กฤช ศิลปชัย หารือการตัดลดงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ 1 เปอร์เซ็นต์ โดยตั้งข้อสังเกตถึงภาระงานที่เพิ่มขึ้นของครูจากโครงการต่างๆ เช่น โครงการโรงเรียนคุณธรรม โครงการประเมินคุณธรรม ITA และการเตรียมติว PISA ที่เบี่ยงเบนจากภารกิจหลักการสอน แม้โครงการเหล่านี้จะประกาศว่าไม่บังคับแต่ในทางปฏิบัติครูและนักเรียนยังคงถูกกดดัน จึงเรียกร้องให้ทบทวนการใช้งบประมาณและจัดการโครงการใหม่ให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดภาระงานครู หากพบหน่วยงานรัฐให้ข้อมูลเท็จจะนำเรื่องร้องต่อ ป.ป.ช.
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาชน ท่านประธานครับ ผมได้ขอสงวนคำแปรญัตติตัดลดงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการลง ๑ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ต้องขอตัดนั้นก็เพราะว่ายังมีโครงการที่จัดกันผิดทิศผิดทาง แก้ปัญหาไม่ได้ ทำให้ การศึกษาไทยของเราวน Loop อยู่กับที่ไม่ไปไหน ขอเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ปัญหาด้าน การศึกษาที่เราทุกคนในที่นี้ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นปัญหาใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของภาระงานครู การที่เอาครูที่มีหน้าที่สอนไปทำอย่างอื่น ไปทำงานประเมินต่าง ๆ ไปจัดทำรายงานในโครงการ ไปอบรม สัมมนาหรือทำกิจกรรมอื่น ๆ แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านนฤมลก็ยังทราบครับ แล้วก็ได้ประกาศนโยบายผ่านสื่อว่าจะลดภาระงานครูในช่วงแรก ที่เข้ารับตำแหน่งครับ เมื่อผมไปดูในงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการในหลาย ๆ หน่วยงาน ในสังกัด โดยเฉพาะส่วนของรายจ่ายอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของ สพฐ. สช. อาชีวะ หรือแม้แต่ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังมีโครงการที่ทำให้เพิ่มภาระงานครูแล้วดึงครูออกนอก ห้องเรียนจำนวนมากหลายโครงการครับ ยกตัวอย่างโครงการโรงเรียนคุณธรรม แม้ในเอกสาร ที่ท่านชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบอกว่า ไม่มีการดึงครูออกจากห้องเรียนครับ ไม่มีการบังคับทำรายงาน ไม่มีการบังคับการประกวด แล้วบอกว่าเป็นภาคสมัครใจด้วย แต่หากผู้บริหารโรงเรียนไหนอยากจะได้ผลงาน อยากจะส่ง โรงเรียนนี้เข้าร่วมประกวดก็ต้องหมายถึงว่าไปให้คุณครูต้องเตรียมรายงาน เตรียมของ จัดนิทรรศการ โครงการนี้มีทั้งการประเมินในรอบเอกสาร แล้วก็ประเมินตามสภาพจริง ที่หนักก็คือการประเมินตามสภาพจริงครับ เวลาลงไปประเมินในพื้นที่ ต้องจัด Booth จัด Board จัดเตรียมสถานที่ บางครั้งใช้เวลาเป็นเดือน ดึงทั้งครู ดึงทั้งนักเรียนออกนอก ห้องเรียนครับ โครงการนี้งบประมาณ ๒,๔๕๐,๐๐๐ บาทเศษ
โครงการต่อมาครับ โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อสร้างพื้นฐาน แก่ผู้เรียนด้านการศึกษา ๔ ด้าน มีเป้าหมายนักเรียน ๓,๒๐๐ คน โรงเรียน ๗๗ แห่ง ในเอกสารบอกว่าออกนอกโรงเรียน ๒ วันครับ เพื่อมาทำอะไร มาประกวดแข่งขันทักษะ ลูกเสือ เนตรนารี แต่ให้ไปดูข้อเท็จจริงว่าก่อนที่จะได้โรงเรียน ๗๗ แห่ง ก็คือจังหวัดละแห่ง ในแต่ละจังหวัดก็ต้องมีการแข่งขันกันเองก่อนถึงจะได้ตัวแทน ฝึกซ้อมกันเป็นเดือน ต้องมีครู มาทำการฝึกซ้อม เสียเวลาเรียนเสียเวลาสอน ท่านประธานครับ ครูสอนวิชาลูกเสือไม่มี ในโรงเรียน เขาเอาครูวิชาสามัญไปอบรมหลักสูตรลูกเสือ หลักสูตร BTC หลักสูตร ATC แล้วก็มาให้ครูเหล่านี้มาสอนวิชาลูกเสือในคาบกิจกรรม ในเอกสารบอกไม่มีการจัดทำ รายงาน ใช่ครับในโครงการที่ประกวดไม่ต้องทำ แต่คุณครูที่พาเด็กมาร่วมกิจกรรมตั้งแต่ ระดับจังหวัดจนผ่านเข้าสู่รอบระดับประเทศอย่างไรก็ต้องทำสรุปกิจกรรม อย่างน้อยก็ให้กับ ผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียนนำมาใช้เป็นผลงานในการประเมินโรงเรียน หรือคุณครูนำไปเป็นผลงานในการประเมินตัวเองอยู่ดีครับ
