อลงกต มณีกาศ หารือเรื่องการฟอกไตของญาติผู้ป่วยที่มีโรคไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้าย โดยเสนอให้ลดเงินงบประมาณในการฟอกไตและใช้เงินซื้อรถ Stroke Mobile Unit หรือรถผ่าตัดเคลื่อนที่แทน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์อลงกต มณีกาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ทุกข์ของผู้ป่วยและญาติผู้ป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ที่ถือบัตรทอง ณ เวลานี้ก็คือว่าถ้าได้ฟอกไตจะต้องเสียเงินเอง จ่ายเงินเองทุกที่ ไม่เหมือน โครงการที่บอกว่าบัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกที่ (ฟรี) ซึ่งปีนี้ผมดูจากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข โดย สปสช. ตั้งงบค่าบริการผู้ป่วยไตวายสูงถึง ๑๖,๐๗๔ ล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้วประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ประกาศตอนเริ่มเดือนเมษายนที่ผ่านมาบอกว่าต่อไปนี้ผู้ป่วย รายใหม่ฟอกไตต้องจ่ายเงินเอง โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคเริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ซึ่งตอนนั้นมี Slogan ว่า ๓๐ บาทรักษาฟรี ทุกโรค แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้รักษาฟรีทุกโรค การฟอกไตยังต้องได้เสียเงิน ต้องได้ จ่ายเงินเอง ผู้ป่วยหลายคนทุกข์ยากลำบากเนื่องจากการฟอกไต เพราะว่าต้องฟอกอาทิตย์ละ ๒ ครั้ง และต้องฟอกตลอดชีวิต แต่ละครั้งต้องจ่ายเงินไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ บาท หรือ ๒,๐๐๐ บาท ให้กับโรงพยาบาลนั้น ๆ ในช่วงต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๕ ตอนนั้นท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านได้ไปตรวจราชการอยู่ที่จังหวัดนครพนม ตามคำเชิญของท่านศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส. นครพนม อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปเปิดศูนย์ไตเทียมที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ท่านได้พบกับผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย และทราบถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องฟอกไต ท่านอนุทินกลับมาจึงได้ ผลักดันโครงการฟอกไตฟรีทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ ผมย้อนข้อมูลให้ท่านประธานได้รับทราบว่าในช่วงต้น ๆ โครงการนั้น ถึงแม้เป็นการล้างไต ทางหน้าท้อง สปสช. ก็กันเงินไว้ประมาณ ๙,๙๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ เริ่มมีการฟอกไตฟรีทั่วประเทศก็ใช้เงินเพิ่มอีกนิดหน่อย ประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๗ ใช้เงินเพิ่มเป็น ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๖๘ ใช้งบประมาณเพิ่มเป็น ๑๓,๕๐๐ กว่าล้านบาท พอมาปี ๒๕๖๙ เพิ่งมาประกาศตอนเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า ฟอกไตรายใหม่ต้องเสียเงินทุกกรณี ทุกรายและทุกที่ แต่กลับว่าโครงการนี้เพิ่มงบประมาณ ขึ้นเป็น ๑๖,๐๗๔ ล้านบาท จะเห็นได้ว่าเงินที่สูงขึ้น ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วย ฟอกไตต้องได้จ่ายเงินเอง ก็อยากกราบเรียนท่านประธานว่าถ้ากระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่า ฟอกไตต้องเสียเงิน ผมเองก็คงต้องไม่เห็นด้วยกับงบประมาณนี้ ต้องขอแปรญัตติโดยการ ตัดงบอย่างน้อยอีกประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในรายผู้ป่วยฟอกไตที่ต้องได้จ่ายเงินเอง แต่ทำไมงบประมาณถึงสูงขึ้น
อีกประการหนึ่ง โครงการของสำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะ การซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ ไม่ว่าจะเป็นเอกซเรย์ปอดเคลื่อนที่ ตรวจด้วยระบบเอไอคันละ ๑๐ ล้านบาท หรือว่ารถเอกซเรย์เคลื่อนที่แบบภาพดิจิทัลคันละ ๑๐ ล้านบาท ผมก็เสนอให้ตัด เช่นกัน เพราะว่าปีนี้จัดซื้อหลายสิบคัน ถ้าอนุมัติปีนี้ ปีต่อไปก็ต้องขอซื้ออีกเรื่อย ๆ เพราะมองดูแล้วรถเอกซเรย์เคลื่อนที่ไม่มีความจำเป็น เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยสามารถที่จะไป ซื้อรถ Stroke Mobile Unit ซึ่งใช้ตรวจในโรคของหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าจะแตก หรือว่าจะตีบ หรือว่าจะตัน ซึ่งสามารถรักษาบนรถได้ หรือไม่อย่างนั้นก็สามารถที่จะใช้เงินตรงนี้ไปซื้อรถ ผ่าตัดเคลื่อนที่ โดยเฉพาะช่วงนี้ได้มีการผ่าตัดเคลื่อนที่บนรถของทหารหาญตามชายแดน ซึ่งผมได้ทราบจากทางท่านตัวแทนเจ้ากรมการแพทย์ทหารบกว่าชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ห่างไกลจากโรงพยาบาล หรือ รพ.สต. ที่จะตั้งเป็นห้องผ่าตัดชั่วคราว ไม่สามารถทำได้ก็ต้องผ่ากันสด ๆ โดยศัลยแพทย์บนรถผ่าตัดเคลื่อนที่ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมไม่อยากจะให้มีการจัดซื้อรถเอกซเรย์เคลื่อนที่หรือว่ารถเอกซเรย์ปอดแบบเคลื่อนที่ เพราะเป็นแค่การตรวจสุขภาพ ซึ่งการตรวจสุขภาพเหล่านี้ผู้มารับบริการก็สามารถที่จะเดินทาง มาที่โรงพยาบาลเองได้ ต่างกันกับรถ Stroke Mobile Unit ซึ่งรถ Stroke Mobile Unit จะมีเครื่อง CT Scan อยู่บนรถ และเวลานาทีทองใช้เวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง นั่นก็คือว่าถ้าคนไข้มีอาการปากเบี้ยว มีอาการแขนขาอ่อนแรง ญาติแจ้ง ๑๖๖๙ ๑๖๖๙ จะแจ้งโรงพยาบาลที่มีรถ Stroke Mobile Unit มารับคนไข้ถึงบ้าน แล้วเอาคนไข้ขึ้นตรวจ CT Scan บนรถเลยว่าโรคของผู้ป่วยนั้นเป็นแบบเส้นเลือดแตกในสมองหรือเส้นเลือดตีบตัน ถ้าเป็นเส้นเลือดตีบตันก็สามารถที่จะฉีดยาละลายลิ่มเลือดภายใน ๔ ชั่วโมง ซึ่งเป็นการลด การเสียชีวิตของผู้ป่วยหลอดเลือดสมองและช่วยป้องกันการเกิดอัมพาตอัมพฤกษ์ ขอบพระคุณท่านประธานครับ