ภูริวรรธก์ ชี้อบรมพระสังฆาธิการไม่แก้ปัญหา วอนประเมินอิสระ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

ภูริวรรธก์ ใจสำราญ ตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของพระสงฆ์ที่ขยายตัวคล้ายข้าราชการรัฐ พร้อมเรียกร้องการปฏิรูประบบการอบรม การตรวจสอบ และการจัดสรรงบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้มีความโปร่งใส เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม และยกเลิกการประกวดวัดที่ขัดเจตน์แห่งพระพุทธศาสนา

นายภูริวรรธก์ ใจสำราญ กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธาน ผม ภูริวรรธก์ ใจสำราญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๒ บางเขน ท่าแร้ง สายไหม ออเงิน และลาดพร้าว จรเข้บัว เพื่อน ๆ ผมพูดไป ๔ คนแล้วครับ บวกผมเพิ่มอีก ๑ คน ตอนนี้ทั้ง ๔ คนเราปรารถนาดีกันหมดเลย บวกผมไปอีก ๑ คนตอนนี้เราจะเป็น เบญจกัลยาณีกันแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ทุกวันนี้พระสงฆ์ล้วนมีคำถามว่าทำอย่างถูกต้อง เหมาะสมเพียงใด ถูกต้องตามพระวินัยหรือไม่ เพราะว่าทุกวันนี้พระสงฆ์กับทางโลกและรัฐนั้น ดูค่อนข้างที่จะเข้ามาประสานกันมากขึ้น มันดูเหมือนว่าจะทำงานเป็นคล้าย ๆ กับข้าราชการ ไปทุกวัน เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างมาให้ดูว่าเขาทำงานคล้ายกันอย่างไร ของเรามันมีงบประมาณ ในการฝึกอบรม สัมมนา ทางศาสนาพระสงฆ์ก็มีการฝึกอบรม สัมมนาเช่นเดียวกัน แล้วก็ บรรจุงบนี้ในทุกปี ปี ๒๕๖๙ ก็มีครับ ยกตัวอย่างเช่นโครงการอบรมพระสังฆาธิการ ๑.๒ ล้านบาท เป้าหมายก็คืออบรมพระสังฆาธิการทั่วประเทศ ๔๒๐ รูป มีตัวชี้วัดคุณภาพไม่น้อยกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจริง ๆ แล้วค่าเฉลี่ยรายหัวต่อการอบรมนี้ไม่ได้สูง แต่ก็มีคำถามที่ว่า งบของทุกปีมาแบบนี้ อบรมทุกปีมาแบบนี้แต่ทำไมปัญหามันถึงยังเกิดขึ้น มาดูหลักสูตรอบรม ๕ วัน ๔ คืน นอกจากกิจของสงฆ์แล้วเขาเรียนอะไร เรียนบริหารวัด กิจการวัด เรียนบัญชี เรียนประสานหน่วยงานราชการ รู้จักการก่อสร้างด้วย รู้จักการทำนุบำรุงโบราณสถาน ทำตาม โครงการพระราชดำริ สงเคราะห์ชุมชน ป้องกันยาเสพติด ทำศูนย์อบรมเด็ก ดูแลการเกษตร พระสงฆ์เป็นแทบทุกอย่าง เป็นแทบทุกอย่างให้เธอแล้ว เป็นให้กับรัฐไทยด้วย ทำขนาดนี้แล้ว ทำไมพระสงฆ์ถึงจะไม่มีสิทธิเลือกตั้งบ้าง อย่างไรก็ดีโครงการแบบนี้ไม่ได้แก้ที่ปัญหาเลยครับ การลงทุนสิ่งก่อสร้างที่สูง ทุจริตเงินวัด ปัญหาโครงสร้างหรือกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งพวกนี้มาจาก ปัญหาโครงสร้างทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่ว่าการขาดความรู้แล้วเข้าไปอบรม แล้วก็มีตัวคะแนน ชี้วัดแบบนั้นมันเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไม่ได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติถ้าจะทำจริง ๆ ควรจะต้องเข้ามาประเมิน ให้ Third Party เข้ามาประเมิน ที่ผ่านมาสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติหย่อนยานหรือไม่ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็บอกว่าผมเป็นเหมือนแค่ เลขานุการ จะถามอะไรต้องไปถามมหาเถรสมาคม เป็นเช่นนั้นก็ไม่แน่ใจว่าจะจัดอบรมแบบนี้ ไปทำไม เมื่อมีการจัดอบรม อบรมเสร็จก็มาตรวจสอบ โครงการเงินอุดหนุนส่งเสริมบริหาร ปกครองสงฆ์ งบ ๑๐ ล้านบาท มีเพื่อให้ตรวจราชการปกครองของสงฆ์กันเอง โครงการนี้ ชี้ให้เห็นว่ามีงบแบบนี้ก็ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ บางครั้งการบินไปตรวจราชการของสงฆ์ ก็เป็นการจัดการกันเอง ปัญหาก็ถูกซุกใต้พรมบ้าง เปรียบเทียบก็คล้าย ๆ กับทหารที่ต้อง ขึ้นศาลทหาร บางครั้งก็กลายเป็นการตรวจสอบที่ขาดความโปร่งใส ไม่ได้เชื่อมโยงกับ ความรู้สึกหรือการตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเลย สุดท้ายแล้วระบบ มันก็ดูเป็นการรวมศูนย์แบบนี้นี่เอง บางครั้งบินไปเยี่ยมเยียนมีแต่พระผู้ใหญ่ชั้นพระสังฆาธิการ ทั้งนั้น งบบางทีก็บินไปเพื่อปลุกเสกทำบุญหล่อพระบ้าง ไม่เกี่ยวกับการปกครองอะไรทั้งนั้นเลย ทำแบบนี้อยากจะทำก็ควรจะกำหนดเคพีไอเลยครับ ให้เป็นเรื่องเป็นราว ควรจะมีจัด คณะกรรมการตรวจสอบจากภายนอก กระจายอำนาจให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม ซึ่งหากโครงสร้างเชิงพื้นที่แบบนี้มีจริง งบประมาณที่จะต้องให้พระชั้นสูงเดินทางไปทั่วประเทศ มาเบิกค่าเครื่องบิน ค่ารถ ค่าสำนักงานแบบนี้ก็จะลดลงไป อบรมเสร็จ ตรวจสอบเสร็จ ถูกใจ ก็มีการให้รางวัลกันต่อ โครงการวัดใจกลางชุมชนงบประมาณรวมประมาณ ๔.๔๔ ล้านบาท แบ่งออกเป็น ๒ โครงการ โครงการแรกก็คือเงินอุดหนุนวัดที่มีผลงานดีเด่น ๒.๕ ล้านบาท ให้กับวัด ๑๐๐ วัด โครงการที่ ๒ คือโครงการวัดประชารัฐสร้างสุข ชื่อคุ้น ๆ มีจำนวน ๑๓๔ แห่ง เป็นตัวเลขชี้วัด ทำไมตัวเลขมันเฉพาะเจาะจงกันประมาณนั้น ประกวดวัดครับ สอดคล้องกับ หลักพระพุทธศาสนาหรือไม่ ประกวดเพื่อชิงรางวัลพวกนี้ มันเป็นการจำเป็นที่เราจะต้อง ลดอัตรา ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีถือมั่น การทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน การจัดประกวด จะสร้างปลิโพธ ความกังวลใจให้กับพระสงฆ์ทั่วประเทศ จะทำอย่างไรดี จะไปเอาเงินจากไหน เพื่อทำให้บูรณะวัดแล้ววัดจะได้รางวัล หรือจะรอให้พระชั้นสูงเข้ามาตรวจ โอกาสดีก็เลื่อน สมณศักดิ์กันต่อไป งบปี ๒๕๖๙ มันเป็นแบบนี้ บางทีแล้วสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ก็อาจจะมองว่ามันเป็นกุศโลบายในทางโลกเพื่อสร้างแรงจูงใจ หรือเป็น Incentive ให้กับ วัดต่าง ๆ บางทีก็จะทำให้วัดดูสะอาดบ้าง มีบทบาทเกื้อกูลชุมชนบ้าง อบรมกันแบบนี้ ทำแบบนี้ สุดท้ายแล้วมันก็จะนำมาสู่ให้มีการบริหารทางการเงินเพื่อจะให้ได้รางวัลขึ้นมา ตัวเลขที่กำหนด ๑๓๔ แห่งอย่างที่ผมบอก จำเพาะเจาะจงกันเกินไป ก็มีคำถามที่ว่ามีการ คัดเลือกแบบใด กำหนดโควตาหรือเปล่า ในขณะเดียวกันผู้มีอำนาจ คณะกรรมการที่คัดเลือกโปร่งใสหรือไม่ ถูกควบคุมโดยกลุ่มคนเดิม ๆ เครือข่ายเดิม ๆ พวกพ้องหรือเปล่าแบบนี้ สุดท้ายแล้วมันบ่อนทำลายหลักธรรมาภิบาล ในระยะยาวได้ จริง ๆ แล้วสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติมีภารกิจที่ต้องสร้างความเข้าใจ สถาบันทางศาสนาก็ต้องพึงว่าสิ่งเหล่านั้นก็ต้องทำอยู่แล้วครับ ไม่ใช่ทำเพื่อรางวัลหรือเพื่อ สรรเสริญ ถึงจุดนี้ถ้าเขารู้เรื่องแบบนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณแบบนี้เลยครับ ยิ่งพระได้อำนาจในทางราชการมากเท่าไรก็ยิ่งทำให้พระมีอำนาจ มีเงิน ปัญหาที่สุดอย่างทุกวันนี้ ที่เกิดขึ้น ขอบคุณมากครับ