กมนทรรศน์ ตั้งข้อสังเกตงบฝึกอบรมซ้ำซ้อน ชี้ควรยุบรวม-ลดรายจ่าย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๘

กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล อภิปรายร่างงบประมาณปี 2569 โดยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดสรรงบกว่า 1,240 ล้านบาทให้กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ในการพัฒนาอุตสาหกรรมอนาคต 5 ด้าน พร้อมแสดงความกังวลต่อความซ้ำซ้อนของหลักสูตรอบรมหลายรายการ โดยเฉพาะในโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยใหม่และเทคโนโลยีอัตโนมัติ ที่ใช้งบประมาณรวมสูง พร้อมเสนอให้ยุบรวมโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตัดลดงบประมาณ 0.5 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเน้นการใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์ผู้ประกอบการที่เผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างแท้จริง

นางสาวกมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล ระยอง

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง เขต ๑ พรรคประชาชน ดิฉันขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ในฐานะผู้แปรญัตติมาตรา ๒๖ กระทรวงอุตสาหกรรม ในส่วนของกรมส่งเสริม อุตสาหกรรม ซึ่งมีงบประมาณกว่า ๑,๒๔๐ ล้านบาท โดยมีการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการฝึกอบรมและสัมมนาตามแผนบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต รวมวงเงิน ๑๖.๑๘ ล้านบาท แบ่งออกเป็น ๕ รายการดังนี้ค่ะ รายการที่ ๑ ค่าใช้จ่ายในการ พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมชีวภาพ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท รายการที่ ๒ ค่าใช้จ่ายในการ ยกระดับวิสาหกิจไทยยุคใหม่ด้วยวัสดุชีวภาพและวัสดุอุตสาหกรรม ๑,๐๘๐,๐๐๐ บาท รายการที่ ๓ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและบริการทางการแพทย์ ๓,๖๐๐,๐๐๐ บาท รายการที่ ๔ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติและดิจิทัล ๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท

รายการสุดท้าย รายการที่ ๕ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่มาตรฐานสากล ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้ง ๕ รายการนี้ หากเรามองผิวเผินตามชื่อรายการเราก็จะเชื่อได้ว่าเป็นโครงการ ที่จะสามารถเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ แต่เมื่อพอเรา ไปดูในรายละเอียดของทั้ง ๕ โครงการ ก็ปรากฏว่าเป็นการอบรม สัมมนาจำนวน ๘ หลักสูตร ซึ่งมีลักษณะโครงสร้างหลักสูตรคล้ายกันแทบทั้งหมด นั่นก็คือการนำกลุ่มเป้าหมายเข้ามา อบรมเพื่อที่จะได้เป็นไปตามเป้าหมายของโครงการ ดิฉันก็ตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนด กลุ่มเป้าหมายแบบนี้มีความเท่าเทียมกันในโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือเปล่า หรือว่าเป็นการ จำกัดเพียงแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพได้เท่านั้น ดิฉันเข้าใจดีว่า เราจำเป็นที่จะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ ขนาดเล็กแล้วก็ขนาดย่อม เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างเข้มแข็ง ยืนหยัดอยู่ได้ในตลาดโลก และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจค่ะ แต่คำถามก็คือสูตรเหล่านี้สามารถทำให้เราบรรลุ เป้าหมายความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างไร ยกตัวอย่างในเอกสารที่หน่วยงานชี้แจงมา ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายในการยกระดับ ดิฉันขอขีดเส้นใต้คำว่า ยกระดับ เป็นการยกระดับ วิสาหกิจไทยยุคใหม่ด้วยวัสดุชีวภาพและวัสดุอุตสาหกรรมและค่าใช้จ่ายในการพัฒนา ศักยภาพอุตสาหกรรมชีวภาพ ทั้ง ๒ รายการนี้ก็มีงบประมาณรวมกัน ๒.๒๘ ล้านบาท มี ๓ หลักสูตร โดยทั้ง ๓ หลักสูตรนี้ก็มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมชีวภาพและเทคโนโลยี เหมือนกัน อีกทั้งกลุ่มเป้าหมายก็เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ดิฉันเห็นว่าไม่มีความจำเป็นเลย ที่จะต้องแยกเป็น ๓ หลักสูตรเพื่อที่จะเสียงบประมาณจ้างวิทยากร เสียงบประมาณในการ จ่ายค่าที่พัก ค่ารถตู้ ค่ารถโดยสารไปถึง ๓ รอบ การตั้งโครงการแบบนี้จึงมีความเหมาะสม แล้วก็คุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน

