ศิริกัญญา ตันสกุล หารือร่าง พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่จำเป็นในการใช้ พ.ร.ก. แทน พ.ร.บ. พร้อมแสดงความกังวลต่อความแตกต่างของเนื้อหาร่างกฎหมายกับที่เคยเปิดเผย และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณจากภาษีเข้ากองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเรียกร้องให้มีแผนชัดเจนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเชื่อมโยงแนวทางการเก็บภาษีกับมาตรฐานของโออีซีดี
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็จะขอ มีส่วนร่วมในการอภิปรายนะคะตัว พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ จริง ๆ ดิฉันเอง ก็ติดตามเรื่องของการที่จะมีกฎหมายเกี่ยวกับภาษีส่วนเพิ่มมาโดยตลอดนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราไม่ได้เห็นตัวร่างกฎหมายนี้ในตอนที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาครั้งแรกนะคะ จริง ๆ แล้วได้มีการยื่นตัวร่าง พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่มให้เข้าสู่การพิจารณา แล้วก็มีการรับฟัง ความคิดเห็นมาตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม ปี ๒๕๖๗ ด้วยความที่เรารู้ล่วงหน้ากันอยู่แล้ว ว่าจำเป็นที่จะต้องมีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ ดังนั้นเหตุผลและความจำเป็นที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวถึงว่าเราจำเป็นที่จะต้องออกเป็น พ.ร.ก. นั้นดิฉันยังคิดว่าฟังไม่ขึ้นนะคะว่ามันมีความฉุกเฉิน ทั้ง ๆ ที่ตัวร่าง พ.ร.บ. ก็เคยมีการ พิจารณาออกสู่สาธารณะไปเรียบร้อยแล้ว จริง ๆ ควรจะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา ไปตามขั้นตอนนะคะ แต่ว่าก็ต้องขอติติงในเรื่องนี้เอาไว้ก่อนนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามร่างที่มี การปรากฏก่อนหน้าตอนที่เป็น พ.ร.บ. ก็มีความแตกต่างจากตัวร่าง พ.ร.ก. ที่ได้มีการ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเดี๋ยวจะมีการพูดคุยกันในขั้นต่อไปนะคะ
สำหรับการเก็บภาษีส่วนเพิ่มในครั้งนี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะคะ ว่าจำเป็นที่จะต้องมีการทำ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเราจะต้องการที่จะเข้าสู่การเป็นภาคีของโออีซีดี แล้วก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามต่าง ๆ แต่ว่าภาคีนี้เราได้เข้าร่วมมาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ แล้วก็เป็นความพยายามที่จะมีการปฏิรูปภาษีในระดับโลก ระดับระหว่างประเทศ เพื่อให้ ไม่ต้องมีการที่จะแข่งกันเพื่อที่จะดึงดูดนักลงทุนด้วยการลดภาษีกันจนกลายเป็นสถานการณ์ ที่เรียกว่า แข่งกันวิ่งลงเหวหรือว่า Race To The Bottom ทุก ๆ ประเทศต่างก็พยายาม ที่จะตัดภาษีของตัวเองให้น้อยลงเรื่อย ๆ ยืดระยะเวลาของการมีการยกเว้นภาษีหรือว่า Tax Holiday ยาวออกไปเรื่อย ๆ โดยที่อาจจะไม่ได้มาโฟกัสที่การพัฒนาความสามารถ ในการแข่งขันที่แท้จริงที่ไม่ใช่เรื่องของการแข่งกันลดภาษีนะคะ ดังนั้นการที่โออีซีดีมี Initiative มีความริเริ่มในเรื่องนี้ว่าเราจะไม่จัดเก็บภาษีให้ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่เป็น Rate เดียวกันทั่วโลกดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องดีนะคะ ถึงแม้ว่าผลประโยชน์ของการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ประเทศไทยที่จะได้ภาษีเพิ่มเป็นหลัก แต่ว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นประเทศในกลุ่มที่มีรายได้สูงอยู่แล้วที่จะได้เป็นหลัก แต่ว่าจะช่วยทำให้เราไม่จำเป็น ที่จะต้องแข่งกันลดภาษีอีกต่อไปนะคะ แน่นอนว่าภาษีเงินได้ที่เราจะจัดเก็บได้จากตรงนี้ก็จะ เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ แต่ว่าปัญหามันอยู่ตรงนี้ค่ะท่านประธาน ตอนที่รัฐบาลจะนำ พ.ร.ก. เข้าสู่ การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีนี่มีข่าวออกมาตั้งแต่วันที่ ๑๑ ธันวาคมว่าจะมีตัว พ.ร.ก. ทั้งหมด ๒ ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ฉบับแรกก็คือตัวร่าง พ.ร.ก. ภาษี ส่วนเพิ่มที่เรากำลังคุยกันอยู่ตอนนี้ และอีกร่างหนึ่งเป็นร่างพระราชกำหนดแก้ไข พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรม เป้าหมาย แต่ว่าขาออกค่ะท่านประธานทราบไหมคะว่ามันออกมาแค่ฉบับเดียวก็คือ ฉบับ พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่มนะคะ ในส่วนที่มีความแตกต่างกันของ พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม กับร่าง พ.ร.ก. ภาษีส่วนเพิ่ม ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งก็คือว่ามันเคยมีถ้อยคำที่ระบุว่าภาษี ที่เก็บได้ส่วนเพิ่มจะถูกจัดเก็บเข้ากองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตาม พ.ร.บ. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ข้อความส่วนนั้นก็หายไปด้วย ก่อนหน้านี้มีความ เข้าใจมาโดยตลอดว่าภาษีส่วนเพิ่มนี้จะถูกจัดเก็บแบ่ง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าสู่กองทุนเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันนะคะ ดิฉันก็เลยเดาว่านะคะ เพราะไม่มีใครเห็นตัวร่าง พ.ร.ก. แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. เพิ่มขีดว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วก็เดาว่าน่าจะเป็นในส่วนที่จะทำให้ เราสามารถที่จะจัดสรรภาษีเข้ากองทุนได้นะคะ ในส่วนตรงนั้นก็เลยหายไปเลยจากการที่เรา ไม่ได้มี พ.ร.ก. อีกฉบับออกมา สืบเสาะหาเหตุผลก็ได้ความว่าไม่สามารถทำได้เนื่องจากว่าผิด พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง เดาว่าน่าจะเป็นมาตรา ๓๕ ใช่หรือไม่ที่กล่าวว่าการกันเงินรายได้ ให้หน่วยงานของรัฐนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานนั้นเป็นการเฉพาะจะกระทำมิได้ แต่ก็ยังไม่เข้าใจค่ะ เพราะว่าในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๓๕ ก็บอกว่า เว้นแต่จะอาศัยอำนาจ ตามกฎหมาย ซึ่งถ้ามีการตรากฎหมายอนุญาตให้มีการทำอย่างนี้เรียกว่า Earmark ใช่ไหมคะ การทำ Earmark แบบนี้มันก็น่าจะสามารถที่จะทำได้เช่นเดียวกันก็อยากจะสอบถามไปยัง ท่านรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงเรื่องนี้ว่าทำไมเข้า ๒ ถึงได้ออกมาแค่ ๑ นะคะ แล้วพอกฎหมายไม่ชัดเจนแบบนี้สิ่งที่เราคาดว่ามันจะกลายมาเป็นมาตรการที่จะรองรับ เยียวยานักลงทุนที่อาจจะไม่มั่นใจว่าเขาจะมีมาตรการอื่น ๆ ที่จะใช้ในการที่จะดึงดูดพวกเขา เหล่านั้นยังอยู่หรือไม่ ก็เลยทำให้เกิดความตื่นตระหนกแล้วก็วิตกกังวลตามมานะคะ ถ้าเรา จะเห็นว่าการเปิดปีใหม่มาสำหรับตลาดหุ้นเราก็พบว่ามีหุ้นหลายตัวในตลาดหลักทรัพย์ที่มี นักลงทุนที่มีความกังวลว่าอาจจำเป็นที่จะต้องเสียภาษีเพิ่มในจำนวนมากนะคะ แล้วอาจจะไม่ได้มีมาตรการอื่น ๆ ที่จะมาคงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีให้กับพวกเขาไว้ ด้วยนะคะ ก็ทำให้มีหุ้นหลายตัวที่เข้าข่ายว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่มีรายได้เกิน ๗๕๐ ล้านยูโร หรือว่า ๒๘,๐๐๐ ล้านบาท ได้รับผลกระทบมีราคาที่ตกลงเป็นจำนวนมาก ตรงนี้ล่ะค่ะที่เป็น ความไม่ชัดเจนที่อยากจะสอบถามว่าสุดท้ายท้ายที่สุดถึงแม้ว่ากฎหมายจะกระทำไม่ได้ แต่เราก็ควรจะต้องมีการแถลงแผนที่จะรองรับในส่วนนี้นะคะ เข้าใจดีว่าสุดท้ายก็คงจะใช้เงิน ในกองทุนเพิ่มขีดนั่นล่ะ แต่ว่าได้มีการวางแผนไว้หรือไม่ว่าจะมีการจัดสรรงบประมาณ ในกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นเม็ดเงินเท่าไรเพื่อที่จะชดเชยกับภาษี ส่วนเพิ่มที่มันจะต้องมาเป็นภาระของบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย มาตรการ แบบนี้ในหลายประเทศที่เขาก็ประกาศใช้ภาษีส่วนเพิ่มอย่างเรา อย่างเช่น สิงคโปร์เขาก็มีการ เตรียมการไว้นะคะ อย่างเช่นสิงคโปร์ก็มีมาตรการ Refundable Investment Credit ก็คือ เป็นเครดิตภาษีประเภทหนึ่งสำหรับการที่หักไว้สำหรับส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุน ของประเทศไทยได้มีการเตรียมการไว้หรือไม่ แล้วเรายังจะสามารถคงความสามารถในการ แข่งขันในการดึงดูดนักลงทุนเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศไว้ได้อย่างไร แผนงานเหล่านี้ดิฉัน อาจจะรอฟังวันนี้ก็ได้ แต่สิ่งที่ท่านควรทำก็คือประกาศต่อสาธารณะไปตั้งแต่เมื่ออาทิตย์ ที่แล้วที่ได้มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ให้มีผลใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม เพื่อทำให้ นักลงทุนคลายกังวล วางแผนการลงทุนได้แม่นยำ แล้วก็ไม่หนีไปจากประเทศไทย แล้วก็ ขนเงินไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีการเตรียมความพร้อมดีกว่าประเทศเราค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน