พริษฐ์ ยันงบสภาต้องโปร่งใส ชูตรวจสอบ-ปรับลดได้ 880 ล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

พริษฐ์ วัชรสินธุ ย้ำว่าคุณค่าของรัฐสภาไม่ได้วัดจากความโอ่อ่าของอาคาร แต่จากการทำงานตรวจสอบและผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน โดยเสนอการปรับลดงบประมาณของหน่วยงานรัฐสภาผ่านการตัดโครงการที่ไม่จำเป็นและใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ จนสามารถลดงบได้ถึง 880 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลงบประมาณทุกหน่วยงานอย่างเร็ว ละเอียด และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายภาษีอย่างแท้จริง

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กรรมาธิการ

เรียนประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ในฐานะกรรมาธิการผู้ขอสงวน ความเห็น ท่านประธานครับ ผมต้องยืนยันว่ารัฐสภาที่ดีและที่เราควรจะรู้สึกภาคภูมิใจ ไม่ใช่รัฐสภาที่มีอาคารที่หรูหราหรือว่ายิ่งใหญ่อลังการ แต่คือรัฐสภาที่สามารถขับเคลื่อน การเปลี่ยนแปลงที่พี่น้องประชาชนต้องการ ผมยืนยันกับท่านประธานว่ารัฐสภาที่ดีนั้นไม่ใช่ รัฐสภาที่แข่งกันใช้งบประมาณกับฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ แต่คือรัฐสภาที่แข่งกันทำงาน และร่วมกันตรวจสอบกันและกัน แล้วผมก็ยืนยันเช่นกันว่ารัฐสภาที่ดีนั้นไม่ใช่รัฐสภาที่มองว่า การตรวจสอบงบของตนเองนั้นเป็นการเผาบ้าน แต่มองว่าการตรวจสอบงบของตนเองนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาความชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในการ ตรวจสอบงบประมาณของหน่วยงานอื่น

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ดังนั้นหากเราไปดูสไลด์ที่ ๑ วันนี้ ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้มารายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าทาง กรรมาธิการงบประมาณในปีนี้ได้มีการปรับลดงบประมาณในส่วนของหน่วยงานของรัฐสภาไป ๘๘๐ ล้านบาท ซึ่งหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะทำให้ในบรรดาหน่วยงานระดับกระทรวงครับ ถือว่าหน่วยงานของรัฐสภานั้นถูกกรรมาธิการงบประมาณปรับลดสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และในบรรดาหน่วยงานระดับกรมครับ ก็ถือว่าสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น ถูกปรับลดงบประมาณโดยกรรมาธิการนั้นสูงเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน ถ้าเราไปดูกันว่า กรรมาธิการงบประมาณได้ปรับลดอะไรไปบ้าง ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่ามีหลายโครงการ ที่คณะกรรมาธิการของเราได้ตัดออกไปทั้งโครงการ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น ในปีนี้ จะไม่มีภาษีของพี่น้องประชาชนแม้แต่บาทเดียวที่ถูกใช้ไปกับการปรับปรุงศาลาแก้ว ๑๒๓ ล้านบาท ในวันที่อาคารรัฐสภาของเรานั้นมีพื้นที่เต็มไปหมดในการต้อนรับแขก ต่างประเทศและผู้นำต่างประเทศ ไปสไลด์ถัดไปเช่นเดียวกันครับ ในปีนี้ก็จะไม่มีภาษีของ พี่น้องประชาชนแม้แต่บาทเดียวที่ถูกใช้ไปกับการปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณมูลค่า ๑๑๘ ล้านบาท ที่ทางกรรมาธิการพวกเราเองนี่ละครับก็ใช้งานได้อย่างดี อย่างสะดวก มาตลอด ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา และแม้จะมีบางโครงการที่กรรมาธิการของเรานั้นอาจจะ ไม่สามารถตัดออกได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เราก็สามารถปรับลดงบประมาณลงไปได้ ในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนของโครงการห้องบรรยายใหญ่ แล้วระบบ ภาพยนตร์ 4D ทางกรรมาธิการนั้นก็ปรับลดออกไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ตัดระบบ 4D ออก และแปลงเป็นแค่ห้องสารนิเทศทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องมีระบบ 3D หรือ 4D ที่ฟุ่มเฟือยและ เกินความจำเป็น หรือในสไลด์ถัดไป ในส่วนของโครงการจัดซื้อจอแอลอีดีขนาดใหญ่ เราก็มีการ ปรับลดไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ประหยัดภาษีพี่น้องประชาชนไปได้ประมาณ ๕๗ ล้านบาท ลดจากที่ตอนแรกมีการของบประมาณมาสำหรับ ๑๙ จอ ที่จะติดตั้งทั้งภายในและภายนอก อาคาร เหลือเพียงแค่ ๔ จอ ที่หน่วยงานยืนยันว่ามีความจำเป็นเพื่อใช้สำหรับห้องอบรม สัมมนาภายในอาคารแห่งนี้ แน่นอนครับ หากจะถามผมในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมก็เห็นว่ายังมีงบประมาณอีกหลายด้านของสภาที่เราสามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนของงบประมาณการเดินทางไปต่างประเทศ ผมก็มีความเชื่อว่า เราสามารถปรับลดลงได้มากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่กรรมาธิการงบประมาณปรับลดไปโดยไม่ส่ง ผลเสียใด ๆ ต่องานนิติบัญญัติของสภาเรา

