สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๘ มกราคม ๒๕๖๘

เชิดชัย ตันติศิรินทร์ หารือเรื่องการเก็บภาษีของบริษัทนายทุนข้ามชาติ และสนับสนุนให้ใช้พระราชกำหนดฉบับนี้

รองศาสตราจารย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก. เรื่องภาษี ตามมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๒ พ.ร.ก. นี้มีผลเรียบร้อยเพราะว่ามีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ กำหนดว่า เพื่อประโยชน์อันที่จะรักษา ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับ เช่น พ.ร.บ. ก็ได้ แต่ท่านประธานครับ การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องนำแจ้งให้ทางสภาได้รับทราบ โดยไม่ชักช้า ถ้าปิดประชุมสภาก็อาจจะมีขอให้เปิดวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติ วันนี้ ทางรัฐบาลก็ได้ส่งมา ซึ่งอย่างไรก็มีผลตามกฎหมายเรียบร้อยครับ แต่จะทำต่อหรือเปล่าก็อยู่ที่ พวกเรา ผมขอสนับสนุนนะครับ เพราะว่าอะไรท่านประธานครับ เมืองไทยตอนนี้ไม่มีสตางค์ เก็บภาษีก็ไม่ตรงเป้า คนจนมันเยอะ แรงงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศก็เป็นแรงงานแฝง คนรวยก็พยายามจะมีช่องลดหย่อนภาษี หรือว่ามีส่วนลดบริจาคนั่นบริจาคนี่ ก็ไปลดฐานภาษี ลงไปอีก แล้วเราจะเก็บภาษีได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลก็มีมาตรการที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจเยอะแยะเต็มไปหมด อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการที่อยากจะได้ภาษี เข้ามานะครับ ซึ่งตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ ในโลกนี้เขานับถือ เคารพประเทศที่เป็น ประชาธิปไตย เมื่อเราเป็นประชาธิปไตยแล้วเราก็ควรจะทำตามมาตรการที่เขาทำกันครับ เรื่องเกี่ยวกับการเก็บภาษีของบริษัทนายทุนข้ามชาติเป็นเรื่องที่เรายังไม่มีกฎหมาย ต่างชาติ เขาทำมาแล้ว แต่เราก็ไม่น้อยหน้านะครับ เพราะว่าเราชอบประชาธิปไตย ต้องทัดเทียมเขา แล้วก็มีความเจริญทางเทคโนโลยี เขามีการตกลงเรียกว่าจะเก็บ Global Minimum Tax เรียบร้อย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพื่อที่จะได้มีที่เขาใช้คำว่า Erosion คือเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำให้เกิดการกัดกร่อนฐานภาษี Erosion ผมว่าฟัง ๆ แล้วก็ แปลกดี ซึ่งก็ถูกต้องครับ เพราะว่าเขาเสียไปแล้วเขาไปเสียภาษีให้เรา ท่านประธานครับ ผมดูในมาตรา ๒๖ ของพระราชกำหนดนี้ คนที่มีหน้าที่เสียภาษีเขาไม่ได้เก็บทุนเล็กทุนน้อย เรียกว่านายทุนใหญ่เลยก็แล้วกันครับ คือมีจำนวนเงินไม่น้อยกว่าจำนวนเงินตราไทย เทียบเท่า ๗๕๐ ล้านยูโรในอย่างน้อย ๒ รอบเวลาภาษี นี่ล่ะครับ แล้วการเก็บภาษีนี้ก็เป็นไป ตามมาตรฐานที่เขากำหนดกันก็คือมาตรา ๒๘ มีการคำนวณที่ถูกต้องที่เขาเรียกว่า Effective Tax Rate เพื่อจะมาใช้คำนวณว่าบริษัทนั้นควรจะต้องเสียภาษีเท่าไร ถ้าเราเก็บภาษีไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ก็เก็บเพิ่มได้ อันนี้เรียกว่าภาษีส่วนเพิ่ม ท่านประธานครับ จะเก็บเขาได้ต้องมีกฎหมาย ถ้าไม่มีกฎหมายก็เก็บไม่ได้ก็เป็นเถื่อน เมื่อเถื่อนเขาก็ไม่รับครับ เหมือนการรัฐประหารก็เถื่อน ๆ แต่พวกเราก็รับกันเองแต่ต่างชาติเขาไม่ค้าขายด้วย ดังนั้น การที่เราออกพระราชกำหนดนี้จึงเป็นการที่ทันต่อเวลานะครับ เพราะรอบภาษีแต่ละครั้งก็ใช้ สิ้นปีก็จะได้เก็บได้ทันที ซึ่งรัฐบาลก็มาเสนอในช่วงนี้ ท่านประธานครับ การเก็บภาษีไปแล้ว จริงอยู่เราพึ่งต่างชาติที่มาลงทุน แต่เมื่อเขาเสียภาษีแล้วถ้าเรามีการเก็บภาษีจะมีข้อกังวลว่า เขาจะย้ายไปลงทุนที่อื่นไหม ผมคิดง่าย ๆ ว่าถ้าประเทศเรานี้มีการพัฒนาเอาเงินที่เราเก็บได้ ประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่มีการสงสัยกันว่าจะทำอะไรนะครับ เอาไปปรับปรุง Infrastructure ไปปรับปรุงการศึกษาให้มหาวิทยาลัยได้มีการได้ทุนพัฒนา Skill ของ นักศึกษาที่จบมาเพื่อให้ตรงกับที่เขาต้องการนั้นก็จะเป็นทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งไปสนับสนุน พื้นฐานเรื่อง Environment เพื่อให้มีความน่าอยู่ขึ้น มีมลพิษน้อยลงต่าง ๆ ก็จะได้มี ประโยชน์เป็นในทางอ้อม ซึ่งคล้าย ๆ กับ Sin Tax ที่เราเคยเก็บภาษีบาป แล้วเราก็มาใช้ ในการรณรงค์รักษาสุขภาพหรือดูแลในภาพรวมทั้งหมด อันนี้ผมคิดว่านักลงทุนถ้าเห็น บรรยากาศเป็นประชาธิปไตย มี Infrastructure ที่ดีพร้อม มีแรงงานที่มี Skill สูงเขาก็พอ รับได้ที่จะมาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะประเทศไทยอุปนิสัยคนยิ้มแย้มพูดง่าย ซื่อสัตย์ อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนรับรองพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบคุณครับ