ณัฐพงษ์ เสนอปฏิรูประบบงบประมาณ เปลี่ยน Top-Down เป็นฐานศูนย์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๔ กันยายน ๒๕๖๘

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่าผู้นำฝ่ายค้านไม่ได้ประสานขอเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรี และเสนอให้พิจารณากฎหมายหลายฉบับรวมถึงการโหวตให้ครบถ้วนในวันพรุ่งนี้ โดยรายงานข้อเสนอ ๒ ข้อหลักเพื่อแก้ปัญหาการเมืองไทย คือการยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณเพื่อปฏิรูประบบราชการ พร้อมแจ้งว่าจะนำเสนอรายละเอียดเพิ่มเติมในอีก ๑๕-๒๐ นาที

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านประธานเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นอดีตประธานกรรมาธิการชุดติดตามงบประมาณชุดใหญ่ครับท่านประธานครับ ก่อนที่จะเข้าสู่ในเรื่องของการรายงานเล่มรายงานผลการศึกษาฉบับนี้ เนื่องจากว่าผมเอง เพิ่งได้รับสายเมื่อสักครู่เมื่อ ๑-๒ นาทีที่ผ่านมา อาจจะขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน ตามข้อเท็จจริง แล้วก็ขออนุญาตด้วยความเคารพที่อาจจะต้องนำเรียนหน้างานนะครับ พอดีว่าผมได้รับสายรายงานมาว่ามีคนให้ข้อมูลว่าผมไปให้ข้อมูลกับทางฝ่ายเลขานุการ หรือว่าเจ้าหน้าที่ของท่านประธานว่าผู้นำฝ่ายค้านได้ประสานในการขอเลื่อนระเบียบวาระ การโหวตนายกรัฐมนตรีออกไป ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ก็อยากจะให้ท่านประธาน ได้ดำเนินการต่อในส่วนนี้ตามที่ได้มีการบรรจุระเบียบวาระไปแล้ว แล้วก็รวมถึงอาจจะ พิจารณาดูว่าพรุ่งนี้เนื่องจากมีกฎหมายหลายฉบับ แล้วก็มีในเรื่องของญัตติสำคัญก็คือ การโหวตนายกรัฐมนตรี ก็ดูว่าทำอย่างไรที่จะทำให้พวกเราสามารถพิจารณาทุกอย่างได้ อย่างครบถ้วน ขอบคุณท่านประธานมากนะครับ

ท่านประธานครับ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ผ่านมา ที่เป็นสถานการณ์สำคัญ ของประเทศที่ผมเองก็ได้นำเสนอว่าพวกเรามองว่าวิธีในการผ่าทางตัน แก้วิกฤติสถานการณ์ ทางการเมืองของประเทศก็คือในเรื่องการเดินหน้าเข้าสู่การยุบสภารวมถึงการเปิดทาง ไปสู่การแก้ไขธรรมนูญ ข้อเสนอทั้ง ๒ ข้อหลัก ๆ นี้ที่ผมได้นำเสนอไว้ว่าเป็นการผ่าวิกฤติ ทางการเมืองอย่างไร ข้อเสนอในเล่มรายงานฉบับนี้นั่นก็คือในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณว่าด้วยการปฏิรูประบบงบประมาณนั้นก็ถือว่าเป็นการผ่าทางตันให้กับระบบ ราชการไทยฉันนั้น เช่นเดียวกันเป็นร่างกฎหมายที่ผมเชื่อว่ามีความสำคัญ แล้วก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพ่อแม่ พี่น้องชาวไทยทุกคน ที่ทำให้วันนี้ผมเองอยากจะมารายงานเล่มรายงานฉบับนี้ด้วยตนเอง ผมต้องขอขอบคุณคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน รวมถึงคณะที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านอาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ผู้ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญที่ทำให้การจัดทำรายงานฉบับนี้ ออกมาจนเป็นผลสำเร็จ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการคนปัจจุบัน ท่านสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ได้กล่าวสรุปไปแล้วว่าเนื้อหาสาระสำคัญในเล่มรายงานฉบับนี้ประกอบ ไปด้วย ๕ ด้านด้วยกัน ซึ่งผมก็จะมาลงในรายละเอียดเพิ่มเติมสักเล็กน้อยใช้เวลาประมาณ ไม่เกิน ๑๕-๒๐ นาทีนะครับ

ประการแรกในเรื่องของข้อเสนอที่เราอยากจะแก้ไขระบบงบประมาณ ปัจจุบันที่มีลักษณะแยกส่วนกระจายส่วน ให้กลายเป็นการจัดทำงบประมาณที่มีลักษณะ รวมยอด หรือที่เราเรียกกันว่า Consolidated Budget เพื่อประโยชน์อะไร เพื่อประโยชน์ ที่ทำให้สภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ประชาชน สาธารณชนสามารถที่จะมองเห็นสุขภาพ ทางการคลังของประเทศได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่เป็นเงินในงบประมาณ ที่อยู่กับฝั่งของรัฐบาลเองก็ตาม หรือว่าสุขภาพทางการคลังอื่น ๆ ที่อยู่ในฝั่งของภาครัฐ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่เราเรียกกันว่า Public Sector อย่างเช่นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นหรือกองทุนหมุนเวียนอื่น ๆ ที่สำคัญครับวิธีการงบประมาณที่ดีจะต้องทำให้เรา มองเห็นงบประมาณในทุกมิติด้วย ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของงบประมาณรายจ่าย คำว่า พ.ร.บ. งบประมาณต่อจากนี้ในมุมมองของพวกเราตามเล่มรายงานฉบับนี้ควรจะต้องหมายถึง งบประมาณรายได้ งบประมาณรายจ่ายและหนี้สาธารณะ รวมถึงภาระทางการคลังอื่น ของรัฐทั้งหมด ไม่ควรหมายถึงเฉพาะคำว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปี แบบที่เราพิจารณา มาทุก ๆ ปี เวลาที่รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายเข้ามาก็จะมีชื่อเขียนไว้ชัด ว่าเป็น พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีอย่างเดียวเท่านั้น ในมุมมองของพวกเรานะครับ การมองเห็นสุขภาพทางการคลังอย่างรอบด้าน แล้วก็เพื่อที่จะสร้างในเรื่องของกลไกในการ ถ่วงดุลตรวจสอบ แล้วก็มีความยึดโยงกับสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา ฝ่ายบริหาร ควรจะต้องเสนองบประมาณเข้ามาที่ผูกพันไปถึงในเรื่องของการประมาณการรายได้ แล้วก็ ภาระทางการคลังอื่นของรัฐด้วย นอกเหนือจากนี้เรายังมีเงินนอกงบประมาณอื่น ๆ ความหมายของเงินนอกงบประมาณก็คือเงินที่อยู่ในกระเป๋าของหน่วยงานของรัฐอื่น ๆ ที่ในปัจจุบันนี้สภาของพวกเรายังมองไม่เห็น ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่มากมายมหาศาล ถามว่า มีจำนวนเงินเท่าไร ในปัจจุบันนี้มีรายจ่ายนอกงบประมาณสูงกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของ เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นสิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรของพวกเราควรจะต้อง สามารถตรวจสอบได้อย่างรอบด้าน หรือเวลาที่เราพูดถึงหนี้สาธารณะ ในปัจจุบันก็ไม่ได้ หมายถึงหนี้ของภาครัฐทั้งหมด เพราะยังมีภาระทางการคลังอื่น ๆ ของรัฐที่ยังไม่ได้ถูก รายงานอยู่ตามบทนิยามของ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะซึ่งมีมูลค่าอีกกว่า ๑.๑ ล้านล้านบาท เป็นเงินจำนวนมากมายมหาศาลที่พวกเรามองว่าการเสนอ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ต่อสภาไม่ควรที่จะหมายถึงรายจ่ายอย่างเดียวเท่านั้น ควรจะต้องเสนอมาทั้งการประมาณการ รายได้ รายจ่ายแล้วก็ภาระทางการคลังอื่นของรัฐอย่างรอบด้านด้วย สำหรับวิธีการแก้ปัญหา ที่เป็นรูปธรรมสำหรับในเรื่องของการจัดทำงบประมาณแบบรวบยอดหรือที่เราเรียกกันว่า Consolidated Budget นี้อยู่ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่แนบท้ายเล่มรายงานฉบับนี้ อยู่ในมาตรา ๑๐ ที่เรามีการระบุบทบัญญัติไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้เรายังมีการกำหนดให้ รัฐบาลจะต้องเสนอเอกสารและรายงานต่อสภาเพิ่มเติมอีกในหลาย ๆ เรื่องที่ผมเองยังไม่ขอ ลงในรายละเอียด ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านลองศึกษาดูจากรายงานฉบับนี้ก็จะเห็นนะครับ

