการ ผมยกตัวอย่างเช่นในกรณีถ้าเขาเป็นลูกของคนที่ถูกฆ่าเสียชีวิต เขาเป็นทายาทครับ แต่พอเขาจะขอรับเงินชดเชยเยียวยาในสถานะของบุตรที่ถูกคนอื่น มาทำร้ายบุพการีของเขาจนเสียชีวิต เขาต้องมาพิสูจน์อีกว่าการที่บุพการีของเขาถูกฆ่า จนเสียชีวิตนั้นก่อให้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อตัวเขาอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็น การเพิ่มภาระการพิสูจน์โดยไม่จำเป็นต่อพี่น้องประชาชน ถ้าท่านบอกว่าจำเป็นเพราะว่า คณะกรรมการต้องมีเกณฑ์คณะกรรมการต้องพิจารณา คณะกรรมการต้องดูข้อเท็จจริง เป็นราย มันก็อยู่ในตอนต้นของวรรคสองอยู่แล้ว ซึ่งใช้คำว่าให้อุปการะหรืออยู่ในอุปการะ ฉะนั้นผมคิดว่าด้วยเหตุที่ผมได้นำเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้ เมื่อพิจารณาจากถ้อยคำที่มีความ ซ้ำซ้อน เมื่อพิจารณาจากการดูเสมือนเป็นการเพิ่มภาระต่อตัวบุคคลที่เป็นทายาทในการ จะต้องพิสูจน์ ทั้งพิสูจน์ความเป็นทายาทและพิสูจน์ความเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากความ เสียหาย และเมื่อต้องพิจารณาจากแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องเรียนว่าระบบ ไม่ได้อัตโนมัติ ระบบการพิจารณาค่าตอบแทน ค่าชดเชย ค่าเยียวยาผู้เสียหายนั้นเป็นระบบที่ ต้องมีการยื่นคำขอต่อคณะกรรมการ ฉะนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าคณะกรรมการพิจารณาให้รายหนึ่ง แบบนี้ แต่กับอีกรายหนึ่งอาจจะไม่ให้ หรืออาจจะให้ในนัยที่แตกต่างกัน คณะกรรมการของ จังหวัด ก กับคณะกรรมการของจังหวัด ข คณะกรรมการในระดับจังหวัดกับคณะกรรมการ ส่วนกลางก็อาจจะไม่ได้วินิจฉัยไปในทางเดียวกัน ไม่รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในกรณีที่ ไม่เห็นด้วย แล้วก็จะมีการอุทธรณ์ต่อศาลซึ่งเป็นความยากลำบากต่อตัวทายาทโดยไม่จำเป็น ผมคิดว่าด้วยเหตุผลที่ผมได้นำเรียนต่อท่านประธาน ได้นำเรียนต่อเพื่อนสมาชิกคงต้องขอ คำตอบชัด ๆ ว่าในหลักการเป็นอย่างที่ผมได้นำเสนอและท่านมีเหตุผลที่จะตอบหรือไม่ หรือในทางปฏิบัติท่านจะย้ำบันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ที่เป็นสภาที่ศักดิ์สิทธิ์และนำไปสู่แนวทาง ปฏิบัติในระดับพื้นที่ว่าในกรณีของการที่เขาเป็นทายาทและเขาควรได้รับเงิน ไม่ว่าจะเป็น ค่าชดเชยค่าเยียวยา ค่าทดแทนต่าง ๆ นั้น เขาควรจะไม่ต้องเป็นบุคคลที่เพิ่มภาระการพิสูจน์ หรือเพิ่มการพิสูจน์ที่ยุ่งยากต่อการตีความขึ้นแบบใด อย่างไร ประการใด ฉะนั้นในเบื้องต้น ผมขอยืนยันในถ้อยคำที่ผมได้สงวนไว้ดังที่ปรากฏอยู่ในจอ และขอฟังคำตอบจากทาง กรรมาธิการเสียงข้างมาก หากคำตอบนั้นเป็นเหตุผลที่ชัดเจน มีเหตุ มีผล แล้วก็สามารถ ไม่นำไปปฏิบัติแล้วส่งผลกระทบต่อทายาทผมเองก็ยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นประเด็นที่ยังตอบได้ ไม่ชัดเจนก็ขออนุญาตท่านประธานว่าอาจจะติดใจเพื่อจะให้มีการลงมติต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