รอมฎอน ปันจอร์ แปรญัตติงบประมาณโครงการจัดทำฐานข้อมูลดีเอ็นเอในสามจังหวัดชายแดนใต้ จำนวน 9.2 ล้านบาท โดยตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลและกระบวนการเก็บตัวอย่างที่อาจละเมิดสิทธิประชาชน เนื่องจากไม่เป็นไปโดยสมัครใจและไม่สอดคล้องกับกฎหมาย พร้อมเสนอให้ตัดงบประมาณดังกล่าวจนกว่าจะมีกรอบแนวทางที่ชัดเจนและโปร่งใส ขณะเดียวกันยังตั้งข้อสังเกตงบกำลังพลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในพื้นที่ชายแดนใต้มูลค่า 925 ล้านบาท ที่สูงล้ำเกินไปเมื่อเทียบกับหน่วยงานอื่น จึงเรียกร้องให้ชี้แจงรายละเอียดเพื่อป้องกันการใช้งบประมาณเกินจำเป็น และตรวจสอบให้มั่นใจว่าเงินภาษีจะไปถึงมือผู้ปฏิบัติงานจริง รวมถึงตั้งข้อสังเกตการสนับสนุนงบประมาณพิธีฮัจญ์และสังเวชนียสถานที่อาจเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใกล้ชิดผู้มีอำนาจ จึงเสนอให้ปรับเกณฑ์การคัดเลือกให้โปร่งใสและเน้นผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผมใช้เวลาสั้น ๆ นี้ขอแปรญัตติ ในมาตรา ๒๗ ด้วยครับ พูดถึงงบประมาณ ๒ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ศอ.บต. ขอสไลด์ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ประเด็นแรกเป็นเรื่องของ DNA งบประมาณ DNA ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งมา ๙.๒ ล้านบาท ผมขออนุญาต ท่านประธานขอตัดเลยนะครับ ทั้ง ๙.๒ ล้านบาทนี้ในโครงการจัดทำฐานข้อมูลสารพันธุกรรม เพื่อแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าการจัดเก็บ ตอนนี้มีฐานข้อมูลอยู่ ๒๖๗,๔๖๔ ตัวอย่าง แล้วมียอดในการจัดเก็บ ๘๓๐ ตัวอย่างต่อเดือน ปีนี้ต้องเก็บถึง ๑๐,๐๐๐ ราย ทั้งหมดนี้คือแผนที่วางไว้ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าการจัดเก็บจริง ๆ ในทางปฏิบัติ เมื่อเดือนมิถุนายนก็ยังมีเหตุการณ์นี้ หลายปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนแบบนี้ คือการจัดเก็บแบบเหมือนจะไม่สมัครใจ เพราะว่ามีการทำให้การจัดเก็บ ผู้ที่ถูกจัดเก็บที่ถูก มองว่าเป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงก็ถูกจับตา บางกรณีเก็บกันข้างถนนแบบนี้เลย แล้วมันก่อให้เกิดอะไรครับ ก่อให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือ ของฐานข้อมูลนี้ เพราะอะไร เพราะตามกฎหมาย ป.วิอาญา อนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถ จัดเก็บเฉพาะผู้ต้องสงสัย หรือผู้เสียหาย หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทำ ก็คาบเส้นคาบดอกมาก เพราะฉะนั้นการจัดทำฐานข้อมูลกระบวนการของมันอาจจะทำให้ ฐานข้อมูลของเราไม่มีความน่าเชื่อถือ และจะทำลายความไว้วางใจของประชาชนด้วย นี่คือ ประเด็นที่ผมคิดว่าถ้ายังมีกระบวนการในการจัดเก็บที่มีปัญหาอย่างนี้ การจัดทำฐานข้อมูล อาจจะมีปัญหาต่อไป เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยเองก็สะท้อนกับผมว่าถ้ามีหลักเกณฑ์ ที่แน่นอน ทำถูกต้องตามกฎหมายน่าจะดีกว่า เพราะฉะนั้นผมขอให้ตัดไปก่อนสำหรับปีนี้ ๙.๒ ล้านบาท
ประเด็นถัดไปเป็นเรื่องกำลังพล เมื่อวานซืนผมก็อภิปรายเรื่องงบประมาณ กำลังพลของ กอ.รมน. และผมก็ไปเจอยอดนี้ เบี้ยเลี้ยง ที่พักและพาหนะของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ ที่ใช้ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีค่าเบี้ยเลี้ยงที่ตรงตามระเบียบ คล้าย ๆ กับของ กอ.รมน. เลย ผมก็เอ๊ะขึ้นมาครับ ไปไล่ดูจริง ๆ แล้วก็จะพบว่ามียอดถึง ๙๒๕ ล้านบาท เปรียบเทียบกันแล้ว กอ.รมน. ตั้งอยู่ ๓,๔๐๐ ล้านบาท และ กอ.รมน. ระบุด้วยว่าผ่องถ่าย ๓๔๓ ล้านบาท ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในฐานะที่เป็นหน่วยที่ขึ้นตรงทางยุทธการของ กอ.รมน. แต่ตำรวจก็ตั้งอีก ๙๒๕ ล้านบาท ถามไปถามมาในห้องอนุกรรมาธิการก็ได้ความว่า มีการสับหว่างสับเหลื่อมกัน ท่านประธานครับ ผมต้องขอเรียนอย่างนี้ว่าประเด็นเรื่องเหตุสงบ งบไม่มาชาวบ้านกังขามาก เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ต้องขอทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ชี้แจง แจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับงบกำลังพลให้กระจ่างมากกว่านี้ อันนี้ผมก็แจ้งไปทาง กอ.รมน. เช่นกัน ถ้ามาแบบยอดใหญ่ ๆ แบบนี้ ต้องรบกวนจริง ๆ ว่าเพื่ออะไร เพื่อให้ หลักประกันว่าเงินภาษีของเราจะไปถึงผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่ จะไม่มีการยักยอก ไม่มีการ เล่นแร่แปรธาตุใด ๆ ทั้งสิ้น นี่คือประเด็นที่อยากฝากท่านประธาน และจริง ๆ เราสามารถ ตัดยอดนี้ได้อีกนะครับ เพื่อให้มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
