จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงสนับสนุนร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ภายใต้กรอบ Pillar 2 เพื่อเพิ่มรายได้จากบริษัทข้ามชาติและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีสากล โดยย้ำความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องประกาศใช้กฎหมายนี้ภายในปี 2567 เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและป้องกันการเก็งกำไร พร้อมยืนยันความชอบด้วยกฎหมายและการมีส่วนร่วมของคณะกรรมการกฤษฎีกาตั้งแต่ต้นกระบวนการ รวมถึงการใช้ข้อมูลจาก ADB ในการประมาณการรายได้และแผนการดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการออกกฎหมายลูกกว่า 20 ฉบับ และเสนอแนวทางการพิจารณามอบคืนสิทธิประโยชน์ในบางกรณี รวมถึงการผลักดัน Qualified Refundable Tax Credits เพื่อประโยชน์ต่อประเทศ และขอให้สภาเห็นชอบร่างพระราชกำหนดนี้ต่อไป
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาต ใช้เวลาสักเล็กน้อยในการตอบคำถามแล้วก็รับเอาข้อสังเกตของท่านสมาชิกเกี่ยวกับร่าง ของพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ซึ่งได้ประกาศใช้แล้ว ก็ด้วยความยินดี จากที่ได้รับฟังมาทุกท่านเห็นชอบในหลักการ แล้วก็เห็นชอบในเรื่องของการที่รัฐบาล เดินหน้าในเรื่องของการออกกฎหมายฉบับนี้นะครับ ถ้าไม่ติดตามขั้นตอนข้อบังคับ การประชุมและรัฐธรรมนูญก็จะขอให้ใช้มาตรา ๘๘ ไปเลยนะครับ แต่ว่าติดที่เป็น พ.ร.ก. ก็คงต้องลงมติกัน แต่อย่างไรก็ตามจากการรับฟังนี้มีข้อห่วงใยบางข้อ แล้วก็ต้อง กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้มีความเข้าใจในความจำเป็นและประโยชน์ของการ ออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นจากบริษัทข้ามชาตินี้ ไม่ต่ำกว่าปีละ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทก็เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล แล้วก็ยังจะทำให้ประเทศไทย สร้างจุดยืนทางด้านเศรษฐกิจ จุดยืนทางด้านนานาชาติอยู่ในระดับเดียวกันกับประเทศที่อยู่ ในแนวหน้า เราเป็นประเทศแรก ๆ ที่ขยับเคลื่อนตัวในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ ทำให้เรา เป็นผู้นำหนึ่งในผู้นำที่จะสามารถยืดอกได้ในการที่จะเข้าร่วมเจรจาความระหว่างประเทศ ต้องเรียนต่อท่านสมาชิก ซึ่งมีท่านสมาชิกหลายท่านได้พูดแล้วนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เอง ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เองที่ผ่านมาได้เดินทางไป ต่างประเทศมีการไปเจรจาความระหว่างประเทศเวลาพูดคุยกับผู้นำระดับนานาชาติ ในการ พูดคุยกับบริษัทข้ามชาติต่าง ๆ ในการที่จะไปดึงให้เขามาลงทุนในประเภทต่าง ๆ ทุกคน ถามถึงเรื่องของ Pillar 2 ว่าเมื่อไรไทยจะออก เราจะออกให้ทันภายในสิ้นปี ๒๕๖๗ ได้หรือไม่นะครับ เป็นคำถามที่ตรงกันหมด สาเหตุก็คือด้วยกลไกที่จะเกิดขึ้นไม่ต้องห่วง ล่ะครับว่าจะเป็นจุดที่ทำให้ประเทศไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะใน ข้อเท็จจริงแล้วการที่เราออกกฎหมาย Pillar 2 หรือว่าภาษีส่วนเพิ่มนี้ขึ้นมากลับจะทำให้ ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เพราะบริษัทข้ามชาติที่จะมาลงทุน จะสามารถตัดสินใจเลือกได้ว่าจะเสียภาษีในประเทศไทยหรือเสียภาษีในประเทศบ้านเกิด ซึ่งวันนี้แม้ว่าเขาจะมากินสิทธิประโยชน์ ถ้าเขาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกินกว่า ๗๕๐ ล้านยูโร หากเขากินสิทธิประโยชน์ที่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทยหรือในที่ใด ก็ตาม สุดท้ายเขาต้องเสียภาษีในประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะว่าประเทศหลัก ๆ ในโลก อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้ว วันนี้ ๑๔๒ ประเทศทั่วโลกเข้าสู่กระบวนการที่ยอมรับในเรื่องของ ภาษีส่วนเพิ่มนี้แล้ว ในขณะนี้มีราว