ส่วนประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของกลไกในการกำกับวินัยการเงินการคลัง ที่อ่อนแอ ตอนนี้เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับกลไกต่าง ๆ อย่างเช่น สภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา รวมถึงสำนักงบประมาณของรัฐสภาหรือที่เราเรียกกันว่า PBO สามารถมีอำนาจมากขึ้นหรือว่ามีกลไกมากขึ้นในการกำกับในเรื่องของวินัยการเงินการคลัง ของฝั่งรัฐบาลได้นะครับ กลไกแรกที่เราจะมานำเสนอเพิ่มเติมซึ่งอยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้แล้ว เราเรียกกันว่า Pre-Budget Statement หรือ Pre-Budget Debate ถามว่าคำว่า Pre-Budget Statement หรือ Pre-Budget Debate หมายถึงอะไร หมายถึงว่าเป็นกระบวนการขั้นตอนหนึ่ง ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามากล่าวถ้อยคำแถลงต่อรัฐสภา หรือว่าต่อสภาผู้แทนราษฎรในการเปิด อภิปรายทั่วไปเพื่อขอรับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนที่จะมีการจัดทำ คำของบประมาณเข้ามา ท่านประธานครับ ในระบบปัจจุบันเวลาที่ สส. ของพวกเราจะได้เห็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ รายจ่ายประจำปีหรือเล่มขาวคาดแดงจริง ๆ ก็กินเวลาไปถึงประมาณช่วงเดือนพฤษภาคม ตอนที่รัฐบาลได้จัดทำร่าง พ.ร.บ. ออกมาจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีเล่มขาวคาดแดง มาเสนอสู่สภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น สส. ของพวกเราก็จะตัดปรับลดงบประมาณ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญได้เล็กน้อยมาก หลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเราสามารถปรับลดไปเพียงได้ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าเป็นการปรับเล็กปรับน้อยได้แค่เล็มนิดๆ หน่อย ๆ สุดท้ายแล้วการพิจารณาของพวกเราที่ใช้ทรัพยากรของสภาอย่างมากมายมหาศาล ไม่ว่า จะเป็นค่าเบี้ยประชุม ค่าแอร์ ค่าอาหารต่าง ๆ นานา รวมทั้งวิสามัญชุดใหญ่และทุก อนุกรรมาธิการออกมา ผมคิดว่าเป็นการทำงานที่อาจจะได้ไม่คุ้มกับสิ่งที่เราได้ผลลัพธ์ออกมา เพราะเราสามารถเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีออกมาได้น้อยมาก จึงเป็นที่มาที่เราได้เสนอตัวมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ตาม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่อยู่ ในเล่มรายงานฉบับนี้ ที่เราตั้งชื่อกันว่าเป็นกระบวนการ Pre-Budget Statement หรือว่า Pre-Budget Debate ที่ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณใหม่ ก่อนที่รัฐบาลจะเริ่มกระบวนการในการ รวบรวมคำของบประมาณจากหน่วยรับงบประมาณเข้ามา รัฐบาลจะต้องมาเปิดอภิปราย ทั่วไปในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อที่อะไร เพื่อที่ให้รัฐบาลมานำเสนอว่าการประเมินทิศทาง ของเศรษฐกิจมหภาคที่นำมาสู่กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีการประเมินไว้อย่างไร แผนการคลังระยะปานกลางอะไรต่าง ๆ มีการทบทวนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง รวมถึงมาแถลงในเรื่องของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ตอนนี้เรามี ๖ ยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณที่ถ้าลงไปดูย้อนหลังทุก ๆ ปีเราจะพบว่าตัวเลขที่ได้รับการจัดสรร งบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์นี้แทบจะเหมือนเดิมทุก ๆ ปี ผมยกตัวอย่างยุทธศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับแทบจะต่ำที่สุดในบรรดา ๖ ยุทธศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น หรือลดลงใด ๆ เลย และถ้าเราไปลองดูในทุก ๆ ยุทธศาสตร์ย้อนหลังมาหลาย ๆ ปีเราจะเห็น ว่าสัดส่วนของงบประมาณที่ได้รับแทบจะเหมือนเดิมทุก ๆ ปี สิ่งที่เป็นอย่างนี้เพราะว่าวิธีการ จัดทำงบประมาณในปัจจุบันนี้รัฐบาลใช้กระบวนการที่ให้ส่วนราชการประจำคิดขึ้นมา อย่างเดียวคือ Bottom-up ขึ้นมาอย่างเดียว จากล่างขึ้นบนอย่างเดียว วิธีการจัดทำ งบประมาณที่ถูกต้องที่พวกเราได้ไปศึกษามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม ประเทศ OECD เขาทำแบบ Hamburger ก็มีทั้ง Top-down แล้วก็ Bottom-up ด้วย เช่นเดียวกัน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เสียงของสภาของพวกเรามีความหมายก็คือในช่วง ต้นปีงบประมาณใหม่รัฐบาลเข้ามาให้ถ้อยแถลงถึงในเรื่องของยุทธศาสตร์การจัดสรร งบประมาณในปีถัดไปว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ด้านไหน จะเป็นด้าน ความมั่นคง จะเป็นด้านการพัฒนามนุษย์ จะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม จะเป็นด้านอะไรก็แล้วแต่ แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสามารถที่จะให้ความเห็นได้ว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในแต่ละปีรัฐบาลควรจะต้องให้น้ำหนัก นั่นก็คือให้กรอบวงเงินให้ตัวเลข Ceiling ในแต่ละ ยุทธศาสตร์การจัดสรรมากหรือน้อยแตกต่างกว่ากัน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ทาง สส. ของพวกเรา สามารถจะให้ความเห็นต่อรัฐบาลได้ตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำ งบประมาณนั่นเอง นอกจากนี้เรายังสามารถที่จะเสนอที่เราเรียกกันว่ามาตรการเชิงนโยบาย อย่างเช่น ผมลองยกตัวอย่างสั้น ๆ อีกนิดเดียวครับท่านประธาน เราเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาล ได้แถลงในเรื่องของการเดินหน้า Cloud First Policy ความหมายก็คือไม่ต้องให้หน่วยงาน ของรัฐไปทำ Data Center หรือว่าซื้อ Server มาตั้งเองโดยเปลี่ยนจากวิธีการซื้อไปเป็น การเช่าใช้ แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะแถลงอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่ได้มีผลผูกพันผูกมัดทางกฎหมาย สุดท้ายส่วนราชการก็ยังคงสอดไส้ แล้วก็ตั้งงบประมาณในการทำ Data Center เอง ซื้อ Server เองเข้ามาอยู่อย่างนั้น สิ่งที่พวกเราปรับปรุงใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณซึ่งอยู่ ในเล่มรายงานฉบับนี้ก็ทำ มีการบทบัญญัติลงไปถึงคำว่า มาตรการเชิงนโยบาย ที่มีผลผูกพัน ที่จะต้องทำให้หน่วยงานของรัฐตั้งงบประมาณขึ้นมาตามข้อสังเกตของพวกเรา สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมย้ำอีก ๑ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายภาพใหญ่ กรอบงบประมาณ Ceiling แต่และยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณในแต่ละด้าน รวมถึง ข้อเสนอมาตรการเชิงนโยบายเป็นสิ่งที่ สส. จะสามารถให้ข้อคิดเห็นต่อรัฐบาลได้ตั้งแต่ ต้นปีงบประมาณ และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลว่าจะรับฟังหรือไม่รับฟังข้อคิดเห็นของพวกเรา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างไร เพื่อที่จะเอาข้อคิดเห็นนั้นส่งต่อไปยังหน่วยงาน อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการตั้งคำของบประมาณขึ้นมา หลังจากนั้นเมื่อร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีถูกเสนอเข้าสู่สภา พวกเราเอง ก็จะได้มีหน้าที่ในการอภิปรายบอกถามรัฐบาลได้ว่าข้อสังเกตที่พวกเราให้ไปตั้งแต่ตอนต้น ก่อนเริ่มกระบวนการจัดทำงบประมาณกับร่าง พ.ร.บ. งบประมาณที่รัฐบาลเสนอเข้ามามีการ ปรับปรุงเหมือนหรือสอดคล้องต่อข้อคิดเห็นที่สภาได้ให้ไว้อย่างไรหรือไม่ อันนี้ก็คือในส่วนที่ เราต้องการเพิ่มอำนาจของสภาในการกำกับในเรื่องของงบประมาณทำให้เสียงของสภา มีความหมาย รวมถึงในการที่เรามีบทบัญญัติเป็นครั้งแรกในมาตรา ๑๒ ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณที่ยกระดับการทำงานของ PBO หรือสำนักงบประมาณของรัฐสภาเป็นครั้งแรกที่ อยู่ในกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ

ประเด็นต่อมาประเด็นที่ ๓ ก็คือในเรื่องที่ทางท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสุรเชษฐ์ได้พูดไว้ในเรื่องของงบประมาณฐานอดีตที่จะเปลี่ยนไปสู่งบประมาณฐานศูนย์ เพื่ออนาคต ท่านประธานครับ เราทราบกันดีอยู่ว่าระบบงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ ของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี สิ่งที่พวกเราแก้อยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้ก็คืออยู่ใน มาตรา ๒๗ ของร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่เราได้เสนอไป ก็คือในเรื่องของการใช้ระบบ ที่เราเรียกกันว่า Top-Down Budgeting หรือว่าการทำ Ceiling ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเวลา เราถามสำนักงบประมาณว่าตกลงคุณมี Ceiling หรือไม่ มีกรอบวงเงินงบประมาณขั้นสูง สำหรับแต่ละหน่วยรับงบประมาณหรือเปล่า เราก็จะมักได้รับคำตอบว่าไม่มี แต่ในทางปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการรู้กันดีอยู่ว่ามี แล้ว Ceiling นั้นจะไม่เคยเปลี่ยนแปลงเหมือนเดิม ทุกปีครับ เวลาเราไปเปิดเล่มเอกสารงบประมาณรายจ่ายประจำปีย้อนหลัง เราจะเห็นว่า งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรลงไปในแต่ละหน่วยรับงบประมาณจะค่อนข้างคงที่ คงเดิมเสมอ ในมาตรา ๒๗ เราเขียนไว้ค่อนข้างชัดว่าการส่งข้อมูลคำของบประมาณจาก หน่วยรับงบประมาณขึ้นมาให้กับรัฐบาลจะต้องส่งคำของบประมาณขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling เท่านั้น การที่ระบุไว้ชัดเจนว่าให้ส่งขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling เท่านั้นมีประโยชน์อย่างไร มีประโยชน์ที่บอกว่าต่อจากนี้หน้าที่ของสภาที่ให้ความเห็นต่อรัฐบาลและหน้าที่ของรัฐบาล ในการกำหนดกรอบการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี คือการให้น้ำหนักความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาของประเทศในแต่ละด้าน ปีหน้าจะให้เรื่องสาธารณสุขมากหน่อย ปีหน้า จะให้ปัญหาเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมมากหน่อย ว่าไปครับอะไรมากน้อยกว่ากัน แล้วสิ่งที่ หน่วยรับงบประมาณแต่ละหน่วยจะทำก็คือจัดทำโครงการเสนอคำขอขึ้นมาต่ำกว่า Ceiling ที่รัฐบาลกำหนดไว้ ด้วยกระบวนการแบบนี้ เป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้ที่มีอำนาจในการ ตัดสินใจว่าตกลงแล้วโครงการใดที่จะได้ไปต่อหรือไม่ได้ไปต่อ ไม่ได้อยู่ที่สำนักงบประมาณ แต่อยู่ที่หน่วยงานเจ้าของโครงการ เพราะเขาเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดว่าโครงการไหนจะตอบโจทย์ ในเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาประเทศในปีนั้น และเขาเลือกโครงการเองว่าโครงการไหน ที่เขาเสนอขึ้นมาซึ่งต้องต่ำกว่า Ceiling ที่ให้ไว้ ต่างจากระบบงบประมาณปัจจุบันที่สำนัก