จุลพงศ์ ตั้งคำถามความชัดเจนภาษี-ขัดแย้งรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๘ มกราคม ๒๕๖๘

จุลพงศ์ อยู่เกษ หารือเกี่ยวกับพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มปี 2567 โดยตั้งข้อสังเกตถึงการขาดแผนรองรับผลกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ความไม่ชัดเจนในการบูรณาการกับกฎหมายส่งเสริมการลงทุนและการจัดสรรรายได้ภาษี พร้อมตั้งคำถามถึงความขัดแย้งระหว่างมาตรา 23 ของพระราชกำหนดกับรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในแง่การตีความกฎหมายและภาระการพิสูจน์ในคดีอาญา รวมถึงความรอบคอบของรัฐบาลในการออกกฎหมายที่อาจกระทบต่ออำนาจศาลและสิทธิของภาคเอกชน และได้ขอให้เปิดคลิปประกอบการอภิปรายในที่ประชุมเพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนนะครับ ผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายพระราชกำหนดฉบับนี้นะครับ แต่ก่อนอื่นผมขอชมเชย ข้าราชการที่ร่างพระราชกำหนดฉบับนี้ที่ส่วนใหญ่มาจากสมการคณิตศาสตร์ทางบัญชี และภาษีนะครับ ให้ออกมาเป็นตัวหนังสือตามที่ปรากฏในตัวบทพระราชกำหนดฉบับนี้ ไม่ใช่ เรื่องง่ายครับ คือไม่ว่าจะการถอดสมการภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศที่จัดเก็บภาษีต่ำ หรือเรียกว่า Jurisdiction Top up Tax หรือไม่ว่าจะเป็นการถอดสมการภาษีส่วนเพิ่ม คงเหลือในประเทศไทยที่ได้รับปันส่วนออกมาเป็นตัวหนังสือต้องขอชมเชย แต่ข้อท้วงติง นิดเดียวครับเรื่องคำจำกัดความ ๓ คำจำกัดความของนิติบุคคล ผมอ่านไม่น้อยกว่า ๕ รอบ จนกว่าจะเข้าใจนะครับ อย่างไรก็ตามผมขออภิปรายในเรื่องแผนการรองรับผลกระทบ ที่เกิดจากการออกพระราชกำหนดฉบับนี้ อย่าเพิ่งขึ้นสไลด์นะครับ ยังไม่ต้องขึ้นสไลด์ การที่รัฐบาลเลือกใช้ช่องทางการออกพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ ของรัฐบาลในครั้งนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลยังขาดการวางแผน การทำงานโดยองค์รวมในด้านการรองรับถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการลงทุนจากต่างประเทศ โดยผมจะขออนุญาตอภิปรายให้เหตุผลดังต่อไปนี้ครับ ในปัจจุบันบริษัททั่วไปในประเทศไทยเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๒๐ แต่ยังมี บริษัทบางประเภทที่เป็นบริษัทข้ามชาติที่รัฐบาลชักชวนเข้าไปลงทุนในประเทศไทย และ ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือ BOI โดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เลยนะครับ คือเรียกว่าเสียภาษีร้อยละ ๐ หลังจาก ที่พระราชกำหนดฉบับนี้ใช้บังคับ คือตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคมที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยยอมรับ มาตรฐานที่สรุปเรียกว่า Global Minimum Tax ที่เก็บภาษีนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มา ลงทุนในประเทศไทยในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๑๕ ดังนั้นจึงเกิดคำถามครับ บริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยและ BOI ให้การส่งเสริม การลงทุน โดยได้รับการยกเว้นภาษีนิติบุคคลคือเสียภาษีนิติบุคคลในอัตราร้อยละ ๐ จะเกิดผลกระทบกับเขาอย่างไรครับ เพราะต่อไปนี้บริษัทนิติบุคคลพวกนี้จะต้องเสียภาษี ต่ำสุดร้อยละ ๑๕ รัฐบาลจะชดเชยให้เขาอย่างไรครับ เพราะเดิมเขาไม่เสียภาษีเพราะได้รับ การส่งเสริมการลงทุน ตอนนี้กลับต้องมาเสียภาษี และบริษัทข้ามชาติที่ยังไม่ลงทุนจะชะงัก ไหมครับ เพราะเขาไม่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีต่อไปแล้วจากผลที่พระราชกำหนดฉบับนี้ ใช้บังคับ เดิมทีเดียวรัฐบาลบอกว่าจะแก้กฎหมาย BOI นะครับ โดยออกพระราชกำหนด ไปพร้อม ๆ กันเพื่อชดเชยให้บริษัทข้ามชาติเหล่านี้และนำเงินจากภาษีส่วนเพิ่มเข้ากองทุน ส่งเสริมการแข่งขัน ครม. เห็นชอบในพระราชกำหนด ๒ ฉบับ คือพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่และพระราชกำหนดกำหนดการแก้ไขพระราชบัญญัติการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยรัฐบาลอ้างว่า จะนำเงินภาษีที่รัฐบาลได้รับมาเข้ากองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ทำไมจึงมีการออกพระราชกำหนดที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ฉบับนี้ฉบับเดียวครับ ผมขอตั้งคำถามถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ถ้าพระราชกำหนดการออก พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกาศใช้แล้วทำไมจึงไม่เอาเข้ามาอนุมัติในสภาแห่งนี้ตามรัฐธรรมนูญหรือรัฐบาลจะเอาเงิน หมื่นกว่าล้านที่อ้างว่าได้จากภาษีส่วนเพิ่มเอาไปใช้อย่างอื่นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในปัจจุบันประเทศไทยไม่มีความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในเรื่องการดึงดูดการลงทุน จากต่างประเทศได้อีกต่อไป เพราะเรามีปัญหาเรื่องการศึกษาครับ เราขาดแคลนแรงงานที่มี ทักษะทางภาษาต่างประเทศและด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า STEM ประเทศคู่แข่ง เช่น มาเลเซีย เวียดนาม จึงดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติ ขนาดใหญ่จากประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Microsoft NVIDIA หรือ Google ใครเขาจะสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยอีกต่อไปครับ บริษัทข้ามชาตินี้เขาไม่ได้ลงทุนในประเทศไทยเพราะเรามีอาหารอร่อย ผู้คนยิ้มแย้ม ชายหาด สวยงามตามที่คนในรัฐบาลชอบออกมาพูดนะครับ จากนี้ไปภาระการดึงนักลงทุนบริษัท ข้ามชาติขนาดใหญ่จากต่างประเทศจะตกเป็นภาระหนักของ BOI เพราะการทำงานของ รัฐบาลที่ไม่มีแผนการรองรับผลกระทบล่วงหน้า ผมจึงขอตั้งคำถามเหมือนกับเพื่อนสมาชิก จากพรรคประชาชนว่ารัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไรครับ ขอขึ้นสไลด์หน้าที่ ๒ นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ขยายนิดหนึ่งได้ไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สิงคโปร์กับมาเลเซียได้ตกลงกัน ๒-๓ วันก่อนตั้ง Special Economic Zone แล้วท่านเห็นในรูปนี้ไหมครับ ท่านเห็นในรูปถึงการแข่งขันจากประเทศ เหล่านี้ไหมครับ พูดถึงการศึกษามีอยู่หลายจุดครับ มีเรื่องไหนที่เรามีแล้วเขาไม่มี แม้กระทั่ง การท่องเที่ยว แล้วเราจะไปแข่งขันอย่างไรในสภาพการณ์ที่เราขาดแคลนบุคลากร ในสภาพการณ์ที่การบังคับใช้กฎหมายของเราดูอ่อนแอ อีกประเด็นเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ผมอาจจะคิดมากไปนะครับ ตามมาตรา ๒๓ ของพระราชกำหนด ฝากตัวแทนจากกฤษฎีกา ชี้แจงด้วย มาตรา ๒๓ ของพระราชกำหนดบัญญัติว่า กรณีที่เกิดปัญหาการตีความตาม บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ให้ตีความโดยคำนึงถึงเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนภาษีระหว่างประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ เราทุกคน ในที่นี้ทราบว่าองค์การที่ใช้และตีความกฎหมายในประเทศไทยคือศาลเท่านั้น เพราะตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าการพิจารณาอรรถคดีศาลต้องดำเนินการ ให้เป็นไปตามกฎหมาย ผมขอเวลาอีกนิดนะครับ และปรมาจารย์ทางกฎหมายได้บอกว่า กฎหมายนี้คือกฎหมายภายในของประเทศไทย และ พ.ร.ก. นี้มีโทษทางอาญากำหนดไว้ด้วย ผมถามนิดหนึ่งครับมาตรการตามมาตรา ๒๓ ที่ท่านอ้างถึงนี้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ หรือเปล่าครับ แล้วท่านจะให้ศาลไทยไปใช้มาตรการ ซึ่งแม้แต่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ใช่ นี่เป็นภาระของใครที่จะต้องพิสูจน์ในเรื่องนี้ กรณีที่เอกชนมาฟ้องในคดีอาญาภาระการพิสูจน์ อยู่ที่เอกชน ภาระเอกชนเขาต้องไปพิสูจน์เรื่องมาตรการเหล่านี้หรือครับ ผมจึงเห็นว่า มาตรา ๒๓ ของพระราชกำหนดฉบับนี้มีปัญหากับการขัดรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยื่น พ.ร.ก. นี้ ตามมาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่งกับวรรคสอง ถ้าผมอ่านภาพรวม ท่านลืมไปหรือเปล่าครับ มาตรา ๑๗๓ เปิดโอกาสให้มีการยื่นตีความได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคหนึ่ง สรุปแล้วขอย้ำอีกทีว่าผมไม่คัดค้านเนื้อหาของตัวพระราชกำหนดฉบับนี้ แต่ผมคัดค้านและ ตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการทำงานของรัฐบาล ผมตั้งคำถามเกี่ยวกับความรอบคอบของ การตีความพระราชกำหนดฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน