ชลธานี เชื้อน้อย วิพากษ์การจัดสรรงบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ที่ไม่เพียงพอ ขาดความเป็นธรรม และถูกครอบงำโดยส่วนกลาง พร้อมเสนอให้เพิ่มอำนาจจังหวัดในการอนุมัติโครงการ เสริมกลไกตรวจสอบ และกำหนดเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจนเพื่อการใช้งบอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลธานี เชื้อน้อย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เขต ๓ พรรคประชาชน ได้แปรญัตติ ปรับลดงบประมาณในมาตรา ๒๘ จังหวัด กลุ่มจังหวัด ในมาตรา ๒๘ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๙ นี้มีความสำคัญคือการเชื่อมโยงแนวความคิด การพัฒนาพื้นที่เชิงรุก โดยกำหนดวงเงินไว้ที่ ๒๖,๕๒๕ ล้านบาท สำหรับงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เป็นงบลงทุน ๑๕,๙๘๗ ล้านบาท ซึ่งผมเห็นว่าแม้จำนวนเงินดังกล่าวอาจจะดูมากในภาพรวมนะครับ แต่เมื่อกระจายลงสู่แต่ละจังหวัดจริง ๆ กลับไม่เพียงพอที่จะรองรับความหลากหลาย ของสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ ผมขอเสนอว่าก่อนการอนุมัติวงเงินนี้ขอให้พิจารณา ถึงปัญหาและข้อเสนอต่อไปนี้อย่างรอบด้านเพื่อให้เงินทุกบาททุกสตางค์ถูกจัดสรรใช้อย่างมี ประสิทธิภาพและโปร่งใส จากกรมบัญชีกลางระบุว่างบประมาณจังหวัดและกลุ่มจังหวัดตั้งไว้ที่ ๒๖,๕๒๕ ล้านบาท ด้วยเหตุนี้การตั้งงบประมาณในส่วนของจังหวัดและกลุ่มจังหวัดจะเป็น ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรวม หากพิจารณาแล้วอาจจะน้อยเกินไปก็ยิ่งทำให้พื้นที่ ต้องแบ่งงบกันอย่างจำกัดยิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ คำถามสำคัญ งบประมาณที่ลดลงนี้จะส่งผล อย่างไรต่อโครงการพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ที่มีความซับซ้อน เช่น จังหวัดชายแดนหรือจังหวัด ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเร่งด่วน ดังนั้นการวิเคราะห์ผลกระทบต่อแผนงานจึงจำเป็น ปัญหาที่ผมพบในส่วนของงบประมาณจังหวัด กลุ่มจังหวัดมีอยู่ ๔ ประเด็น แม้ชื่อจังหวัดและ กลุ่มจังหวัดจะชวนวาดฝันให้ถึงพื้นที่ที่มีอิสระต่อการจัดสรร แต่พิสูจน์แล้วว่าอำนาจจริง ยังอยู่ในมือของส่วนกลาง การเสนอแผนมักถูกปรับหรือแก้ไขก่อนอนุมัติ ทำให้จังหวัดเลือกโครงการที่ผ่านง่ายมากกว่าตอบโจทย์ความต้องการจริง ตัวอย่างสำคัญครับ โครงการก่อสร้างปรับปรุงหรือติดไฟส่องสว่างถนนทางหลวง และทางหลวงชนบทไม่ควร มาอยู่ในงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด มันเป็นการเบียดบังงบประมาณซึ่งกรมทางหลวงและ กรมทางหลวงชนบทก็มีงบประมาณเองแล้วก็มีอำนาจหน้าที่โดยตรง มีงบประมาณอยู่ที่ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่กลับพบว่ายังมีงบของทางหลวงและทางหลวงชนบทมาแฝงอยู่ใน งบจังหวัด กลุ่มจังหวัดหลายพันล้านบาท ในกรณีนี้อนุกรรมาธิการปรับลดเพียงจังหวัดเดียว คือจังหวัดชัยนาท เป็นงบประมาณ ๕๐ ล้านบาท เนื่องจากจังหวัดชัยนาทเป็นจังหวัดแรก ที่เข้ามาชี้แจงนะครับ แล้วก็นโยบายไม่ชัดเจนจากกรรมาธิการห้องใหญ่เรื่องการปรับลด แล้วหลังจากนั้นจังหวัดชัยนาทไปขออุทธรณ์ท่านก็ไม่คืนให้ ขอเหตุผลของกรรมาธิการ เสียงข้างมากที่ไม่คืนอุทธรณ์ ท่านต้องใช้มาตรฐานเดียวกันในการจัดการกับทุกจังหวัดครับ เกณฑ์การจัดสรรที่ไม่เป็นธรรม การจัดสรรมักพิจารณาตามจำนวนประชากรเท่านั้น ไม่คำนึงถึงปัจจัยเชิงพื้นที่ เช่น พื้นที่ภูเขา ชายแดน ทำให้จังหวัดต้องใช้เงินต่อหน่วยพื้นที่มาก แต่ได้รับงบประมาณไม่เพียงพอ กลายเป็นประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ได้ถูกแก้ไข งบบูรณาการในส่วนของกลุ่มจังหวัดเป็นงบที่ถูกกระจายแบบจังหวัดเดียวแทนการรวมกลุ่ม ทำให้โครงการขนาดเขตพื้นที่ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษหรือนโยบายร่วมไม่บรรลุวัตถุประสงค์ แล้วก็ระบบตรวจสอบยังคงอ่อนแอ การทำ e-Monitoring ยังใช้ไม่เต็มที่ สตง. มีรายงาน พบว่าโครงสร้างถนนที่ไม่ถึงหมู่บ้าน ศูนย์เรียนรู้ที่ร้างบ้าง แล้วก็ใช้งบประมาณกับพิธีเปิด หรือประชาสัมพันธ์มากเกินไป และไม่มีการติดตามผลและเปิดเผยข้อมูลแบบ Real Time ต่อประชาชน เอกสารงบนั้นเน้นที่การผ่านอย่างเดียวโดยไม่มีเคพีไอว่างบประมาณในแต่ละปี ที่เราใช้ไปเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากเท่าไร และเราควรจะมีมาตรการลงโทษ ในพื้นที่จังหวัดที่ทำโครงการและไม่ประสบความสำเร็จ จากการพิจารณางบประมาณในส่วน ของกลุ่มจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น Event หรือว่าเป็นงบพัฒนาต่าง ๆ หลายพื้นที่นะครับ ปีหนึ่ง ทำโครงการหนึ่ง อีกปีหนึ่งทำโครงการหนึ่ง ให้เหตุผลว่าปีที่แล้วทำโครงการมาแล้วไม่ประสบ ความสำเร็จก็เปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ของจังหวัด กลุ่มจังหวัด ก็ทำให้ไม่ต่อเนื่องและทำให้การใช้งบประมาณของเราใช้ไปอย่างสูญเปล่า เพราะฉะนั้น จังหวัดควรมีอำนาจในการอนุมัติโครงการ อย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ มาตรา ๒๘ โดยที่ไม่ต้องผ่านการปรับจากส่วนกลาง ปรับสูตรการจัดสรรให้สะท้อนบริบทของพื้นที่ ตั้งคณะกรรมการในการตรวจสอบโครงการแบบรายปีและรายงานความคืบหน้าต่อสภา และผูกพันกับปีถัดไปด้วยเคพีไอที่แท้จริง เราจะเห็นว่าการตั้งโครงการระหว่างปี ๒๕๕๙ กับปี ๒๕๖๘ บางจังหวัดก็ตั้งโครงการซ้ำ บางจังหวัดก็ตั้งโครงการใหม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ทาง คณะอนุกรรมาธิการไม่สามารถพิจารณาได้ก็คือการที่ไม่มีเคพีไอที่ชัดเจนว่างบประมาณ ที่จ่ายไปในแต่ละปีนั้นมีความคุ้มค่าหรือไม่ เคพีไออย่างที่ผมพูดถึงนะครับ อย่างเช่น งบประมาณการจัด Event หรือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งแต่ละจังหวัดก็จะตั้งงบประมาณมา ๓๐ ล้านบาท ๔๐ ล้านบาท บางจังหวัดก็ทำรายงานดีที่ว่ามีนักท่องเที่ยวหรือมีตัวเลข เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในจังหวัดของตนเองมีความคุ้มค่าแต่บางจังหวัดเองก็ไม่ได้ตั้ง เพราะฉะนั้น การพิจารณามันไม่เป็นในมาตรฐานเดียวกัน เพราะฉะนั้นบทสรุปนะครับ ท่านประธานและ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน มาตรา ๒๘ ไม่ใช่ตัวเลขของงบประมาณอย่างเดียวแต่เป็น เครื่องมือสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่ หากไม่มีการปฏิรูปจะเป็นเพียง งบราชการที่ล้มเหลวในการเข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศและมาตรา ๒๘ นี้ถูกปรับลดเพียง ๑๙๔ ล้านบาท เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ แต่หลักใหญ่ หลักสำคัญก็คือมีงบฝาก จำนวนมาก เช่น ถนนทางหลวง ทางหลวงชนบท เกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จากงบลงทุน ๑๕,๙๘๗ ล้านบาท ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการโดยท่านประธานธีระชัย ขอเอ่ยชื่อ ไม่เสียหายนะครับ ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในงบประมาณปีถัดไปขอปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นด้านของสังคมหรือกิจกรรมอื่น ๆ ฉะนั้น ผมขอเสนอปรับลดงบประมาณตามที่แปรญัตติไว้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อความมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ควรมีเงื่อนไขที่ชัดเจน เช่น การให้จังหวัดมีอำนาจอนุมัติบางส่วน ปรับสูตร จัดสรรให้อยู่บนหลักธรรมาภิบาล สร้างระบบตรวจสอบและรายงานที่โปร่งใสและผูกพัน ผลสัมฤทธิ์ในปีถัด ๆ ไป หากเราทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันแผนนี้ให้เกิดจริง จะทำให้งบจังหวัด และกลุ่มจังหวัดกลายเป็นหัวใจของการพัฒนาพื้นที่อย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม ขอบคุณครับ