ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายสนับสนุนพระราชกำหนดจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากบริษัทข้ามชาติ โดยชี้แจงว่าสอดคล้องกับข้อตกลงสากล ไม่ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม ขณะเดียวกันช่วยเพิ่มรายได้รัฐ ลดการขาดดุล และเสริมสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก พร้อมเสนอให้ใช้รายได้จากการจัดเก็บภาษีนี้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจระยะยาว และผลักดันให้ไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนที่โปร่งใสและสอดคล้องมาตรฐานสากล โดยไม่ต้องพึ่งพาการลดภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนต่อไป
ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอใช้โอกาสนี้ ในการอภิปรายรับทราบและสนับสนุนพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ซึ่งถือเป็น ก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบฐานภาษีของประเทศไทยให้ทันสมัย และให้สอดคล้องกับ มาตรฐานของการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับสากลค่ะ โดยในส่วนแรกดิฉันอยากจะ ขออภิปรายถึงแนวคิดเบื้องหลังว่าเพราะเหตุใดประเทศไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องออกกฎหมายซึ่งเป็นพระราชกำหนดฉบับนี้มาบังคับใช้ แน่นอนว่าพระราชกำหนด ฉบับนี้เป็นผลมาจากการที่ประเทศไทยนั้นได้เข้าร่วมข้อตกลงกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการ ป้องกันการโยกย้ายฐานภาษีของกลุ่มบริษัทข้ามชาติขององค์กรเพื่อความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือที่เราเรียกกันว่าโออีซีดีนะคะ ซึ่งได้กำหนดให้ประเทศ สมาชิกต้องนำมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ หรือที่เราเรียกว่า Pillar 2 นั้นมาบังคับใช้ โดยให้ประเทศสมาชิกต้องเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำจำนวน ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ ๗๕๐ ล้านยูโรขึ้นไป โดยหลักคิด ของมาตรการนี้มีขึ้นก็เพื่อที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศในยุคโลกาภิวัตน์นะคะ ซึ่งเป็นยุคที่ระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกนั้น เชื่อมโยงกันจนแทบเรียกได้ว่าโลกทั้งใบนั้นมีตลาดเศรษฐกิจเดียวกันที่มีการเปิดเสรีทางด้าน การค้า แล้วก็การลงทุนนะคะ เกิดการเคลื่อนที่ของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากภาคเอกชน จากทั่วโลกไปยังประเทศต่าง ๆ ที่คาดว่าจะสามารถสร้างประโยชน์และผลกำไรให้มากที่สุด ส่งผลให้ที่ผ่านมาหลายประเทศได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีเพื่อดึงดูดเงินลงทุน แล้วก็ เม็ดเงินจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ให้เขามาลงทุนในประเทศของตัวเอง แต่มาตรการ ดังกล่าวกลับนำไปสู่ความได้เปรียบแล้วก็เสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างประเทศ เพราะ แต่ละประเทศต่างก็มีต้นทุนในด้านศักยภาพของการแข่งขันทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ ทางด้านทรัพยากรที่แตกต่างกัน ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับหัวใจของทุนนิยมตลาดเสรีที่ต้องการ ให้มีการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมมากที่สุด ด้วยเหตุนี้แนวคิดในการกำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ตามมาตรการของโออีซีดีนั้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกต้องปฏิบัติตามค่ะ จึงถือ เป็นมาตรการที่วางอยู่บนแนวความคิดที่ต้องการจะลดความได้เปรียบแล้วก็ความเสียเปรียบ ของประเทศต่าง ๆ ซึ่งเป็นผู้แข่งขันในตลาดโลกอันจะนำไปสู่การสร้างความเป็นธรรมในการ แข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ ของประเทศไทยนอกจากจะเป็นการปฏิบัติตามกติกาของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับ สากลแล้วที่เราได้เข้าเป็นสมาชิกเราก็ได้ยอมรับข้อตกลงเอาไว้ค่ะ มันยังเป็นการที่จะช่วย ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นธรรมมากขึ้นอีกด้วย ในส่วนที่ ๒ ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะอภิปรายเพื่อที่จะช่วยคลายความกังวลให้กับประชาชน แล้วก็ ภาคเอกชนจำนวนหนึ่งที่ได้แสดงความห่วงว่าพระราชกำหนดฉบับนี้มันจะสร้างผลกระทบ ต่อการทำมาหากินต่อสภาพเศรษฐกิจ แล้วก็การลงทุนของประเทศเราหรือไม่ ดิฉันอยากจะ ขออธิบายไปทีละประเด็นดังนี้ค่ะ
ประการแรก พระราชกำหนดฉบับนี้จะเป็นการสร้างภาระต่อการประกอบ ธุรกิจของประชาชนทั่วไปหรือไม่ ซึ่งหากเราดูจากหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ออกมาเราก็จะ เห็นว่าบริษัทที่จะถูกจัดเก็บภาษีนั้นจะต้องมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ๑. คือเป็นบริษัท ข้ามชาติขนาดใหญ่ ๒. ต้องมีรายได้มากกว่า ๗๕๐ ล้านยูโรขึ้นไป และ ๓. มีอัตราภาษี จ่ายจริงในปัจจุบันต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมันจะทำให้เห็นว่า จำนวนบริษัทในประเทศไทยที่จะเข้าเงื่อนไขนี้มีจำนวนไม่มาก จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อ ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ แต่อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้อง ป้องกันแล้วก็ช่วยบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดแก่ประชาชนทั่วไปให้เหลือน้อยที่สุดนะคะ เช่น กรณีว่าผู้ประกอบการบางส่วนอาจผลักภาระทางภาษีไปยังผู้บริโภค โดยการขึ้น ค่าสินค้าและค่าบริการ ดังนั้นรัฐบาลก็ควรที่จะมีมาตรการคู่ขนานอื่น ๆ มาเพื่อที่จะ ควบคุมดูแลไปด้วย
ประการที่ ๒ พระราชกำหนดฉบับนี้จะเป็นการลดขีดความสามารถในการ แข่งขันของประเทศหรือไม่ ซึ่งเมื่อเราไปดูประเทศคู่ค้าของไทยรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ แคนาดา ญี่ปุ่น ตุรกี นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เวียดนาม แล้วก็ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ต่างก็มีกฎหมายเพื่อจัดเก็บ ภาษีส่วนเพิ่มในรูปแบบเดียวกันกับพระราชกำหนดฉบับนี้นะคะ รวมทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย แล้วก็ฮ่องกงที่ก็จะมีการประกาศใช้ในปี ๒๕๖๘ นี้ด้วย ดังนั้นพระราชกำหนด ฉบับนี้มันจึงไม่ใช่เหตุปัจจัยที่จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง แล้วก็ไม่ได้ทำให้เราเสียเปรียบต่อประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ในทางกลับกันค่ะ การออกพระราชกำหนด ฉบับนี้มันจะเป็นการช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนว่า ประเทศไทยจะเป็นหมุดหมาย สำคัญของการลงทุน เพราะว่าเราสนับสนุนความเป็นธรรมในการแข่งขันด้านการค้าระหว่าง ประเทศ แล้วก็ปฏิรูประบบภาษีให้เป็นมาตรฐานที่สอดคล้องกับระดับสากล ซึ่งมันจะเป็น ปัจจัยหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทข้ามชาติอีกเป็นจำนวนมากนะคะ
ในส่วนสุดท้ายค่ะท่านประธาน พระราชกำหนดฉบับนี้นอกจากมันจะไม่ได้ สร้างผลกระทบที่น่ากังวลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนของไทยแล้ว ดิฉันยังเห็นว่า หากประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการการเก็บภาษีส่วนเพิ่มได้สำเร็จมันจะส่งผลดี ๒ ประการด้วยกันค่ะ
ประการแรก พระราชกำหนดฉบับนี้มันจะช่วยเพิ่มระดับการจัดเก็บรายได้ ของภาครัฐ แล้วก็จะช่วยลดปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่เรากำลังเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากประเทศไทยสามารถจัดเก็บภาษีจากกลุ่มบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นตาม กฎหมายฉบับนี้ได้ มีการประเมินว่าเบื้องต้นภาครัฐน่าจะสามารถจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี และการจัดเก็บภาษีนี้มันไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้กับ ประชาชนทั่วไปหรือว่าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง แต่ว่าจะช่วยทำให้รัฐบาลนำภาษี ที่เก็บเพิ่มขึ้นได้มาจัดทำเป็นนโยบายเพื่อที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ แล้วก็เพิ่ม ศักยภาพให้กับภาคเอกชนไทยได้มากขึ้น
ประการที่ ๒ พระราชกำหนดฉบับนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ในระยะยาว เพราะรายได้จำนวนมหาศาลที่รัฐจัดเก็บเพิ่มขึ้นจะถูกนำไปใช้ในโครงสร้าง พื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคม ด้านสาธารณสุข แล้วก็ ด้านการศึกษา ท่านประธานคะ เป็นที่ทราบกันดีว่าการพิจารณาถึงการลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ในปัจจุบัน แม้เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา แต่ว่ามันก็ไม่ได้ เป็นปัจจัยหลักเพียงเรื่องเดียวนะคะ มันยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พลังงานสะอาด หรือว่าประเทศนั้น ๆ มีข้อตกลงทางการค้ามากน้อยแค่ไหน นี่จึงเป็นโจทย์ที่ ท้าทายของประเทศไทยที่เราจะต้องหาทางดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศด้วยกลไก มาตรการแล้วก็เครื่องมืออื่น ๆ เพื่อมาทดแทนการให้สิทธิประโยชน์ในด้านภาษีแบบที่เรา เคยทำมาก่อนค่ะ เพราะการใช้วิธีการกำหนดอัตราภาษีบุคคลต่ำ ๆ หรือให้สิทธิประโยชน์ ทางด้านภาษีแบบเดิมนี้มันอาจจะดึงดูดนักลงทุนไม่ได้อีกต่อไปแล้วนะคะ ดังนั้น ในสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญกับทั้งโอกาสแล้วก็ความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน เป็นหน้าที่ของ รัฐบาลที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้าให้กลายเป็นประโยชน์กับ ประเทศไทยได้มากที่สุด และในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกมาตรการเพื่อที่จะป้องกัน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนคู่ขนานไปด้วยค่ะ ดิฉันจึงขอเห็นด้วยแล้วก็ สนับสนุนพระราชกำหนดฉบับนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