สกล สุนทรวาณิชย์กิจ อภิปรายงบประมาณวาระสองของกระทรวงสาธารณสุข โดยตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าของงบประมาณที่ใช้ในงานนิทรรรศการ Thailand Pavilion ที่ญี่ปุ่น พร้อมวิพากษ์เนื้อหาที่เน้นวิชาการเกินไปและปัญหาการสื่อสาร รวมถึงตั้งคำถามถึงการจัดสรรงบประมาณในโครงการของกรมการแพทย์แผนไทยและกรมควบคุมโรค โดยเสนอตัดงบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง และเรียกร้องให้แก้ปัญหาโครงการซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการควบคุมโรคมาลาเรีย พร้อมเสนอรวมโครงการใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและตัดงบอีก 1,043,000 บาท เนื่องจากขาดความชัดเจนในเป้าหมายและไม่มีเวชภัณฑ์รองรับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สกล สุนทรวาณิชย์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี เขต ๔ พรรคประชาชน วันนี้ผมขออภิปรายงบประมาณวาระสอง มาตรา ๒๕ ของกระทรวงสาธารณสุขในรายการ ดังต่อไปนี้ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
โครงการแรก จากกรมสนับสนุน บริการสุขภาพ โครงการจัดแสดงนิทรรศการในงาน Expo 2025 Osaka Kansai ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นงบที่กระทรวงสาธารณสุขได้เป็นเจ้าภาพและใช้งบจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีข่าวจากหน้าสื่อเรื่องผลการจัดนิทรรศการ Thailand Pavilion ในงาน Expo 2025 หรือบางท่านก็ไปดูมาด้วยตัวเอง มีการวิจารณ์ต่าง ๆ หลากหลายว่า การจัดงานมีทั้งประทับใจบ้าง ไม่ประทับใจบ้าง ผมเองก็ได้ไปมาเช่นกัน อาคารที่เห็นเป็น อาคารกระจกก็ใช้เทคนิคกระจกสมมาตร อันนี้น่าสนใจดีนะครับ ส่วนรายละเอียดข้างใน ผมก็ยังคิดว่าการจัดงานยังดูเหมือนการแสดงผลงานวิชาการมากเกินไป ซึ่งผมจะเล่า รายละเอียดให้ฟังนะครับ อย่างโซน ๑๐๐ ศักยภาพสาธารณสุขไทยที่แสดงผลิตภัณฑ์สุขภาพ ของไทย วันที่ไปเห็นผมเห็นคนเดินผ่านโซนไปโซนต่อไปอย่างเร็วมาก ถึงแม้เราจะโชว์สินค้า เป็น ๑๐๐ ชิ้น ไม่ใช่ว่าผลิตภัณฑ์ของไทยไม่ดีแต่คำอธิบายมันเล็กก็เล็กนะครับ ให้ผู้ชมอ่าน แล้วดูรายละเอียดเองก็ไม่มีคนมาบรรยาย ผู้ชมที่เป็นผู้สูงอายุก็เข้ามาจำนวนมาก คำอธิบาย เล็กไปเขาก็ไม่อ่านหรอกครับ โซนต่อมาคือโซน ๑๐,๐๐๐ เมนูอาหารสุขภาพมี ๒ กิจกรรม ๑. คือ Scan QR Code แล้วก็เข้าไปเล่นเกมปรุงอาหาร กับอีกกิจกรรมหนึ่งวางจานบนแสง แล้วก็ฉายอาหารขึ้นมาบนจาน ปัญหาของโซนนี้ก็คือจอแตกครับ ภาพไม่ชัด ก็รู้สึกเสียดาย ของมากที่ไปดู ดูไม่ค่อยรู้เรื่องเลยครับ ข้อดีของงานภายในที่จัดก็มีนะครับ อย่างเช่น โซนนวดแผนไทย และโซน ๑๐๐,๐๐๐ ผลิตภัณฑ์สร้างภูมิคุ้มกัน ผมเห็นคนญี่ปุ่นที่เขาขึ้นไปยืน บนเครื่องนวดฝ่าเท้าในงาน เขาก็อุทานขึ้นมาว่ามันดีมากก็เรียกคุณแม่ คุณยายของเขา มายืนนวดด้วยกันนะครับ ก็ถือว่ายังมีจุดเด่นที่ดีอยู่ ผมก็ขอให้กำลังใจผู้จัดงาน