สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๐ กันยายน ๒๕๖๘

ธีรยุทธ แก้วสิงห์นำเสนอภาพรวมการเสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนในคดีอาญา โดยพูดถึงปัญหาการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายและจำเลยในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากปัญหาการไม่มีกฎหมายรองรับสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยา และการไม่ทราบสิทธิในการยื่นขอรับการช่วยเหลือเยียวยาเกินระยะเวลา 1 ปี และการช่วยเหลือเยียวยาที่ได้รับอนุมัติแล้วจะต้องมีการยื่นคำขออีกครั้งเพื่อแสดงตนทำให้เกิดเป็นภาระกับประชาชน

นายธีรยุทธ แก้วสิงห์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาและ ที่ประชุมที่เคารพครับ กระผม ธีรยุทธ แก้วสิงห์ รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และอนุกรรมาธิการ ขออนุญาตนำเสนอภาพรวมการเสนอร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... โดยที่ ประเทศไทยเรามีการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ และมีการแก้ไข เพิ่มเติมเมื่อปี ๒๕๕๙ โดยกฎหมายให้มีการให้การช่วยเหลืออยู่ ๒ กลุ่มใหญ่ ๆ ก็คือ กลุ่มที่ ๑ เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหรือว่าเหยื่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นคนที่ได้รับความเสียหาย ถึงแก่ชีวิต ร่างกาย หรือจิตใจ ขออนุญาตสไลด์ประกอบด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เนื่องจากการกระทำความผิดอาญา ของบุคคลอื่นโดยที่ตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด กลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มจำเลย ในคดีอาญา หรือว่าแพะคือบุคคลที่ถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลว่าได้กระทำความผิด อาญาและถูกจำคุกในระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาได้มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าข้อเท็จจริง ฟังเป็นที่ยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำผิด จากการบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมาพบว่ายังมี กลุ่มบุคคลผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุมดำเนินคดีเป็นผู้ต้องหาและถูกควบคุมในชั้นสอบสวน ต่อมา จับผู้กระทำความผิดที่แท้จริงและปล่อยตัวผู้นั้นไป ซึ่งผู้นั้นไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา เนื่องจากว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติรองรับสิทธิไว้ ประการที่ ๒ จำเลยหรือว่าแพะในคดีอาญา ไม่ได้รับการเยียวยาครอบคลุมในชั้นสอบสวน เนื่องจากว่าพระราชบัญญัติฉบับเดิมกำหนด ให้ช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะในชั้นพิจารณาคดีของศาลเท่านั้น ประการที่ ๓ ประชาชนเอง ไม่ทราบสิทธิที่จะทำให้ผู้เสียหายและจำเลยยื่นขอรับการเยียวยาเกินระยะเวลา ๑ ปี รวมไปถึงเมื่อผู้เสียหายและจำเลยที่ตกเป็นเหยื่อในกระบวนการยุติธรรมได้รับอนุมัติ การช่วยเหลือเยียวยาแล้วจะต้องมีการยื่นคำขออีกครั้งเพื่อแสดงตนทำให้เกิดเป็นภาระกับ ประชาชน สำหรับกระบวนการยกร่างกฎหมายเราก็มีการทบทวนกฎหมายภายในประเทศ ทั้งรัฐธรรมนูญ นโยบาย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะจากภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึง งานวิจัย ในระดับต่างประเทศเราก็ได้นำมาตรฐานสากลของสหประชาชาติ รวมไปถึง การศึกษา Best Practice ในประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในทางยุโรปหรือในเอเชีย รวมไปถึง เรื่องของกระบวนการยกร่างกฎหมายและมีการรับฟังความคิดเห็น โดยผลการรับฟังความ คิดเห็นร้อยละ ๙๑.๙๐ เห็นด้วยว่าควรที่จะมีการช่วยเหลือเยียวยาทั้งกลุ่มผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลยในคดีอาญา

สำหรับกรอบในการแก้ไขกฎหมายเรามีการยกระดับขึ้นมาเป็น ๓ ส่วน ด้วยกันคือ ๒ ขยาย ๒ เพิ่ม ๑ ลด ๒ ขยายก็คือ ๑. ขยายการช่วยเหลือจำเลยที่ศาลสุดท้าย ตัดสินยกฟ้องให้ครอบคลุมในชั้นสอบสวน ซึ่งกฎหมายฉบับเดิมช่วยเหลือเฉพาะชั้นพิจารณาคดี ๒. เรื่องของการขยายก็คือขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอจาก ๑ ปี เป็น ๒ ปี ๒ เพิ่มก็คือ ๑. เพิ่มเรื่องของการช่วยเหลือผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องและไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด หรือว่าเราเรียกว่าแพะในชั้นสอบสวน เพิ่มที่ ๒ ก็คือเพิ่ม การบริการทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ ๑ ลดก็คือลดขั้นตอนการช่วยเหลือเยียวยาให้สั้นลง

สำหรับสาระสำคัญในการเสนอร่างพระราชบัญญัติซึ่งก็มีการผ่าน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ มีการเสนอแก้ไขทั้งหมด ๑๖ มาตราด้วยกัน โดยสาระสำคัญก็คือ

๑. เรื่องของชื่อและบทนิยามยังคงใช้ชื่อพระราชบัญญัติเดิม แล้วก็มีการแก้ไข บทนิยามของผู้ต้องหาค่าทดแทน และแก้ไขนิยามของพนักงานอัยการตามมาตรา ๓ ถึงมาตรา ๕

๒. มีการเพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาและขยายการช่วยเหลือจำเลย ก็คือ เพิ่มการช่วยเหลือผู้ต้องหาที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องและไม่ได้กระทำความผิด อันนี้ในมาตรา ๙ และขยายการช่วยเหลือจำเลยหรือว่าแพะที่ศาลตัดสินยกฟ้องใน มาตรา ๑๐

๓. เรื่องของการแจ้งสิทธิ ในมาตรา ๗ ในเรื่องของการแจ้งสิทธิผู้เสียหาย ผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา

๔. เป็นการขยายระยะเวลาในการยื่นคำขอจาก ๑ ปี เป็น ๒ ปีตามมาตรา ๑๑

๕. เรื่องของการเพิ่มช่องทางเป็นการช่วยเหลือผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในมาตรา ๑๑

๖. การช่วยเหลือเยียวยาไม่อยู่ในข่ายการบังคับคดี

ตามมาตรา ๖ ซึ่งหากมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แล้วก็จะทำให้ประชาชน ที่ตกเป็นผู้เสียหายผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาได้รับการช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมและ เป็นธรรม ประเทศไทยเราก็จะมีกฎหมายการช่วยเหลือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อ ในคดีอาญาได้รับการช่วยเหลือครอบคลุมมาตรฐานสากล ทั้งนี้กฎหมายฉบับนี้ก็ผ่าน กระบวนการพิจารณาตามกระบวนการทางกฎหมายเรียบร้อยแล้วครับ