เกรียงไกร ชีช่วง กล่าวรายงานในฐานะโฆษกกรรมาธิการ พร้อมเปิดคลิปประกอบหลังขอบคุณประธานและคณะที่ร่วมกันหาจุดร่วมในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ โดยหารือถึงความจำเป็นในการบรรจุคำว่า "ชนเผ่าพื้นเมือง" ไว้ในร่างกฎหมายส่งเสริมและคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ คุ้มครองสิทธิ และป้องกันการถูกละเมิดหรือด้อยค่าจากภาครัฐและเอกชน โดยอ้างอิงจากสถานการณ์จริงของกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ขออนุญาตสวัสดีท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม เกรียงไกร ชีช่วง โฆษก กรรมาธิการครับ ตรงนี้ก็ต้องขออภัยด้วยตอนแรกเราตั้งใจจะเรียงลำดับเพื่อจะให้เนื้อหาได้ สอดคล้องกันจากกรรมาธิการที่ขอสงวนไว้ ๓-๔ ท่าน แต่ก็พยายามจะกระชับเวลาตรงนี้ ให้ได้มากที่สุดนะครับ เบื้องต้นก็คงจะต้องขออนุญาตขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการที่เป็นผู้แทนจากฝ่ายการเมืองทุกพรรคที่ร่วมเสนอเข้ามา ร่วมกัน ในการหาจุดร่วมตรงนี้ แล้วก็กรรมาธิการที่เป็นภาคประชาชน ขออนุญาตสไลด์ของผมเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ผมก็เลยขออนุญาตนำข้อเท็จจริง บางส่วนเพื่ออาจจะเป็นย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่เราพยายามจะพัฒนาพระราชบัญญัติส่งเสริมและ คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์นี้เรากำลังฝันไปได้ไกลหรือว่าไปได้สุดได้ขนาดไหนนะครับ ก็เลยขออนุญาตย้ำอย่างนี้นะครับ เรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตใช้ก็คือว่าความจริงที่เราจะโอบรับ หรือว่าโอบรัดพี่น้องได้จริงทุกกลุ่มไหม ผมขออนุญาตเริ่มต้นว่าโดยเนื้อหาของประเทศเรา เราย้ำตลอดนะครับประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย แล้วก็มันเป็นสิ่งที่งดงามมากว่า ภายในสภานี้ทุกท่านก็ยอมรับในเรื่องนี้ แล้วที่ผ่านมาก็มีการพูดในมิติแบบนี้อย่างเข้าใจ ในส่วนของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ โดยเฉพาะมาตรา ๗๐ ตรงนี้ผมอยากจะมองว่าโดยเนื้อหา เราแทบจะเชื่อมั่นว่ามันหมายถึงพวกเราที่ระบุตัวตนว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมืองด้วยถึงแม้จะไม่ได้ มีคำนี้นะครับ ซึ่งหลังจากนั้นกระบวนการต่าง ๆ ต้องบอกว่ามีกรรมาธิการในนี้หลายท่าน หรือภาคประชาชนในนี้หลายท่านอยู่ในกระบวนการร่วมพัฒนาเส้นทางของกระบวนการ ประชาธิปไตย การยกร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งแต่ละเรื่อง การร่วมในกระบวนการของ สภาเศรษฐกิจและสังคม หรืออื่น ๆ อีกมากมาย เราพยายามเข้าไปสื่อสารเรื่องนี้แล้วก็ ตอกย้ำว่ามีคนที่ระบุตัวเองว่าเป็นชนเผ่าพื้นเมือง เป็นคำร่วมที่ระบุตัวเองว่าชนเผ่าพื้นเมืองอยู่ ที่สำคัญครับหลังจากเราเห็นสถานการณ์และปรากฏการณ์ด้านสังคม อย่างน้อยใน ๕ ร่างนี้ เรามี ๓ ร่างที่ยืนยันว่าควรจะมีคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง หน้าที่ ๒ ได้เลยครับ ข้อเท็จจริงเรื่องหนึ่ง อันนี้ผมขออนุญาตนำรายงานของไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกระบวนการของภาคประชาชนทั้งระดับภายในประเทศ และระหว่างประเทศที่ยืนยันว่าเรายังมีข้อเท็จจริงที่อยากจะขออนุญาตยกเป็นตัวอย่าง บางส่วนมาเป็นการอธิบายว่าสถานการณ์เปราะบางนี้จะเกิดความสุ่มเสี่ยงที่เราจะเสีย อัตลักษณ์ภูมิปัญญา องค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรและอื่น ๆ ตัวอย่างอาจจะมีท่าน