สุนี เสนอเพิ่มคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ในกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิตามกรอบสากล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๘ มกราคม ๒๕๖๘

สุนี ไชยรส หารือการทบทวนนิยามกลุ่มชาติพันธุ์ในร่างกฎหมาย โดยเสนอให้รวมคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ตามเจตนารมณ์เดิมเพื่อสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและสถานะของไทยในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการยอมรับความหลากหลายอย่างเป็นธรรม และผลักดันกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ และวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างเป็นรูปธรรม

นางสุนี ไชยรส กรรมาธิการ

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพค่ะ ดิฉันในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งขอสงวนความเห็นเอาไว้เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๓ ขอให้มีคำว่า ทั้งนี้ให้รวมหมายถึงนิยามของกลุ่มชาติพันธุ์ ให้รวมคำว่ากลุ่มที่ระบุตนเองว่า เป็นชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเคยดำรงอยู่ในร่าง ๕ ร่างที่เสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ตอนนั้นมี ๕ ร่าง ๓ ร่างมีคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ด้วย แต่ว่าหลังจากที่มีการปรับปรุงแก้ไข ล่าสุดจึงทำให้ในนิยามของกลุ่มชาติพันธุ์ไม่มีเรื่องของคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง นี่เป็นประเด็น สำคัญที่ขอหารือ ขออนุญาตต่อท่านสมาชิกสภาทุกท่านนะคะว่า

ประเด็นที่ ๑ เราอยู่ในจุดที่ขอทบทวนได้ไหมว่าสิ่งที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ อันดีงามว่าเราเป็นหนึ่งในคณะมนตรีเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ซึ่งเรา มีถึง ๓ ปีที่จะดำรงตำแหน่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ แล้วก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีงามที่เรา จะได้ทำให้สอดคล้องกับสิ่งที่อนุสัญญากติการะหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญา สหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือรัฐธรรมนูญที่ระบุคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ในนี้มีการเปิดโอกาส ให้ร่าง ๕ ร่างที่ได้เรียนเบื้องต้นได้เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรับหลักการทั้ง ๕ ร่างไปแล้ว คราวนี้สิ่งที่อยากจะโยงว่าทำไมเราจึงต้องมาขอยืนยันว่าควรจะใช้คำว่า ทั้งนี้ให้รวมถึงกลุ่มที่ ระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมือง ก็เนื่องจากว่าปฏิญญาชนเผ่าพื้นเมืองของสหประชาชาติ แท้ที่จริงแล้วเชื่อมโยงไปถึงอนุสัญญากติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับรองมาเกือบ ทุกฉบับที่เป็นอนุสัญญาหลัก เราจึงควรอย่างยิ่งที่จะเชื่อมโยงกลับไปที่ปฏิญญานั้น ให้สอดคล้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยก็เข้าไปเป็นคณะมนตรีความมั่นคงแห่ง สหประชาชาติด้วย ทำไมจึงต้องยืนยันสิ่งที่ในกติการะหว่างประเทศเกือบทุกฉบับพูดถึง ก็คือว่า กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง คือต้องขออนุญาตอย่างนี้ก่อนว่า ๑. เรายอมรับว่ากลุ่มชาติพันธุ์ นั้นได้คลุมมาถึงชนเผ่าพื้นเมืองอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน เพราะเราทุกคนเป็นหนึ่งในกลุ่ม ชาติพันธุ์ ไม่ว่าเราจะอยู่ในชนเผ่าพื้นเมืองใดหรือไม่ได้อยู่ในชนเผ่า แต่ชนเผ่าพื้นเมือง ก็มีเอกลักษณ์มีเรื่องราวที่จะต้องได้รับการคุ้มครองส่งเสริมเป็นพิเศษ การที่เราโยงไปถึง กติการะหว่างประเทศทุกฉบับที่ประเทศไทยได้รับรองเป็นภาคีนั้นไม่ได้หมายถึงว่า กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองขออภิสิทธิ์ใด ๆ แต่มันหมายถึงว่าเป็นการสร้างทำให้เรื่องราวของ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองได้รับการดูแล คุ้มครอง ส่งเสริม ไม่ใช่เพียงแต่มองว่าเป็นประเพณี วัฒนธรรมของบางคน บางกลุ่ม แล้วก็นำไปสู่กระบวนการท่องเที่ยวหรือดูแลเรื่องวัฒนธรรม แบบฉาบฉวย แต่ว่าวิถีชีวิตของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งขอเพิ่มในคำนิยามเอาไว้จึงมี ความหมายมากว่าถ้าไม่ดำเนินการให้ชัดเจนกลุ่มเหล่านี้จะถูกกลืนหรือว่าเข้าสู่ความเสี่ยง ในการที่ถูกครอบงำ ถูกกดขี่ กระทั่งถูกเสื่อมถอยในเรื่องของภาษาและวัฒนธรรมในอนาคต และเชื่อมโยงไปทั้งทุกมาตราในร่างกฎหมายฉบับนี้ เช่น เรื่องของการที่จะต้องเสมอภาค ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ มีโอกาสที่จะระบุตนเอง มีโอกาสสิทธิร่วมในการตัดสินใจ สิทธิในการพัฒนา หรือกระทั่งเรื่องเกี่ยวกับการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เพียงแต่ขอเพิ่มคำว่า ให้ยอมรับ รวมถึงกลุ่มที่ระบุตนเองเป็นชนเผ่าพื้นเมืองเพียงเท่านี้ค่ะ แล้วก็จะไปสอดรับกับสิ่งที่มีหลายท่านอภิปรายแล้วว่าท่านที่กังวลคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง จะนำไปสู่ความขัดแย้งหรือไม่เข้าใจของผู้คน หรือกระทั่งอื่น ๆ อาจารย์ชูพินิจได้ชี้ให้เห็น ชัดเจนว่าปฏิญญาชนเผ่าพื้นเมืองระบุไว้ว่าในมาตรา ๔๖ ว่าไม่เกี่ยวข้องเลยว่าถูกนำไป อ้างอิงในเรื่องของการทำให้เกิดความแบ่งแยก หรือแตกแยก หรือกระทั่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับสิทธิเสรีภาพที่หลายท่านกังวลใจ หน่วยราชการกังวลใจ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เราควรจะ ก้าวข้ามให้ได้เพราะว่ามันเป็นโอกาสที่ดีงาม สถานการณ์ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรเองได้ผ่าน กฎหมายที่ก้าวหน้า ข้ามนอกกรอบเดิมอยู่ตลอดเวลาหลาย ๆ กฎหมาย รวมทั้งกฎหมาย ที่พูดกันถึงเรื่องกฎหมายตีเด็กเมื่อสักครู่นี้ หรือหรือแม้กระทั่งกฎหมายสมรสเท่าเทียม รัฐธรรมนูญไทยเขียนเอาไว้แค่คำว่า ชาติพันธุ์ ก็จริงในมาตรา ๗๐ แต่ไม่ได้หมายถึงว่า การเขียนเอาไว้นั้นจะมาจำกัดกรอบว่าเราไม่สามารถที่จะเขียนคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ลงไป ในร่างกฎหมายที่ออกมาตามมาตรา ๗๐ ซึ่งถือว่าอันนี้เป็นความก้าวหน้าในประเด็นที่ ๓ ที่เราพูดกัน