แต่โดยรวม ถือว่าคะแนนไม่ได้ ๑๐ เต็ม ๑๐ คิดว่าน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในงบ ๙๐๐ ล้านบาทในงบผูกพัน งบประมาณของเรา เพราะ Pavilion บางประเทศที่ผมไปมาเขาใช้งบใกล้เคียงกับประเทศไทย แต่รู้สึกมีความเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะมากกว่าของบ้านเราที่ดูเป็นวิชาการเกินไป เข้าแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกอยากเข้าซ้ำเหมือนของ Pavilion ประเทศอื่น ทีนี้เรามาดูเรื่องงบประมาณกันบ้าง วงเงินประมาณจากปี ๒๕๖๖ ถึงปี ๒๕๖๙ ทั้งสิ้น ๙๐๐ ล้านบาทเศษ ในงบปี ๒๕๖๙ คอลัมน์ขวาสุดใช้ไป ๒๔๗ ล้านบาทเศษ เป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร ๑๒ ล้านบาทเศษ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดนิทรรศการ ๒๓๕ ล้านบาทเศษ ทั้ง ๆ ที่เหลือเวลาจัดแสดง ในห้วงเวลาของงบประมาณ ปี ๒๕๖๙ อีกแค่ ๑๓ วันจากวันที่ ๑ ตุลาคมถึงวันที่ ๑๓ ตุลาคม เปรียบเทียบกับงบปี ๒๕๖๗ ใช้ไป ๑๓๔ ล้านบาท และงบปี ๒๕๖๘ ตั้งงบ ๕๕๕ ล้านบาท จัดแสดงจริงวันที่ ๑๓ เมษายนถึงวันที่ ๓๐ กันยายนในช่วงงบของ ๒๕๖๘ นับได้ ๑๗๑ วัน เมื่อเปรียบเทียบแล้วจึงตั้งข้อสังเกตว่าจำนวนเงิน ๒๓๕ ล้านบาท ที่เราจะใช้ในงบปี ๒๕๖๙ นั้นเหมาะสมหรือไม่ ที่จะใช้จัดแสดงอีก ๑๓ วันและจะถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าเพียงใด อย่างที่ สส. สหัสวัตได้อภิปรายไปด้วยเช่นกันนะครับ
ต่อมาจะเป็นของกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก มีโครงการ เสริมสร้างความเป็นเลิศทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกและสมุนไพรในระบบ สุขภาพ รายการค่าใช้จ่ายในการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติ เพื่อยกระดับ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ จำนวนเงิน ๗๓๕,๐๐๐ บาท ผมขอตั้งคำถามว่าอันนี้เป็นภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขจริงหรือ แล้วถ้าอนาคต ประเทศไทยเรามีแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติมากกว่านี้กระทรวงสาธารณสุขก็จะรับมาดูแล หมดเลยหรือครับ ถึงโครงการนี้จะมีมูลค่าไม่สูงแค่ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ผมก็ขอเสนอตัด เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยที่จะเป็นภารกิจของกระทรวงสาธารณสุขในอนาคต เราควรส่งมอบ ให้เป็นภารกิจของกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ก็ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามากกว่าใช่หรือไม่ครับ
สุดท้ายจะเป็นของกรมควบคุมโรค มีงบประมาณโครงการโรคมาลาเรีย ที่ซ้ำซ้อน โครงการที่ ๑ โครงการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ ภายในนี้ มีค่าใช้จ่ายในการเร่งรัดกำจัดโรคมาลาเรีย ๑๗ ล้านบาทเศษ เมื่อดูรายละเอียดจาก อนุกรรมาธิการอบรม สัมมนา วัตถุประสงค์โครงการเพื่อป้องกันควบคุมการแพร่เชื้อโรค มาลาเรียในอำเภอเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลให้มีอำเภอหยุดแพร่เชื้อมาลาเรีย จำนวน ๙๒๘ อำเภอ รายละเอียดดำเนินการมีทั้งลงพื้นที่เร่งรัดหาผู้ป่วย เฝ้าระวัง ควบคุมยุง พัฒนาบุคลากร เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคและวิจัยแม่นยำ รวมไปถึงตรงกรอบสีส้มตรงกลาง มีงบยาและวัสดุ วิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในการควบคุมโรคมาลาเรีย ถ้ารวมทั้ง ๓ โครงการก็ประมาณ ๔๖ ล้านบาท ก็ดูน่าจะมีประสิทธิภาพดี
มาดูอีกโครงการหนึ่งที่ซ้ำซ้อนกัน คือโครงการที่ ๒ สนับสนุน เฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคในถิ่นทุรกันดาร ตามโครงการพระราชดำริ ข้อที่ ๑ ค่าใช้จ่ายในการเร่งรัด กำจัดโรคมาลาเรีย ๑,๐๔๓,๐๐๐ บาท กลุ่มเป้าหมายคือ ๙๔๕ โรงเรียน ๕๖ จังหวัด และชุมชนในพื้นที่แผนภูฟ้าพัฒนา ๖๑ ชุมชนในจังหวัดน่าน รายละเอียด ๑. คือหารือ แนวทางการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคมาลาเรียในถิ่นทุรกันดาร เป็นค่าอาหารของ ผู้เข้าร่วมสัมมนา กรอบอาจจะตัวเล็กไปหน่อยนะครับ ๒. พัฒนาศักยภาพหน่วยงาน เครือข่ายในการดำเนินการกำจัดโรคมาลาเรียในสถานศึกษา พื้นที่ กพด. เป็นการอบรม สัมมนา และ ๓. สำรวจประเมินทางระบาดวิทยาและสังคมด้านการจัดการโรคมาลาเรีย ในพื้นที่แพร่เชื้อ มีค่าน้ำมันลงพื้นที่ เมื่อดูค่าใช้จ่ายโครงการอื่น ข้ออื่นในโครงการเดียวกัน ข้อ ๒ กับข้อ ๓ ในกรอบข้างล่าง ก็จะเป็นเรื่องควบคุมโรคหนอนพยาธิและวัสดุเวชภัณฑ์ วัสดุวิทยาศาสตร์ ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องควบคุมหนอนพยาธิ ไม่เกี่ยวอะไรกับมาลาเรียเลย แล้วทำไมเราต้องมาเสียงบประมาณอบรมมาลาเรียใหม่ แยกกลุ่มเป้าหมายพื้นที่กัน แล้วสุดท้ายก็ไม่มีเวชภัณฑ์ควบคุมมาลาเรียในโครงการนี้เลย แล้วโรคมันจะหายไปได้ จริงหรือครับ
เมื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในการกำจัดโรคมาลาเรียทั้ง ๒ ชนิด โครงการ นับดูหมัดต่อหมัด ผมก็เห็นว่าโครงการสนับสนุนเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโลกในถิ่นทุรกันดาร ตามโครงการพระราชดำรินั้น มีภารกิจอบรมซ้ำซ้อน มีขอบเขตที่แคบกว่าและไม่มีเวชภัณฑ์ ที่ใช้ควบคุมโรคได้ จึงขอเสนอตัดค่าใช้จ่ายในการเร่งรัดกำจัดโรคไข้มาลาเรีย ๑,๐๔๓,๐๐๐ บาท ในโครงการสนับสนุนเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคในถิ่นทุรกันดาร ตามโครงการพระราชดำริ โดยขอเสนอในปีงบประมาณต่อไปให้รวมโครงการนี้ในโครงการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรค ที่เป็นปัญหาสำคัญทั้งกลุ่มเป้าหมายและภารกิจครับ โดยสรุปแล้วก็ขอแปรญัตติมาตรา ๒๕ ตัดโครงการที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้า แล้วฝากข้อสังเกตเพื่อให้การจัดงบประมาณในปีต่อไป มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ขอบคุณครับ