สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นำเสนอรายงานผลการศึกษาเรื่องระบบงบประมาณไทย โดยระบุ 5 ประเด็นสำคัญ พร้อมเสนอให้จัดทำงบประมาณแบบรวมยอดเพื่อแก้ปัญหากระจัดกระจาย และปรับการจัดสรรงบประมาณให้เป็นแบบ Zero Based Budgeting เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ยังเน้นการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสตรวจสอบได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและเสริมศักยภาพการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตนำเรียน รายงานผลการศึกษาเรื่องระบบงบประมาณไทย สภาพปัญหาและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ดังนี้นะครับ
ระบบงบประมาณเป็นกลไกที่สำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากร ของภาครัฐที่มีอยู่อย่างจำกัด แล้วก็เป็นเครื่องมือที่จะทำให้รัฐบาลสามารถนำนโยบายต่าง ๆ ไปขับเคลื่อนให้เกิดผลที่แท้จริงได้ แต่ว่าระบบงบประมาณของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังมีปัญหาอยู่หลายประการที่ทำให้รัฐบาลส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักดันนโยบายให้เป็นไป ตามที่ประกาศไว้ได้ รวมถึงในหลายรัฐบาลก็มีการหมักหมมปัญหาที่เกี่ยวกับภาระ ทางการคลังความยั่งยืนของประเทศ จากสภาพปัญหาดังกล่าวคณะกรรมาธิการศึกษา การจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณจึงได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษา แนวทางการปฏิรูประบบงบประมาณไทย โดยมีท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ เป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษา แล้วก็ประมวลผลที่ได้จากเอกสารวิชาการ ข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเพื่อวิเคราะห์ปัญหา แล้วก็ข้อจำกัดต่าง ๆ ของระบบงบประมาณที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน อันนำมาซึ่งข้อสรุปซึ่งเป็นข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรมในการปฏิรูประบบงบประมาณ ของไทย จากผลการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการทางกรรมาธิการเห็นว่ามี ๕ ประเด็น สำคัญ ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ระบบงบประมาณของไทยมีลักษณะกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็น งบประมาณแบบรวมยอดหรือว่าศัพท์เทคนิคเรียกว่า Consolidated Budget กล่าวคืออันนี้ เป็นปัญหาในปัจจุบัน คือมันไม่ถูกนับรวมเงินที่เขาเรียกว่า เงินนอกงบประมาณ ที่แฝงตัวอยู่ ในหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของภาครัฐเอง รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ เงินนอกงบประมาณตรงนี้มีอยู่ ในปริมาณมากอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง ทำให้เราไม่สามารถประมวลผลข้อมูลแบบรวมยอด หรือว่า Consolidated ได้ ทั้งในเรื่องของงบประมาณรายจ่าย งบประมาณรายได้ หนี้สาธารณะและภาระทางการคลังของภาครัฐได้อย่างครบถ้วน ทำให้ยากต่อการจัดสรร ทรัพยากรเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภาพรวม ดังนั้นในประเด็นนี้ทางคณะกรรมาธิการ จึงเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณแบบรวมยอดเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตั้งแต่การจัดทำ งบประมาณ รวมถึงการแสดงข้อมูลหนี้สาธารณะและภาระการคลังอื่นของรัฐ ตลอดจน ภาระผูกพันในอนาคตเพื่อให้พวกเราได้มองเห็นภาพรวม แล้วก็สามารถกำหนดทิศทาง ในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน
ประเด็นที่ ๒ กลไกกำกับวินัยการเงินการคลังอ่อนแอ ในประเด็นนี้ การจัดเก็บรายได้ของรัฐมักจะไม่เพียงพออยู่เสมอ แต่ก็มีการใช้จ่ายอย่างเกินตัวในบางเรื่อง ในบางภาวะที่ไม่เหมาะสมก็ส่งผลสะสมต่อหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็จะชน เพดานแล้ว สะท้อนถึงการไม่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้มีการเพิ่ม ศักยภาพกลไกกำกับวินัยการเงินการคลังของภาครัฐให้เข้มแข็งในส่วนของรัฐสภา แล้วก็ คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ
ประเด็นที่ ๓ การจัดสรรงบประมาณที่จมอยู่กับฐานคิดในอดีต ไม่ยืดหยุ่นต่อ การเปลี่ยนแปลงดังที่เห็นได้ชัดเจนจากแผนงานโครงการต่าง ๆ ตลอดจนเนื้อหาสาระ ในระดับรายการงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในเล่มขาวคาดแดงที่มีการเปลี่ยนแปลงเพียง เล็กน้อยในส่วนที่ทำจริงในแต่ละปี แต่มักจะเอา Keyword Buzzword อะไรตามยุค ตามสมัยมาแปะ ๆ เข้าด้วยกัน
ดังนั้นในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการจึงเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดสรร งบประมาณจากแบบฐานอดีต คือคล้าย ๆ เดิมปีที่แล้วให้ไปเป็นแบบฐานศูนย์ หรือว่า Zero Based Budgeting กล่าวคือไม่ต้องยึดติดกับงบประมาณในปีก่อน ๆ มากนัก แต่ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ให้มากขึ้น โดยจะต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหา ถ่วงดุลกับเม็ดเงินที่ใช้ในการ แก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น
ข้อที่ ๔ การใช้จ่ายงบประมาณยังขาดประสิทธิภาพอยู่มาก ตัวชี้วัด ขาดความท้าทายที่จะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ยกระดับการทำงานเพื่อตอบโจทย์ พี่น้องประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการก็ได้มีข้อเสนอให้เพิ่ม ประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณด้วยการปรับปรุงตัวชี้วัดให้สามารถสะท้อนผลสัมฤทธิ์ ของการปฏิบัติงานได้จริง ตลอดจนกระตุ้นให้หน่วยงานยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน ตลอดจนเสนอให้มีการปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น และคล่องตัวมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าให้มากขึ้น มิใช่เพียงเอาแต่ราคาต่ำ อย่างเดียว
ประเด็นสุดท้าย ข้อที่ ๕ เป็นเรื่องของระบบธรรมาภิบาลที่อ่อนแอ ไม่โปร่งใส และตรวจสอบได้ยาก ซึ่งในประเด็นนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการสร้างระบบ ธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ด้วยการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณอย่างครบถ้วน เป็นปัจจุบันและประชาชนเข้าถึงได้ง่าย เพื่อก่อให้เกิดความโปร่งใสแล้วก็เป็นช่องทาง ให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากยิ่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มศักยภาพ การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในลำดับต่อไปผมจะเชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งเป็นอดีตประธานกรรมาธิการชุดนี้ ที่ได้ร่วมกับท่านอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ศึกษาเรื่องนี้ มาเป็นอย่างดี จะมานำเสนอรูปธรรมของการผลักดัน ๕ ประเด็นที่ได้นำเรียนซึ่งก็กลั่น ออกมาเป็นร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณเพื่อมาเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับเดิม ที่ประกาศใช้เมื่อปี ๒๕๖๑ ต่อจากนั้นก็จะเรียนเชิญท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการ ท่านณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ จะมากล่าวสรุปแล้วก็นำเสนอข้อสังเกตเพื่อนำไปสู่การผลักดัน กระบวนการปฏิรูปงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต โดยสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอบคุณท่านประธานครับ