มาดูกันที่ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาแล้วก็ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ระบบ อัตโนมัติและดิจิทัล งบประมาณรวม ๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท ก็มี ๒ หลักสูตรค่ะ คือหลักสูตร จะเป็นการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติและดิจิทัล กับฝึกอบรมด้าน Lean Manufacturing และ Automation ทั้ง ๒ หลักสูตรนี้วัตถุประสงค์แล้วก็กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงผลที่คาดว่าจะได้รับก็ใกล้เคียงกัน ดิฉันคิดว่าเพื่อประหยัดงบประมาณเราควรที่จะยุบรวม หลักสูตร โดยการเอาเนื้อหาหลักสูตรทั้ง ๒ มารวมไว้ด้วยกันเพื่อที่จะประหยัดงบประมาณไปได้ ท่านประธานคะ ถ้าลองคิดคำนวณดูเล่น ๆ งบประมาณในการอบรมรายการที่มีมูลค่า ๖,๘๐๐,๐๐๐ บาท มีผู้เข้าอบรมจำนวน ๓๒๐ คน หารต้นทุนออกมาแล้วก็จะตกประมาณ เฉลี่ยที่ ๒๑,๒๕๐ บาทต่อคน แล้วตัวชี้วัดที่จะสะท้อนผลทางเศรษฐกิจคืออะไรคะ เพราะว่า วิธีการวัดผลโครงการที่ท่านได้ตั้งไว้ในเอกสารชี้แจงมันก็ไม่ได้เห็นผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน ขนาดนั้น เช่น การพัฒนาทักษะความรู้ ความเข้าใจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีมันก็เป็น เพียงแค่ตัวชี้วัดที่เป็นผลผลิต แต่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่จะสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงเศรษฐกิจ และการแข่งขันได้ ในขณะที่ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เรากำลังเผชิญสถานการณ์การขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา ผู้ประกอบการจำนวนมากค่ะ จำต้องปรับตัวเพื่อให้ยืนหยัดและแข่งขันในตลาดโลกได้ การที่มีเงินก้นถุงหรือมีงบประมาณ ที่จะอุดหนุนเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ดิฉันคิดว่าจึงมีความจำเป็นมากยิ่งกว่า เพื่อที่จะสามารถแข่งขันแล้วก็ให้ในภาคธุรกิจสามารถไปต่อในตลาดโลกได้

คำถามสุดท้ายก็คือหลักสูตรแล้วก็โครงการที่ท่านจะทำอบรม สัมมนาเหล่านี้ สามารถตอบโจทย์ความท้าทายตามสถานการณ์โลกได้หรือไม่ แล้วก็มีความคุ้มค่ากับ งบประมาณที่จัดสรรลงไปมากน้อยแค่ไหน ดิฉันขอตัดลดงบประมาณของกระทรวง อุตสาหกรรมลง โดยเฉพาะในส่วนของค่าใช้จ่ายที่เป็นการฝึกอบรมและสัมมนาของ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมที่หลักสูตรมีความซ้ำซ้อน วัดผลได้ไม่ชัดเจนทั้งเชิงปริมาณแล้วก็ เชิงคุณภาพ อีกทั้งยังไม่ตอบโจทย์กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต อย่างยั่งยืน เพื่อให้เงินภาษีของพี่น้องประชาชนถูกใช้อย่างคุ้มค่าสูงสุด ดิฉันขอตัดลดลง ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ตามที่ได้ขอแปรญัตติไว้ ขอบพระคุณค่ะ