งบประมาณเป็นผู้เดียวในประเทศนี้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าโครงการใดจะได้ไปหรือไม่ได้ ไปต่อ เป็นเพราะว่าระบบงบประมาณในปัจจุบันของเราที่บอกว่างบประมาณรายจ่าย ประจำปีแต่ละปี กรอบวงเงินอยู่ ๓ ล้านล้านบาท แต่หน่วยงานต่างคนต่างขอเพราะกลัว ไม่ได้ เขาก็ขอมาเผื่อไว้ก่อนเยอะ ๆ ขอเข้ามา ๖ ล้านล้านบาท แล้วสำนักงบประมาณ เป็นผู้มีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในประเทศนี้ในการเลือกตัดจาก ๖ ล้านล้านบาท ให้เหลือ ๓ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นการที่เราเปลี่ยนกระบวนการวิธีการงบประมาณแบบนี้ ให้เป็นไปตามประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศในกลุ่ม OECD ที่เขาใช้ระบบ Top-Down Budgeting จะเป็นการปฏิรูประบบงบประมาณประเทศไทยครั้งใหญ่ ที่ทำให้เราเดินหน้าสู่ การจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ได้นั่นเอง

ประเด็นต่อมาประเด็นที่ ๔ ในการแก้ไขระบบธรรมาภิบาลอ่อนแอ อยู่ในมาตรา ๑๑ ในร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณแนบท้ายรายงานฉบับนี้ ผมไม่ใช้เวลาเยอะสรุปโดยสั้น ๆ ก็คือเราต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใสผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นไปตามมาตรฐานสากล

ประเด็นสุดท้ายนั่นก็คือในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนบทบาทสำนักงบประมาณ จากเดิมที่เป็นคนคิดแทนคนอื่น เปลี่ยนเป็นบทบาทให้เขาเป็นผู้ประเมินผลงานคนอื่น ดังที่ผมได้บอกไปแล้วว่าเราออกแบบ ระบบงบประมาณใหม่โดยนำเอาในเรื่องของ Top-Down Budgeting มาใช้บางส่วน เพราะฉะนั้นต่อจากนี้สำนักงบประมาณจะไม่ใช่คนคิดโครงการแทนหน่วยงาน หน่วยรับ งบประมาณแล้วว่าโครงการใดจะได้ไปหรือไม่ไปต่อ แต่เขาต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นคน ประเมินผลลัพธ์ว่าในแต่ละปีที่แต่ละหน่วยรับงบประมาณเสนอโครงการขึ้นมา อยู่ภายใต้กรอบ Ceiling และเสนอขึ้นมาบอกว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล ตกลงแล้ว สำนักงบประมาณต้องเป็นผู้ประเมินว่าการจัดทำโครงการต่าง ๆ เหล่านั้นตอบโจทย์ ได้ผลสัมฤทธิ์หรือไม่ ข้อเสนอทั้งหมดนี้ที่ผมได้บอกไปลงในรายละเอียดทั้ง ๕ ข้อ เป็นข้อเสนอที่ผมเชื่อว่าเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูประบบงบประมาณไทย พวกเรายังมีหน้าที่ ในการแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ อีกเยอะนะครับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ และที่สำคัญที่สุดก็คือ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง รวมไปถึงกฎหมายในระดับ พระราชบัญญัติอื่น ๆ เพื่อปฏิรูประบบงบประมาณไทยอย่างรอบด้านที่สุด

ท่านประธานครับ ในขณะที่วันนี้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อทำให้ประเทศของเราเดินหน้าสู่ประชาธิปไตยเต็มใบอย่างไร พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องมี พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณฉบับใหม่เพื่อทำให้ระบบราชการไทย ตอบสนองความต้องการของประชาชนฉันท์นั้น วันนี้ก็ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้เวลาผม ในที่ประชุมสภา แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนสมาชิกจะสนับสนุนเล่มรายงานฉบับนี้ รวมถึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณที่แนบท้ายอยู่ในเล่มรายงานฉบับนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