สส. จากภาคเหนือเราก็รู้ว่าที่น่านหรือจังหวัดใกล้เคียงต่าง ๆ เรามีพี่น้องมละบริ นอกจากพี่น้อง ที่รัฐส่วนกลางพยายามจะเรียกชาวเขา หรือว่ากลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ก็คือรู้อยู่แล้ว ว่าเป็นพี่น้องชนเผาที่อยู่ติดพื้นที่อยู่ติดผืนดินกับทรัพยากรตรงนั้นนะครับ หรืออาจจะมี ท่าน สส. จากภาคอีสานเอง ท่านก็น่าจะทราบว่ามีพี่น้องญัฮกุร พี่น้องกะเลิง พี่น้องญ้อ ที่เหลือกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแล้วนะครับ แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังมีทั้งองค์ความรู้ ทั้งภูมิปัญญาในการ อยู่ร่วมกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ทิศตะวันตก พี่น้องปกาเกอญอ พี่น้องกระเหรี่ยงที่ทั้งเรียกตัวเองว่าปกาเกอญอ พี่น้องโพล่ง มีความ แตกต่างทั้งมีความเชื่อแบบเจ้าวัด หรือฤาษี ต่าง ๆ มันก็ยังมีคุณค่าและความงดงามตรงนั้น อยู่นะครับ ที่สำคัญเรื่องความเชื่อตรงนี้ จิตวิญญาณตรงนี้มันไปอิงแอบหรือว่าไปอยู่ร่วมกับ ทรัพยากรธรรมชาติตรงนั้น และยังสามารถทำให้ดำรงอยู่ได้อย่างปกติสุข หรือภาคตะวันออกเอง พี่น้องชองที่มีองค์ความรู้เรื่องของสมุนไพร ต่าง ๆ เหล่านี้เราก็แทบจะเสียไป พี่น้องภาคใต้ โดยเฉพาะท่าน สส. อาจจะเห็นว่าเรามีพี่น้องมานิใช่ไหมครับ พี่น้องมอแกน พี่น้องมอแกลน อูรักลาโวยจอีกต่าง ๆ เหล่านี้ที่กำลังจะเจอไม่ใช่แค่การเข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นะครับ ไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำเรื่องคุณภาพชีวิต แต่อย่างพี่น้องภาคใต้เรากำลังเจอทุนใหญ่ อำนาจของภาคเอกชนที่ปะทะเข้าไปอีก อันนี้คือข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นพี่น้องชนเผ่าที่อยู่ติดทั้ง แผ่นดิน ทั้งผืนน้ำ และดำรงชีวิตอยู่นะครับ ขอหน้าสุดท้ายครับ ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้เราในส่วนของกรรมาธิการเสียงส่วนน้อยก็เลย มีความเห็นว่าถ้าไม่มีคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง อยู่ในจุดไหนบ้างเลย เราก็เลยมีความกังวลครับ ท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับว่ามันจะยังมีสถานการณ์ที่เราถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้อยค่าทางเชื้อชาติอยู่ เรายังคิดว่าเราจะไม่สามารถแก้วงจรการละเมิดสิทธิและถูกเลือก ปฏิบัติได้ไปจนสุดทางนะครับ หรือการเข้าไม่ถึงบริการสาธารณะ หรือเงื่อนไขของการที่มี ความสุ่มเสี่ยงจ่ออยู่แล้ว วันนี้ไม่ว่าจะเป็นอัยการของพี่น้องบางกลอยหรือว่าที่ผ่านมาที่ถูก ผลักดันอพยพถูกไล่รื้อเผาบ้านต่าง ๆ เหล่านี้ มันจะยังมีโอกาสเกิดขึ้นถ้าเราไม่สามารถ มีคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง อยู่ใน พ.ร.บ. นี้บ้าง และเรื่องของคุณภาพชีวิต ที่สุดแล้วผมก็คงจะใช้ โอกาสนี้ที่พยายามจะยืนยันว่าที่ผ่านมาขบวนการของเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองถึงแม้ จะเป็นภาคประชาชนเราก็ได้พยายามเป็นหน่วยหนึ่ง ขาหนึ่ง ที่ช่วยกลไกรัฐ ช่วยภาครัฐ ภาคการเมืองในการปกป้องคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง แต่ต้องยอมรับว่า เราพยายามมากที่สุดแล้วก็ยังไม่ได้นะครับ จึงเห็นว่าโอกาสนี้ถ้าเป็นไปได้อยากให้ผู้มีเกียรติ ทุกท่านลองดูว่าถ้าจะมีคำนี้จริง ๆ แทรกเข้าไปในของคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ให้หมายรวมถึง ชนเผ่าพื้นเมืองได้ด้วยไหมก็จะเป็นการดีอย่างยิ่งนะครับ ขอบพระคุณครับ