ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยเน้นความจำเป็นในการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ปรับระบบภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพื่อผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นสมาชิกโออีซีดี พร้อมย้ำว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อนิติบุคคลทั่วไป แต่เน้นเฉพาะกลุ่มข้ามชาติขนาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ ป้องกันการเลี่ยงภาษี และเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศในเวทีโลก
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉัน นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอร่วมอภิปรายในการสนับสนุนวาระพิจารณาร่างพระราชกำหนด ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ท่านประธานที่เคารพคะ แม้ขณะนี้พระราชกำหนดฉบับนี้ คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ และมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ แต่ดิฉันขอร่วมเป็นอีก ๑ เสียงที่จะยืนยันว่าพระราชกำหนด ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ มีความเร่งด่วนที่สุด ไม่ใช่เพื่อประเทศชาติเพียงอย่างเดียวค่ะ แต่เพื่อพี่น้องประชาชนที่เป็นหัวใจของรัฐบาลเพื่อไทย เพราะพระราชกำหนดฉบับนี้จะทำให้ ประเทศไทยสามารถรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษี มาตรการการป้องกันและการกัดกร่อนฐาน ภาษีระหว่างประเทศ ถ้าดิฉันจะกล่าวให้เห็นภาพก็คือพระราชกำหนดฉบับนี้คือประการเหล็ก ที่รัฐบาลจะจัดตั้งเพื่อรักษาระบบภาษีของเราจากปัจจัยภายนอก เพื่อรักษาผลประโยชน์ แห่งชาติและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐบาลต้องทำ ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แถลงต่อรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ สอดคล้องกันอย่างไรคะ วันนี้ดิฉันขอมาขยายความ ให้ชัดเจนให้เห็นภาพกันยิ่งขึ้น พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ จะกระทบภาษี เงินได้นิติบุคคลทั่วไปร้อยละ ๑๕ หรือไม่ คำตอบคือไม่นะคะ เพราะพระราชกำหนดฉบับนี้ กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ลำดับ สูงสุดไม่น้อยกว่า ๗๕๐ ล้านยูโรต้องเสียภาษีที่แท้จริงในอัตราร้อยละ ๑๕ ถามว่าทำไมต้อง ร้อยละ ๑๕ ตัวเลขนี้รัฐบาลไม่ได้คิดขึ้นมาลอย ๆ นะคะ แต่ได้คำนวณมาจากผลรวมของภาษี ที่อยู่ในขอบข่ายภายหลังการปรับปรุงของนิติบุคคลในเครือแต่ละรายในส่วนประกอบกิจการ ในประเทศ แล้วก็หารด้วยเงินรวมสุทธิของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติในส่วนที่ประกอบกิจการ ในประเทศไทยค่ะ นอกจากนี้อัตราร้อยละ ๑๕ ยังเป็นผลมาจากความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ ของภาคีสมาชิกโออีซีดีด้วยค่ะ ซึ่งมีมากกว่า ๑๔๐ ประเทศและเขตเศรษฐกิจ รวมถึงประเทศไทยเราด้วย สรรพากรจึงได้ยกร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ตามตัวแบบคำอธิบายและแนวปฏิบัติของโออีซีดีที่จัดทำขึ้นค่ะ ดิฉันจึงยืนยันได้เลยว่า ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ ในการจัดเก็บภาษีตรงนี้ รัฐบาลกำลังทำให้ประเทศไทยของเราสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากลตามนานา อารยประเทศค่ะ ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ นี้ค่ะท่านประธาน จึงเป็น การปูทางการเข้าสู่การเป็นสมาชิกโออีซีดีอีกขั้นหนึ่งด้วย และที่สำคัญยิ่งเพราะการเข้าเป็น สมาชิกโออีซีดีของไทยจะมีส่วนช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เหมาะสมและยั่งยืนกับการลงทุนให้มีคุณภาพสูงขึ้น และยัง ยกระดับมาตรฐานในด้านต่าง ๆ เช่น เรื่องของธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของไทยในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ร่วมกับประเทศสมาชิกโออีซีดีต่อไปค่ะ เป็นการเปิดประตูเชื่อมไทยสู่โลกตามเป้าหมายของ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ค่ะ และนี่คือผลประโยชน์ระยะยาวที่ไทยจะได้รับ จากการตราพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปค่ะ ผลประโยชน์ระยะใกล้ที่เราจะได้รับตรงหน้านี่ค่ะท่านประธาน ประชาชนจะได้รับทันทีจาก การบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างน้อย ๆ มี ๓ เรื่องด้วยกันค่ะท่านประธาน
ข้อแรก ประเทศไทยจะได้รายได้ภาษีเพิ่ม และสามารถรักษาสิทธิการจัดเก็บ ภาษีในฐานะประเทศแหล่งเงินได้ตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ โดยคาดว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่เพื่อนสมาชิกหลายคน ได้อภิปรายในที่นี้นะคะ นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีส่วนนี้ยังเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะใช้ ขับเคลื่อนในการพัฒนาด้านต่าง ๆ และส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชนต่อไปค่ะ
ข้อที่ ๒ ที่เราจะได้อย่างแน่นอนก็คือการกัดกร่อนฐานภาษีและการถ่ายโอน กำไรของนิติบุคคลข้ามชาติจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญค่ะ ความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ จึงเพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงที่ไทยจะถูกจัดอยู่ในบัญชีดำ หรือประเทศที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ คือแหล่งการฟอกเงินหรือการเลี่ยงภาษี และในทางกลับกันพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ จะช่วยให้ไทยยังคงสถานะเป็นประเทศที่มีระบบภาษีที่โปร่งใสและได้รับการ ยอมรับในเวทีโลก
ข้อที่ ๓ การแข่งขันมาตรการทางภาษีเงินได้นิติบุคคลระหว่างประเทศลดลง อย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยจึงสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันควบคู่ไปกับความ ยั่งยืนทางการคลัง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนและหน่วยงานระหว่างประเทศ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่เห็นคุณค่าของหลักการจัดเก็บภาษีตามพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ เท่านั้น แต่หลาย ๆ ประเทศในยุโรปที่พูดไปไม่ว่าจะเป็นฝรั่งเศส เยอรมนี สหราชอาณาจักร หรือแม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ได้เริ่มทำกฎหมายฉบับนี้แล้ว ทั้งหมดนี้จึงเห็น ได้ว่าโลกกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันค่ะท่านประธาน พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ จะทำให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนเป็นไปตามมาตรฐานการจัดเก็บภาษีโลก ดิฉันจึงขอเป็นส่วนหนึ่งและเป็นอีก ๑ เสียงที่จะผลักดันให้ทุกท่านร่วมกันสนับสนุน พระราชกำหนดฉบับนี้เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปอีกขั้นสำหรับความก้าวหน้าทางระบบภาษี ทัดเทียมนานาอารยประเทศต่อไปขอบคุณค่ะท่านประธาน