วีระ ธีรภัทรานนท์ หารือเรื่องการตั้งงบประมาณให้รัฐวิสาหกิจ โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะในสถาบันการเงินของรัฐที่มีกำไรแต่ยังขอรับการสนับสนุน ซึ่งอาจเลี่ยงการตรวจสอบ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของงบประมาณรัฐวิสาหกิจและงบชำระหนี้ภาครัฐในปีหน้า เรียกร้องให้มีการทบทวนและบริหารจัดการอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพการคลังของประเทศ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม วีระ ธีรภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการที่ได้ขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ ผมอยากจะเริ่มต้น อย่างนี้ว่าในเอกสารงบประมาณมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ ๒ มาตรา คือมาตรา ๒๙ และมาตรา ๔๐ ซึ่งมีความยึดโยงกันแต่ผมจะไม่ลงในรายละเอียด เอาไว้ถึงช่วงที่จะอภิปราย มาตรา ๔๐ แล้วผมจะขยายความนะครับ อยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ว่าในเอกสารงบประมาณ ที่เป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจมาตรา ๒๙ มีรัฐวิสาหกิจ ๒๑ แห่ง ได้ของบประมาณ มาเป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น ๗๔,๔๐๙.๔๔ ล้านบาท ในชั้นกรรมาธิการได้มีการเพิ่มงบประมาณ โดยการโอนจากงบประมาณที่มีการตัดทอนมาเพิ่มให้อีก ๔,๙๑๔,๔๘๐,๐๐๐ บาท นั่นเท่ากับว่ายอดที่เป็นงบประมาณรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจสุทธิแล้ว ๗๙,๒๙๘ ล้านบาท แต่เป็นอันที่จริงค่าใช้จ่ายของรัฐวิสาหกิจโดยรวมแล้วไม่ใช่ตัวเลขนี้ ตัวเลขจริงคือของ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องที่เป็นก้อนใหญ่ทั้งหมด ๑๔๓,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุที่มันมีการแยก การตั้งงบประมาณให้กับรัฐวิสาหกิจออกเป็น ๒ ส่วน มันเลยทำให้เกิดความสับสน ซึ่งผมจะ ขออธิบายเพื่อให้ทำความเข้าใจต่อไป ในบรรดารัฐวิสาหกิจ ๒๑ แห่งที่ของบประมาณมา ผมไม่ค่อยติดใจเพราะว่าจำนวนหนึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ไม่มีรายได้ จำนวนหนึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ บางรัฐวิสาหกิจมีหนี้สินรุงรังไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ขสมก. การรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นปัญหาน่าจะข้ามศตวรรษ ในการจะแก้ไข นอกจากนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่มีรายได้ อย่างเช่น การท่องเที่ยว องค์การจัดการ น้ำเสีย องค์การตลาด พวกนี้ผมไม่ติดใจ แต่สิ่งที่ควรจะต้องฝากไปถึงคนที่เกี่ยวข้องในเรื่อง การจัดการรัฐวิสาหกิจก็คือว่ารัฐวิสาหกิจที่มีปัญหารัฐบาลต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะให้ รัฐวิสาหกิจอย่างนั้นคงอยู่ต่อไปในสภาพที่เป็นอย่างนั้น หรือจะดำเนินการแปรรูปให้เอกชน มาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เพื่อไม่ให้เกิดภาระการคลังในอนาคตอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน กรณีของ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการโดยที่รัฐบาล ยังถือหุ้นใหญ่อยู่ประมาณร้อยละ ๔๐ แต่ว่าไม่มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป อันนี้เป็น บทเรียนของความสำเร็จในการจัดการรัฐวิสาหกิจที่ไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณ แต่ที่ผม ติดใจก็คือรัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะ ประกอบด้วยธนาคารเพื่อการเกษตรและ สหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม บสย. ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank และรัฐวิสาหกิจอีก ๓ แห่งคือการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย รฟม. การทางพิเศษ แห่งประเทศไทยและบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ในงบประมาณรายจ่าย รัฐวิสาหกิจ มีตัวเลขที่รัฐวิสาหกิจขอมาที่ไม่ควรมองข้าม อย่างน้อย ๔ รายการ เริ่มต้น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเป็นรัฐวิสาหกิจที่ของบประมาณในมาตรา ๒๙ งบรายจ่ายของรัฐวิสาหกิจสูงที่สุด ๒๐,๒๐๓ ล้านบาท บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรม ขนาดย่อม บสย. ๘,๘๓๔.๖๔ ล้านบาท ธนาคารออมสิน ๑,๕๑๗ ล้านบาท SME Bank ๒๗๘ ล้านบาท คำถามก็คือว่ารัฐวิสาหกิจสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ที่มาของบประมาณ มาขอทำไม ทำไมต้องให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณให้ ในเมื่อต่างมีผลประกอบการ มีกำไรเป็นกอบเป็นกำ แล้วก็ไม่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงินแต่อย่างใด คำตอบที่พวกเรา อาจจะไม่ทราบกันก็คือ นี่คือรายการตั้งงบประมาณชำระคืนตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พุทธศักราช ๒๕๖๑ ซึ่งเกิดจากการที่หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการและโครงการโดยที่รัฐบาล รับปากว่าจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ในการดำเนินการนั้นให้ในอนาคต แต่รัฐบาลกลับเอางบประมาณที่จัดสรรให้รัฐวิสาหกิจแห่งอื่น ๆ ที่มีลักษณะของธุรกรรม แตกต่างกันเอามาไว้ในที่เดียวกัน อันนี้จากที่ได้ศึกษาส่วนที่สำนักงบประมาณทำมา ผมอยากจะบอกอย่างนี้ว่าแบบนี้ไม่ควรทำ เพราะเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการจัดทำงบประมาณ เพื่อปกปิดการดำเนินการของรัฐบาล ที่ใช้เงินนอกงบประมาณด้วยนโยบายกึ่งการคลัง ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ ส่วนรัฐวิสาหกิจอีก ๒ แห่ง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับจัดสรรงบประมาณเช่นเดียวกันนี้ ผมอยากจะบอกแต่เพียงว่าเหตุผลจะเป็นอะไรก็ตามที แต่รัฐวิสาหกิจ ๒ แห่งนี้ มีผลประกอบการที่มีกำไร ไม่ควรจะมาของบประมาณในลักษณะแบบนี้อีกต่อไป เรื่องนี้ ทางกระทรวงการคลังที่ดูแลรัฐวิสาหกิจต้องไปคิดอ่าน ประเด็นที่เป็นปัญหาขณะนี้ ผมอยากจะพูดอย่างนี้ไม่ต้องใช้เวลามาก ล่าสุดทางรัฐบาลตกลงจะมีการใช้งบประมาณ ประมาณ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จ่ายสำรองไปก่อนสำหรับการที่จะช่วยเหลือชาวนาสำหรับข้าวนาปรังและข้าวนาปี ที่จะเกิดขึ้นต่อไป นั่นก็ทำให้ ธ.ก.ส. ต้องมาแบกรับภาระตามมาตรา ๒๘ ของพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐเพิ่มเติม ข้อมูลที่น่าตกใจ ท่านทราบหรือไม่ว่าระเบิดเวลาลูกใหญ่ ที่เป็นรายการนอกงบประมาณด้วยนโยบายกึ่งการคลัง ในขณะนี้มียอดคงค้างทั้งสิ้น ณ สิ้นปีงบประมาณ ปี ๒๕๖๗ ๑,๐๒๘,๒๗๙ ล้านบาท และตัวเลขล่าสุดที่ผมเพิ่งทราบ ๑,๐๗๗,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ คือท่านสมาชิกที่พิจารณางบประมาณรายจ่าย ท่านไม่มีสิทธิ จะไปพิจารณารายการนอกงบประมาณรายจ่ายเป็นมูลค่าประมาณ ๑ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดที่จะต้องมีการปรับ สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้นธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตรธนาคารเดียวต้องทำตามนโยบายของรัฐ มียอดคงค้างที่รัฐบาลต้อง ตั้งงบประมาณจ่ายมากถึง ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเงินที่จะต้องจ่ายตามพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลัง ประมาณ ๗๔๒,๐๐๐ ล้านบาท แม้ว่าจะมีการรายการที่สำนักบริหาร หนี้สาธารณะโอนเข้าเป็นหนี้สาธารณะไปแล้ว ๑๖๐,๒๐๗ ล้านบาท ก็ตามที นี่ยังไม่รวม บสย. ยังไม่รวมธนาคารออมสิน ซึ่งมีรายการในลักษณะเดียวกันรวมอยู่อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเรามีเงินนอกงบประมาณที่ให้รัฐบาลใช้นโยบายกึ่งการคลังต่อเนื่องยาวนาน เป็นวงเงินยอดคงค้าง ๑ ล้านล้านบาท ท่านอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่างบที่เคยใช้นโยบาย แบบนี้เมื่อปี ๒๕๕๔ เพิ่งจะมีการตั้งงบประมาณรายจ่ายใช้คืนในปี ๒๕๖๙ เวลาผ่านไปถึง ๑๕ ปี เพราะฉะนั้นเงินก้อนนี้ที่จะใช้หมดผมนึกไม่ออกเลยว่าจะใช้หมดเมื่อไร เพราะในระหว่าง ที่ใช้ไปก็มีการให้ ธ.