สุดท้ายครับ ไปที่ ศอ.บต. ด้วยเวลาอันจำกัด ก็เป็นประเด็น จริง ๆ คล้ายกับ เพื่อนสมาชิก แต่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีงบประมาณของภาครัฐที่สนับสนุนคนดี มีคุณธรรมไปประกอบพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดิอาระเบีย ๑๐๐ คนต่อปี ปี ๒๕๖๙ ตั้งมา ๑๐๐ คน ๓๐.๘ ล้านบาท ตกหัวละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ในขณะเดียวกันก็มีงบที่ไปสังเวชนียสถานด้วย ๒๐๐ คน ตั้งอยู่ที่ ๑๖ ล้านบาท ตกหัวละ ๘๐,๐๐๐ บาท อาจจะมากกว่าเมื่อสักครู่นี้ น่าสนใจเหมือนกัน เมื่อสักครู่นี้ตั้งไว้ ๕๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ที่ชายแดนใต้ ๘๐,๐๐๐ กว่าบาท มาที่พิธีฮัจญ์ก่อนครับ ประเด็นมันอยู่ที่ว่าตอนนี้ราคาค่าใช้จ่ายต่อคน ราคาตลาดจริง ๆ ตอนนี้ก็ถือว่าหนักแล้วอยู่ที่ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท แต่การตั้งที่ ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อหัว ถือว่าสูงมาก ก็มีการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. จากเลขาธิการ ศอ.บต. ในห้องอนุกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ประชาชนคาใจมากกว่านั้นก็คือแล้วคัดคนไปได้อย่างไร ผมยัง ไม่แน่ใจว่าจริง ๆ เรามีมาตรการของรัฐที่อุดหนุนให้คนไปทำพิธีกรรมทางศาสนานี้มันควร จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ในขณะที่รัฐของเรามีผู้คนที่มีความแตกต่างทางศาสนาเยอะแยะ มากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเหตุผลหนึ่งที่พอจะมีน้ำหนักคือการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ จากเหตุความไม่สงบ หรือแม้กระทั่งมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายด้วยก็คือ ผู้ที่ถูกละเมิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ หรือแม้กระทั่งกลุ่มคนเปราะบาง กลุ่มคนเหล่านี้พอเข้าใจได้ ที่เขาจะได้รับการเยียวยาจิตใจในการให้โอกาสของเขาในการเดินทางไปประกอบศาสนพิธี แต่อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ ๑๐๐ คนที่ไปทำฮัจญ์ อย่างน้อยมี ๓๕ คน หรือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเห็นว่าก็น่าตั้งคำถามว่าเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้เงินของพี่น้องประชาชน ของเรา ของคนทั้งประเทศไปสนับสนุนหรือไม่ และที่สำคัญคือการคัดเลือกคน อย่างกลุ่ม ผู้นำศาสนาหรือผู้กระทำคุณประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็น กรอบที่กว้างมาก หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ศอ.บต. เอง คน ๓๐ กว่าคนนี้ จริง ๆ เราสามารถ ตัดงบประมาณตรงนี้ได้ เพื่อที่จะทำให้การคัดกรองคนมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเอาคนที่ควรจะได้รับการดูแลเยียวยา เดินทางไปน่าจะดีกว่า เพราะว่าอะไรครับ เพราะก็มีข้อครหาว่า ๓๕ คนนี้อย่างน้อย ๒๕ คน ก็มาจากกลุ่มคนที่อาจจะใกล้ชิดผู้มีอำนาจ ใกล้ชิดพรรคการเมืองนั้น ใกล้ชิดข้าราชการ มันก็ก่อให้เกิดคนตั้งคำถามว่ามันไม่ Fair เพราะฉะนั้นในปีถัดไป ปีนี้ตัดได้อย่างน้อยที่สุด ๑๐ ล้านบาท และในคราวถัดไปถ้าจะต้องมีการปรับปรุงผมคิดว่าก็ต้องหาวิธีการคัดเลือกคน ที่ให้ความเป็นธรรมมากขึ้น และแน่นอนครับมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่เปราะบาง กลุ่มคนที่ได้รับ ผลกระทบจากความไม่สงบ แล้วก็มากกว่านั้นผมคิดว่าบทบาทของ ศอ.บต. ที่ควรจะต้องทำ ก็คือการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ขอบพระคุณท่านประธานครับ