อีกโครงการครับ ที่คิดว่าเป็นภาระงานครูก็คือโครงการโรงเรียนคุณภาพ ITA โครงการนี้งบประมาณ ๓๗๗ ล้านบาท ไปดูในรายละเอียดและผลที่คาดว่าจะได้รับ ผมเอง เข้าใจในเจตนาดีครับ เป็นโครงการของสำนักงานนวัตกรรมการศึกษาที่ต้องการจะยกระดับ ลดความเหลื่อมล้ำ เปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะกิจกรรมที่ ๘ ที่บอกว่าเป็นการเปิดเผยข้อมูล Open Data มีผู้รับผิดชอบเป็นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน ๒๔๕ เขต จำนวน โรงเรียน ๑,๘๐๘ โรงเรียน เจตนาดีครับ แต่สุดท้ายใครต้องเป็นคนทำ ที่จะต้องเอาข้อมูล เหล่านี้มารายงาน มาโชว์ มากรอกเข้าในระบบ ก็ไม่พ้นคุณครูอีกแล้วครับ นี่ไม่เป็นการดึงครู ออกนอกห้องเรียนตรงไหนครับโครงการนี้
อีกโครงการหนึ่งครับ โครงการยกระดับสมรรถนะความฉลาดรู้ของผู้เรียน ตามกรอบประเมิน PISA สู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โครงการนี้ คืออะไรครับ ก็คือโครงการเอาคุณครูไปติวครับ ไปติวแล้วก็ให้มาติวนักเรียนต่อว่าการแข่งขัน ขีดความสามารถของประเทศจะสูงขึ้นเพราะใช้วิธีการเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้ว ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมันควรที่จะอยู่ในระบบการศึกษาแบบปกติ ควรไปแก้ไข ไปปรับปรุงวิธีการเรียนวิธีการสอน พัฒนาหลักสูตรในด้านของโครงสร้างแล้วก็ นโยบายทางการศึกษามากกว่ามาทำกิจกรรมโครงการแบบนี้ครับ
สุดท้ายครับ ผมเข้าใจดีว่าในชั้นกรรมาธิการก็ทราบมาว่าทางคณะกรรมาธิการ ก็ได้มีการพยายามซักถามในเรื่องดังกล่าว แล้วก็ได้รับการยืนยันจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่มีการเอาครูออกนอกห้องเรียนครับ ไม่มีการเอานักเรียนออกนอกห้องเรียน ไม่ต้องทำ รายงาน ไม่บังคับการประกวดครับ เข้าใจที่คณะกรรมการตัดงบประมาณได้นิด ๆ หน่อย ๆ แต่จากประสบการณ์การเป็นครูของผม ผมไม่สามารถเชื่อได้จริง ๆ ผมเคยเป็นครูมาก่อน ผมถึงรู้ดีว่าถึงแม้ในระดับสั่งการจะบอกว่าไม่บังคับแต่ในทางปฏิบัติหากไม่ทำมันก็จะมีผล ต่อการประเมินครับ มันก็จะถูกกดดัน ไม่ว่าจะเป็นการประเมินของโรงเรียนหรือการประเมิน ผลงานของครูเอง ดังนั้นที่บอกว่าไม่มี ผมไม่เชื่อครับ และถือโอกาสนี้บอกคุณครูทั่วประเทศ เลยว่าเดี๋ยวหลังจากอภิปรายผมจะ Upload File ๒ File นี้ให้คุณครูทั่วประเทศได้เข้ามาดู เลยว่ามีโครงการไหนบ้างที่ทางกระทรวงได้บอกว่าไม่มีการจัดทำรายงาน ไม่มีความถี่ในการ ทำรายงาน ไม่มีการเอาครูออกนอกห้องเรียน ไม่มีการเอานักเรียนออกนอกห้องเรียนและ ไม่บังคับการประกวด ให้คุณครูเข้ามาดูเลยครับ แล้วถ้าคุณครูยังเจอโครงการแบบนี้มาบังคับ ให้คุณครูได้ต้องทำรายงานต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ขอให้คุณครูมาบอกผมได้เลยครับ ถ้ายังมีการเพิ่ม ภาระงานครูกับโครงการเหล่านี้ก็มาบอกผมเลย ผมจะเอาเรื่องไปยื่น ป.ป.ช. ว่าสำนักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการยื่นข้อมูลเป็นเท็จต่อคณะกรรมาธิการ ขอบคุณครับ