ประเด็นแรก ประเทศไทยอยู่ในฐานะคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ซึ่งเราควรจะได้พิสูจน์ตัวเองว่าเราเข้าใจถึงกรอบกติกาสากล แล้วเราก็นำมาสู่การแก้ กฎหมายให้เป็นรูปธรรมออกกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าอยู่ในจุดที่ใน ๕ ร่าง เรามี ๓ ร่างแล้วที่พูดถึงคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง เป็นกฎหมายเข้าชื่อของประชาชนซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณารับหลักการ เพราะฉะนั้นขอให้ผ่านทางออกไปก็จะทำให้กฎหมายนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น มิได้ต้องการอภิสิทธิ์ใด ๆ มิได้ต้องการให้ชนเผ่าพื้นเมืองกลายมาเป็นกลุ่มที่เบี่ยงเบนเรื่องอะไรก็ตามในสังคม แต่หมายถึงว่าสภาได้เปิดโอกาสให้ชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งระบุตนเอง ยอมรับตัวเอง และเป็น ที่ยอมรับของชุมชนด้วยสามารถที่จะดำเนินการในสิ่งที่พวกเขารักษาประเพณีประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตของพวกเขาอย่างเต็มที่ แล้วประเทศไทยเองก็สามารถที่จะ จัดวางระเบียบกำหนดการอื่น ๆ เพื่อทั้งคุ้มครองและส่งเสริมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ ร่างกฎหมายฉบับนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