ก.ส. ออมสิน อะไรพวกนี้ออกเงินให้รัฐบาลไปก่อนอีก พูดแบบไม่ต้อง เกรงใจ รัฐบาลควรเลิกนโยบายที่เป็นมาตรการกึ่งการคลังผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยเฉพาะ ธ.ก.ส. ออมสิน และ บสย. ได้แล้ว ถ้าหากยอดยังสูงในระดับ ๑ ล้านล้านบาท อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ผมเรียนเลยว่านอกจากที่เราทำงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า มันเป็นปัญหา เรายังมีรายการที่เป็นรายการนอกงบประมาณที่เป็นปัญหา ซึ่งเมื่อรวม ๒ กระแสนี้เข้ามาด้วยกันวิกฤติการเงินการคลังเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ประเด็นที่ผมอยากจะเพิ่มเติมในตอนท้ายนิดเดียวเพื่อเป็นข้อสังเกต เผื่อปีหน้าผมไม่ได้มามีส่วนร่วมในการเป็นกรรมาธิการงบประมาณอีกแล้ว ในขณะที่ปีนี้ เรามีความเป็นห่วงเรื่องงบประมาณรายจ่าย ผมอยากจะเรียนว่าปีหน้างบประมาณที่เกี่ยวข้อง กับรัฐวิสาหกิจจะเป็นการใช้หนี้หรือจะเป็นการลงทุนอะไรก็ตามทีจะกระโดดจาก ๔๒๐,๘๖๔ ล้านบาท เป็น ๕๙๓,๗๗๔ ล้านบาท อันนี้อยู่ในเอกสารเล่มขาวคาดแดง หน้า ๒๙๖
นอกจากนี้อีกรายการหนึ่ง ซึ่งเป็นรายการที่ผมเป็นห่วงที่สุด คือรายการ ที่เป็นงบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ ปี ๒๕๖๙ งบประมาณส่วนนี้ซึ่งสำนักบริหาร หนี้สาธารณะเป็นคนจัดการ จากหนี้สาธารณะที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งคุณศิริกัญญาก็เคยพูด แล้วว่ามันแตะ Ceiling เรากำลังไม่มี Room ที่จะเพิ่มหนี้ได้อีกแล้ว ปีนี้ตั้งงบชำระหนี้ของ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ๓๖๖,๗๗๖ ล้านบาท ซึ่งมากอยู่แล้ว ไม่ต้องบอกว่าเป็นดอกเบี้ย เท่าไร เป็นเงินต้นเท่าไร แต่ที่น่าตกใจที่สุด ปี ๒๕๗๐ ปี ๒๕๗๑ ปี ๒๕๗๒ ซึ่งล็อกตัวเลข ที่จะต้องชำระคืนหนี้ภาครัฐกระโดดขึ้นไปเป็นเท่าไรทราบไหมครับ ปี ๒๕๗๐ กระโดดจาก ๓๖๖,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๕๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ปี ๒๕๗๑ เพิ่มจาก ๕๐๑,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๗๐ เป็น ๕๑๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วกลายเป็น ๕๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๗๒ นี่คือสิ่งที่ผมบอกตามตรงว่าถ้าหากเราไม่จัดการเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ การบริหารจัดการนอกงบประมาณอย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากนะครับ ผมก็ขอเวลา ที่จะแสดงความคิดเห็นแต่เพียงเท่านี้ แต่ว่ามีตอนท้ายซึ่งผมไม่แน่ใจว่าผมจะมาอภิปราย หรือเปล่านะครับ คือการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ แล้วก็การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ การบริหารจัดการเงินชดใช้เงินคงคลัง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวพัน แต่เนื่องจากว่ามันอยู่ใน มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ซึ่งเป็นมาตราท้าย ๆ ของการพิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๖๙ ผมก็ไม่แน่ใจเพราะว่าอายุมากแล้วอาจจะนอนดึกขนาดนั้นไม่ได้ ถ้าไม่ได้ มาพูดก็เก็บเอาไว้ก็แล้วกันนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