ๆ ๔๐ ประเทศที่ได้ออกกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้อง เรียนด้วยความเคารพว่าสุดท้ายไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้นทางเขาบังคับกฎหมายอยู่นะครับ หากเขาไม่มาเลือกเสียที่เมืองไทยเขาก็ต้องไปเสียที่ต่างประเทศเช่นเดียวกัน วันนี้เราเปิด ทางเลือกให้และเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างยิ่งที่เราจะสามารถมีโอกาสที่จะรับภาษี เหล่านั้นเอาเข้ามาพัฒนาประเทศ เอามาพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้ประเทศไทย สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้
ส่วนคำถามข้อห่วงใยหลายท่านที่ผมรับฟัง ประเด็นแรกเลยก็คือเหตุใด จึงออกเป็นพระราชกำหนด ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่าอันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๔ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๔ กำหนดว่าในกรณีที่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมาย เกี่ยวด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา ซึ่งต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษา ประโยชน์ของแผ่นดิน พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติก็ได้ อันนี้เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งที่เราตัดสินใจบอกว่าในที่สุดแล้วเรื่องนี้ มันเกี่ยวเนื่องกับภาษีครับ เพราะในเรื่องของภาษีที่ผ่านมาถ้าท่านจะมีประสบการณ์ ในการทำกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับภาษีส่วนมากเราจะใช้กลไกในเรื่องของการออก พระราชกำหนดเป็นหลัก สาเหตุก็เพื่อไม่ให้มันเกิดการเก็งกำไร ไม่ให้เกิดการคาดการณ์ ไปล่วงหน้า เมื่อออกมาแล้วมีผลบังคับใช้ทันทีจะทำให้ลดความเสี่ยงในเรื่องของเศรษฐกิจ ลงไปได้อย่างมีนัย อันนี้เป็นกลไกที่เราได้ตัดสินใจเลือกเดินนะครับ
ส่วนที่ ๒ ก็คือต้องเรียนด้วยความเคารพว่าเรื่องนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน แล้วก็เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจท่านเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว อันนี้ไม่ต้องอธิบายกันมาก แต่ในเรื่องของความจำเป็นเร่งด่วนรอบปีบัญชีของบริษัททั่วไป ก็คือมกราคมถึงธันวาคม หากเราไม่สามารถออกได้ก่อนปลายปีที่ผ่านมาเราจะเสียโอกาส ในการจัดเก็บภาษี ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณที่ได้เรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านไปอีก ๑ ปี เราต้องไปเริ่มเอาปี ๒๕๖๙ กลไกในการเดินหน้าในขณะแรกเราก็เคยคิดว่าเราจะ ออกเป็นพระราชบัญญัติหรือไม่ แต่ติดด้วยข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะในเรื่องของ ห้วงเวลา เพราะว่าเหลือเวลาค่อนข้างจำกัด ในที่สุดการตัดสินใจเป็นพระราชกำหนดจึงเป็น ความจำเป็น แล้วก็ได้มีการพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฤษฎีกาอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ที่ท่านสมาชิกท่านนิติพลเป็นห่วงว่ากฤษฎีกาดูแค่ ๕ วันเป็นขั้นตอนหลังจากการ ส่งกฎหมายเข้าสู่คณะรัฐมนตรีครับ แต่ด้วยความเคารพกลไกในการออกกฎหมายของ ฝ่ายราชการไทยที่ผ่านมาโดยตลอด มีคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ร่วมด้วยโดยตลอด แล้วก็ มีการพูดคุยกันตั้งแต่ในเบื้องต้นจนกระทั่งออกเป็นกฎหมาย แล้วเราจึงส่งไปที่คณะรัฐมนตรี และส่งไปกฤษฎีกา ซึ่งจะใช้คำว่า ได้มีการตรวจร่างล่วงหน้าแล้ว คือเขาได้ดูไว้ก่อนแล้ว ซึ่งในระเบียบทั้งหมดในข้อทั้งหมดได้ผ่านขั้นตอนการตรวจกฎหมายอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ในส่วนของมาตรา ๒๓ ที่ท่านจุลพงศ์ได้มีข้อห่วงใย ผมก็ต้องเรียนว่ามันเป็น วิธีร่างกฎหมายเป็นพิธีการทางกฎหมายที่ให้คำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของ การร่างกฎหมายเท่านั้นนะครับ แล้วก็ยืนยันว่าสิ่งใดที่มันขัดต่อกฎหมายแม่บทหรือ พ.ร.ก. ฉบับนี้สุดท้ายมันก็จะไม่มีผลบังคับใช้ ตัวอย่างที่เราเขียนลักษณะนี้ในมาตรา ๒๓ ยกตัวอย่าง เช่น มาตรา ๔ ของประมวลกฎหมายแพ่งก็ไม่ได้มีความแตกต่างหรือพิเศษไปก็เป็นการ บังคับใช้กฎหมายตามปกติ