ตัวอย่างที่ ๒ ในส่วนของงบประมาณเรื่องของการทำแพลตฟอร์ม Application ต่าง ๆ ผมก็มีความเชื่อเช่นกันว่าเราสามารถปรับลดงบในส่วนนี้ได้มากขึ้นกว่าเดิม นอกเหนือ จากระบบ LMS ที่ทาง สว. ขอมาแล้วเราได้ชะลอไป ๑ ปี หากเราสามารถปรับระบบการทำงาน ให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักเลขาธิการวุฒิสภาซึ่งทำงานอยู่ในอาคารเดียวกัน ตัดสินใจพัฒนาแล้วก็ใช้ทรัพยากรร่วมกันมากขึ้น แทนที่ต่างหน่วยงานจะต่างตั้งงบประมาณ ในส่วนของตนเอง

และอีกตัวอย่างหนึ่ง ในส่วนของงบประมาณเกี่ยวกับอาคารสำนักงานของ สถาบันพระปกเกล้า ผมก็มีความเชื่อเช่นกันว่าเราสามารถปรับลดส่วนนี้ออกได้เกือบทั้งหมด หากเราเพียงแค่กำหนดนโยบายให้สถาบันพระปกเกล้านั้นย้ายมาทำงานที่สภาแห่งนี้ ในเมื่อ งานหลายด้านของสถาบันพระปกเกล้าเองก็มีความเชื่อมโยงกับงานของสำนักต่าง ๆ ในสภา แห่งนี้ และผมเชื่อว่าหากสมมุติมาทำงานในอาคารสถานที่เดียวกันก็จะเพิ่มแนวโน้มที่ สส. ในสภาแห่งนี้จะใช้ประโยชน์จากงานวิชาการของสถาบันพระปกเกล้ามากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้เยอะเท่ากับที่ผมเห็นสมควร ก็ต้องยืนยันว่า การที่กรรมาธิการงบประมาณในปีนี้ร่วมกันปรับลดงบประมาณไปถึง ๘๘๐ ล้านบาท ก็ถือว่า เป็นความคืบหน้าที่สำคัญในการช่วยกันประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ท่ามกลาง สถานการณ์เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และในการช่วยกันส่งสัญญาณว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้นพร้อมที่จะ ตรวจสอบตนเอง ซึ่งสำหรับการปรับลดงบประมาณตรงนี้ ผมต้องขอขอบคุณทั้งทางกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการทุกท่าน โดยเฉพาะทางประธานคณะอนุกรรมาธิการ ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านธเนศ เครือรัตน์ ที่รับผิดชอบในส่วนของอนุกรรมาธิการที่ดูแลประเด็นนี้ เป็นหลัก

แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะทิ้งท้ายแบบนี้ว่าผมไม่อยากให้เราพอใจแค่นี้ ผมไม่อยากให้เราลืมว่าความสำเร็จในการตัดงบประมาณร่วมกันในครั้งนี้นั้นมีส่วนไม่มากก็น้อย มาจากการที่เรานั้นเปิดเผยข้อมูลเร็ว หากวันนั้นคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองซึ่งประกอบ ไปด้วยตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ไม่ตัดสินใจนำเอาคำของบประมาณของหน่วยงานสภา มาเปิดเผยและมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณจะถูกเสนอเข้ามาใน วาระที่หนึ่งในที่ประชุมแห่งนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วเราไม่ได้นำมาเปิดเผยก่อน ทางคณะ อนุกรรมาธิการจะมีเวลาเพียงแค่ ๔๕ นาทีที่จะตรวจสอบในชั้นอนุกรรมาธิการ ค้นพบสิ่งที่ อาจจะไม่จำเป็น ซักถามรายละเอียดแล้วก็โน้มน้าวเพื่อนสมาชิกในคณะอนุกรรมาธิการ เพื่อตัดสินใจปรับลดงบประมาณในส่วนดังกล่าว แต่พอทางคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง เราร่วมกันตัดสินใจในการนำเอาคำของบประมาณมาเปิดเผยและให้ สส. ได้ศึกษาก่อน ล่วงหน้า เวลาที่เรามีในการตรวจสอบก็ขยายจาก ๔๕ นาที ไปเป็น ๔๕ วัน เป็น ๔๕ วันครับ ที่ทำให้เราได้มีเวลาทำการบ้านโดยละเอียดมากขึ้น เป็น ๔๕ วันที่ทำให้เราได้มีเวลาสอบถาม ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ นำเสนอความเห็นของเราผ่านเวทีสื่อมวลชน รวมถึงรับฟังข้อทักท้วง และข้อสังเกตของพี่น้องประชาชน ดังนั้นท่านประธานครับ ผมหวังว่าการปรับลดงบประมาณสภา ที่เราทำสำเร็จร่วมกันในวันนี้จะไม่กลายเป็นเพียงความสำเร็จครั้งเดียวหรือความสำเร็จชั่วคราว ที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่จะเป็นสัญญาณเตือนภัยให้กับพวกเราทุกคน เพื่อทำให้เราเห็นตรงกัน ว่าถึงเวลาแล้วที่งบประมาณแผ่นดินของทุกกระทรวงทุกหน่วยงานนั้น จะต้องไม่เพียงแค่ ถูกเปิดเผยตามขั้นตอนปกติแบบที่เป็นมา แต่จะต้องถูกเปิดเผยเร็วขึ้น ละเอียดขึ้น และในรูปแบบ ที่สามารถวิเคราะห์ต่อได้ง่ายขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ประชาชนนั้นสามารถมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบงบประมาณได้มากขึ้น แต่จะยังทำให้ผู้มีอำนาจนั้นต้องคิดหนักขึ้นก่อนที่จะ ตั้งงบประมาณที่ฟุ่มเฟือยและเกินความจำเป็น

ท้ายสุดนี้ท่านประธาน ต้องเรียนว่าการตัดสินใจของผมและคณะกรรมาธิการ พัฒนาการเมืองเมื่อ ๓ เดือนที่แล้ว ในการนำเอาคำของบประมาณมาตรวจสอบและมาเปิดเผย ก่อนนั้น เป็นการกระทำที่ทำให้ผมถูกผู้บริหารสภาก่อนหน้านี้ตำหนิและต่อว่าผมกลางที่ประชุม สภาแห่งนี้ ผมก็ได้แต่หวังว่า ๓ เดือนผ่านไป การตัดสินใจของเราในวันนั้นที่เคยถูกตำหนินั้น จะถูกทำให้กลายเป็นความปกติใหม่ และบรรทัดฐานใหม่ของสภาแห่งนี้ในการตรวจสอบและ ปกป้องภาษีของพี่น้องประชาชนทุกคน ขอบคุณท่านประธานครับ