ชูพินิจ เกษมณี ชี้แจงที่มาของคำนิยาม "ชนเผ่าพื้นเมือง" โดยอ้างอิงงานวิจัยของนายโฮเซ่ อาร์ มาติเนซ โคโบ ภายใต้การศึกษาของสหประชาชาติ ปี 2529 เพื่อคลี่คลายความสับสนในชื่อเรียกและย้ำความสำคัญของการใช้คำให้สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติรับรองสถานะชนเผ่าพื้นเมืองตามมาตรฐานสากล เพื่อคุ้มครองสิทธิด้านวัฒนธรรม ภาษา และการมีส่วนร่วมในเวทีนานาชาติ โดยยืนยันว่าการรับรองนี้ไม่ก่อให้เกิดความแตกแยก
กราบเรียนท่านประธาน ก่อนอื่น ผมขออนุญาตให้ข้อมูลเกี่ยวกับชื่อเรียกที่เป็นปัญหาสับสนอยู่นี่นะครับ เพราะว่าในส่วนของ ภาคประชาชนเราเห็นว่ามีความสำคัญมาก ก็จะขอเท้าความไปในช่วงประมาณปี ๒๕๒๙ ที่นายโฮเซ่ อาร์ มาติเนซ โคโบ (Jośe R. Matinez Cobo) ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติ ให้ศึกษาสถานการณ์ของกลุ่มชนเหล่านี้ในหลายประเทศ แล้วเขาก็ได้เสนอนิยามคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ขอภาพสไลด์ขึ้นเลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
อันนี้เป็นนิยามที่โคโบ (Cobo) นำเสนอ ในรายงานต่อสหประชาชาติของเขานะครับ ผมจะไม่ขออ่านรายละเอียด แต่ว่านิยามนี้ จะเป็นตัวตั้งก็เหมือนการบัญญัติศัพท์ใหม่ที่ต่างไปจากพจนานุกรม เป็นตัวตั้งที่ทำให้ หน่วยงานของสหประชาชาติทั้งหลายก็ใช้นิยามนี้เป็นต้นแบบแล้วก็พัฒนารายละเอียด เพิ่มเติม ผมจะขอยกตัวอย่างเพียงหน่วยงานเดียวเพราะมันเยอะมาก ขอภาพถัดไปเลยครับ หน่วยงานนี้ชื่อแผนงานสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติเรียกชื่อย่อ UNEP เขาก็นำเอานิยาม ของโคโบ (Cobo) มาใช้แล้วก็จะเห็น Highlight สีเหลืองจุดเน้นมากก็คือเรื่องของ การอยู่ร่วมกับวัฒนธรรมอื่น ๆ ในช่วงของการก่อตัวของรัฐชาติ แล้วก็ยังคงรักษา บุคลิกลักษณะเฉพาะทั้งของภาษา วัฒนธรรม และสังคมไว้ได้ แล้วก็ยังคงรักษาความแตกต่าง บางระดับจากประชากรที่แวดล้อมและวัฒนธรรมที่ครอบงำของรัฐชาติ ที่สำคัญก็คือว่า หลาย ๆ องค์กรจะพูดตรงกันว่าเป็นการระบุตนเองว่าเขาเป็นชนเผ่าพื้นเมืองและเป็น ผู้ที่ได้รับการยอมรับจากคนกลุ่มอื่น ๆ ด้วย อันนี้ก็จะตรงกันในหลาย ๆ หน่วยงานของ สหประชาชาตินะครับ ขอภาพถัดไปเลยครับ ทีนี้ในอดีตที่ผ่านมาก็มีคณะกรรมการพันธกรณี ระหว่างประเทศ ๒ ฉบับที่ให้ข้อสังเกตไว้กับรัฐไทยในฐานะที่เป็นภาคี ฉบับแรก ก็คือกติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ฉบับที่ ๒ ก็จะเป็น อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติทุกรูปแบบ เขาให้ ข้อสังเกตด้วยความกังวลว่ายังมีการขาดการยอมรับชนเผ่าพื้นเมืองโดยรัฐภาคี ซึ่งในที่นี้ ก็หมายถึงประเทศไทยที่เป็นภาคี คณะกรรมการก็เลยเชิญชวนรัฐภาคีให้พิจารณาทบทวน จุดยืนของตนแล้วให้การรับรองทางกฎหมายและการเมืองแก่ชนเผ่าพื้นเมืองของตน บนพื้นฐานของการระบุตนเอง อันนี้เป็นข้อสังเกตของ ๒ ฉบับของคณะกรรมการที่ผ่านมา ไม่นานนี้เอง ขอภาพถัดไปเลยครับ ตรงนี้เองที่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดเราท่ามกลาง ความสับสนในชื่อเรียก โดยท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้ทำหนังสือขอความเห็นไปยัง สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน สำนักงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาก็ส่ง ความเห็นมาอย่างดีทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย ขอภาพถัดไปเลยครับ เขาขอย้ำนะครับ เขาบอกว่าสำนักงานขอย้ำถึงความสำคัญในการ ทำให้ร่างพระบัญญัตินี้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และโดยเฉพาะ อย่างยิ่งปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งปัจจุบันนี้ก็ใช้อยู่ โดยที่ประเทศไทย ก็ร่วมรับรองปฏิญญาฉบับนี้ด้วยแล้ว แล้วก็ในประโยคต่อไปคือเขาเขียนมาตั้ง ๑๐ กว่าหน้า ผมยกมาเพียงเล็กน้อย เขาบอกสำนักงานขอแนะนำให้มีการรวมคำว่า ชนเผ่าพื้นเมือง ไว้ใน พระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้การดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัตินี้มีความสอดคล้องกับ มาตรฐานสากลที่ได้รับการรับรองเกี่ยวกับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองที่สำคัญที่ผม Highlight สีเหลืองไว้เขาเขียนเลยว่า ซึ่งคำว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ไม่สามารถนำมาใช้ได้ในระดับสากล เพราะฉะนั้นสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองมันจะอยู่ในกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับที่ เกี่ยวข้อง ขอภาพถัดไปเลยครับ แล้วก็ในช่วงเวลาหนึ่งเขาก็มีข่าวลือออกมาว่าการที่เรา ไปปฏิบัติตามปฏิญญาสหประชาชาติดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดความแตกแยกอะไรต่าง ๆ ถ้าดูมาตรา ๔๖ ของปฏิญญา เขาจะเขียนไว้เลยว่าปฏิญญาฉบับนี้ไม่อนุญาตให้ใครเอา ข้อความในปฏิญญาไปใช้เพื่อให้เกิดความแตกแยกได้ เพราะฉะนั้นเขียนกันไว้เลยว่า ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการแบ่งแยกหรือแตกแยกต่าง ๆ อันนี้ก็คิดว่าบางหน่วยงานก็ไม่ได้อ่าน รายละเอียดในเรื่องนี้ ขอภาพถัดไปเลยครับ ทีนี้ผมอยากสรุปง่าย ๆ ว่าการที่เราเป็นชนเผ่า พื้นเมือง ไม่ใช่เป็นเพียงกลุ่มชาติพันธุ์เท่านั้น ลูกหลานก็จะมีสิทธิและโอกาสต่าง ๆ ในเวที ระดับนานาชาติ เริ่มตั้งแต่โอกาสได้รับการสนับสนุนทรัพยากรแหล่งทุนต่าง ๆ มากมาย ตามที่ท่านเห็นชื่อเหล่านี้นะครับ เป็นแหล่งทุนระดับนานาชาติที่องค์กรของชนเผ่าพื้นเมือง สามารถที่จะขอนำมาใช้ในการพัฒนาอะไรต่าง ๆ ได้ แล้วก็โอกาสในการเข้าร่วมในเวทีถาวร ว่าด้วยประเด็นชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเวทีถาวรเขาจะมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาขององค์การ สหประชาชาติทุกองค์การที่เกี่ยวข้อง แล้วก็จะมีตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมืองเข้าไปนั่งร่วมเป็น สมาชิกได้ มีวาระดำรงหน้าที่อยู่ประมาณครั้งละ ๔ ปี แล้วก็มีโอกาสที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง อันนี้ก็ต้องเป็นตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมือง ที่จะเป็นผู้รายงานพิเศษได้ รวมทั้งกฎหมายระหว่างประเทศที่เอื้อในเรื่องของการคุ้มครองสิทธิ ในเรื่องของที่ดินทรัพยากรอะไรต่าง ๆ ซึ่งกฎหมายระหว่างประเทศมันก้าวหน้ามาก กฎหมายเรานี้ยังตามไม่ทัน ขอภาพถัดไปเลยครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะสรุปก็มาจาก การนำเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครั้งแรก แล้วมี สส. บางท่านที่ให้ความเห็นที่ผมคิดว่า ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านบอกว่าในบางพื้นที่ก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ผมจึงนำเสนอข้อสงวนในเรื่องของมาตรา ๓ ในนิยามกลุ่มชาติพันธุ์นี้ผมก็เอาคงไว้ตามเดิม ที่ได้ผ่านไปแล้ว แต่ต่อท้ายว่า ทั้งนี้ให้หมายรวมถึงกลุ่มคนที่ระบุตนเองว่าเป็นชนเผ่า ชนเผ่า พื้นเมือง ชนพื้นเมือง ชนพื้นเมืองดั้งเดิม หรือชนพื้นถิ่นด้วย เพื่อจะให้ครอบคลุม ทุกกลุ่มทุกพื้นที่ที่มีการเรียกชื่อที่แตกต่างกัน แล้วก็มีโอกาสในการที่จะเข้าไปนั่งในเวที สหประชาชาติในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วยนะครับ ขอขอบคุณมากครับ