ในส่วนข้อห่วงใยในเรื่องของ Assumption หรือว่าสมมุติฐานที่เราได้นำ ตัวเลข ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทมา ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าเราใช้ฐานข้อมูลจาก ADB ครับ Asian Development Bank ซึ่งได้ให้ TA กับประเทศไทย Technical Assistance กับประเทศไทย โดยข้อมูลนี้มาจากระบบฐาน Orbix ซึ่งเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการจัดเก็บภาษี การเงินของบริษัททั่วโลก อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่เป็นฐานข้อมูลที่เรียกว่าใหญ่ที่สุด เราใช้ฐานข้อมูลนี้มาแล้วก็ดำเนินการในเรื่องของการทำ Simulation ซึ่งด้วยฐานข้อมูลนี้ และด้วยกลไกที่เราทำเรามีความเชื่อมั่นว่าตัวเลขนี้ค่อนข้างเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียง ผมก็คง ไม่ถึงขนาดจะมายืนตอบท่านแล้วก็สัญญากับท่านว่าสุดท้ายเราจะได้ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่ามันอาจจะกลายเป็น ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ได้ มันอาจจะกลายเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ได้ เพราะนี่ก็คือการประมาณการ แต่อย่างไรก็ตามมีความเชื่อมั่นได้ว่าฐานข้อมูลที่เราใช้ ในส่วนนี้เป็นจุดที่มีความมั่นคงแล้วก็เชื่อถือได้ ในส่วนของบริษัทข้ามชาติหลาย ๆ ประเภท ผมต้องเรียนอธิบายอย่างนี้ว่าบางท่านห่วงใยในเรื่องของบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มข้ามชาติ เอ่ยชื่อก็ได้อย่างเช่น Temu เป็นต้น เราก็เรียนด้วยความเคารพครับ เราเคยพูดคุยกันในสภา แห่งนี้ ผมเองเคยเป็นคนที่มาตอบในสภาแห่งนี้ด้วยว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลย แล้วก็เป็นห่วง อยู่ตลอดในเรื่องของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ที่มาทำธุรกรรมในประเทศไทยแล้วก็เกิดประโยชน์ โภคผล แต่ว่าคนไทยอาจจะไม่ได้รับประโยชน์นักและสินค้ากลับเข้ามาตีสินค้าไทย ซึ่งอันนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งเราคงจะใช้อีกเวทีหนึ่งในการมานั่งคุยกันว่ากลไกที่รัฐบาลใช้คืออะไรบ้าง เช่น กลไกในการที่เราจะใช้ Non-Tariff Barriers หรือว่าใช้กลไกทางด้านศุลกากร กลไก ทางด้านการตรวจคุณภาพสินค้า ต่าง ๆ เหล่านี้มีกลไกที่เราได้วางไว้แล้วและดำเนินการอยู่ แต่อย่างไรก็ตามในบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มเหล่านี้ที่ท่านเป็นห่วงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Meta หรือว่าเป็นเรื่องของ Temu ก็ตาม ผมเรียนอย่างนี้ว่าข้อตกลงระหว่างประเทศที่เราคุยกัน มันมีอยู่ ๒ แท่ง แท่งแรกคือ Pillar 1 แท่งที่ ๒ คือ Pillar 2 ที่เราคุยกันอยู่ Pillar 2 เป็นการ พูดถึงภาษีส่วนเพิ่มว่าบริษัทซึ่งมีการจดทะเบียนอยู่ในทั้ง ๒ ประเทศไม่สามารถที่จะ หลบเลี่ยงภาษีให้มันต่ำกว่า Global Minimum Tax คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ได้ อย่างไรก็ตาม อยู่ที่ใดที่หนึ่งต้องเสียให้ถึง ๑๕ Pillar 1 เป็นการพูดถึงเรื่องของ Profit Sharing ก็คือ การแบ่งปันผลกำไร หมายความว่าลักษณะของบริษัทที่เป็นแพลตฟอร์มที่ดำเนินกิจกรรม อยู่ในประเทศไทยอาจจะไม่ได้มีการจดทะเบียนบริษัทหรืออย่างไรก็ตาม สุดท้ายจะต้อง มีผลกำไรกลับมาแบ่งปันผลประโยชน์กลับมาที่ประเทศเราที่เป็นฐานที่มั่นที่เขาใช้ในการ ทำธุรกรรมแล้วก็ประกอบธุรกิจนี้กลับมาบางส่วน ซึ่ง Pillar 1 มันต่างกับ Pillar 2 ตรงนี้ครับ Pillar 2 สามารถดำเนินการได้ ภาษีส่วนเพิ่มนี้สามารถดำเนินการได้ โดยการออกกฎหมาย ในประเทศของประเทศต่าง ๆ เราก็ดำเนินการเช่นนี้ในวันนี้ แต่ในส่วนของ Pillar 1 ต้องมี ข้อตกลงและยุติร่วมกันระหว่างประเทศต่าง ๆ ซึ่งในขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนหลักคิดในเรื่อง ของ Pillar 1 อยู่ในขั้นตอนที่นานาประเทศกำลังเจรจาความกันเพื่อให้มันได้ข้อตกลงสรุปยุติ หากสรุปยุติเมื่อไรสุดท้ายก็จะมีกฎหมายออกมาอีก ๑ ฉบับ เพื่อที่จะสามารถดำเนินการ เก็บภาษีกับบริษัทลักษณะแพลตฟอร์มที่ข้ามชาติแล้วมาดำเนินธุรกรรมในประเทศไทย ได้ต่อไป ต้องเข้าใจว่าทั้ง ๒ แท่งมันสามารถจับเอาบริษัทที่ทำธุรกรรมข้ามชาติได้คนละกลุ่ม คนละประเภท แต่สุดท้ายถ้าทั้ง ๒ ข้อนี้ผ่านการดำเนินการในเรื่องของภาษีจะเกิด ประสิทธิภาพ แล้วก็จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยต่อไปนะครับ
ในส่วนของข้อห่วงใยอื่น ๆ ในเรื่องของการเตรียมการ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ขณะนี้ทางหน่วยงานเตรียมความพร้อมทุกอย่างนะครับ เราออกกฎหมายในช่วงปลายปี ที่ผ่านมา ขณะนี้ทางกรมสรรพากรเองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เตรียมออกกฎหมายลูก ระดับประกาศหรือว่าเป็นกฎกระทรวงอีก ๒๐ กว่าฉบับ เพื่อที่จะให้มันมาล้อกับเรื่องของ พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มนี้ แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องของการที่จะมอบคืนสิทธิประโยชน์ ให้กับบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ในบางประเด็นนะครับ
ประเด็นแรกเลยการที่เราจะออกเป็นกฎหมายมันติดขัดจริง ๆ ท่านศิริกัญญา บอกว่าเอ๊ะทำไมไปติดมาตรา ๓๕ ของ พ.ร.บ. วินัย หรือไม่ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ติดมาตรา ๒๕ มาตรา ๒๕ เป็นการพูดถึงในการเสนอกฎหมายให้หน่วยงานรัฐไม่ต้องนำเงินรายได้ส่งคลัง จะทำได้เฉพาะกรณีจำเป็นและเกิดประโยชน์ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ซึ่งตรงนี้เป็นข้อจำกัดที่อยู่ใน พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง ด้วยข้อจำกัดนี้สุดท้ายเราก็บอกว่า เอ๊ะเราจะหาวิธีการอย่างไร วันนี้เราคุยกันอย่างจริงจังในเรื่องของการออก QRTC หรือว่า เป็น Tax Credit นั่นล่ะ เป็น Qualified Refundable Tax Credits ซึ่งทางกรมสรรพากรเอง ก็รับหน้าที่มาพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น BOI ซึ่งก็มาในวันนี้ด้วยว่าสุดท้ายแล้ว ตัวนี้เราจะออกเป็นกฎหมายลักษณะใดและเป็นรูปแบบใดโดยเฉพาะ กำลังอยู่ในขั้นตอน ซึ่งเรารับทราบถึงประเด็นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนขณะนี้ เราจะเร่งทำให้เร็วที่สุดแล้วก็คงจะ เป็นพระราชบัญญัติแล้วกลับมาพูดคุยกันในสภาแห่งนี้ในเร็ววัน สุดท้ายนี้ต้องเรียน ด้วยความเคารพว่ารัฐบาลยืนยันว่าพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นกฎหมายที่มีความจำเป็น และจะเปลี่ยนโฉมประเทศไทยให้เป็นประเทศหนึ่งในประเทศแนวหน้าระดับโลก และเป็น ข้อผูกพันหนึ่งในการที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าร่วมกับการเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศที่อยู่ใน โออีซีดีด้วย เราก็เดินหน้าอย่างเต็มตัวเพื่อที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ และแน่นอนว่า ในเบื้องต้นเรามีความเชื่อมั่นว่าปี ๒๕๖๙ อย่างน้อยยังจะจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ไม่ต่ำกว่า ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้เป็นประโยชน์ที่เราเห็นได้ชัดอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็อยากจะขอความกรุณาจากท่านสมาชิกทุกท่านให้การสนับสนุน แล้วก็เห็นชอบกับ ร่างพระราชกำหนดที่รัฐบาลได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ ส่วนข้อห่วงใย และข้อสังเกตอื่นใด ผมในนามของตัวแทนรัฐบาลขอรับไว้แล้วก็จะไปดำเนินการให้เกิด ประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน