จุลพันธ์ แจงจำเป็นใช้พระราชกำหนดเก็บภาษีส่วนเพิ่มปี 67

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๘ มกราคม ๒๕๖๘

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ชี้แจงการประกาศใช้ร่างพระราชกำหนดการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. 2567 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 โดยอธิบายถึงความจำเป็นเร่งด่วนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศจากการเสียภาษีข้ามชาติ พร้อมย้ำความสอดคล้องกับแนวทางสากลภายใต้ข้อตกลงโออีซีดีและมาตรการ Global Minimum Tax เพื่อป้องกันการถ่ายโอนกำไรของบริษัทข้ามชาติและรัฐบาลจะเสนอให้รัฐสภารับรองตามขั้นตอนต่อไป

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่า วันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติหลักการ ร่างพระราชกำหนดการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. .... ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมาย ขึ้นทูลเกล้าเพื่อลงพระปรมาภิไธยและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๗ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๖๘ เป็นต้นไป ท่านประธานที่เคารพครับ โดยที่บทบัญญัติตามมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติว่า ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์ จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ และในการประชุมรัฐสภา คราวต่อไป ให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า ในโอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจน สาระสำคัญของร่างพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พุทธศักราช ๒๕๖๗ โดยสรุปดังนี้ครับ

เหตุผลและความจำเป็น มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่าง ประเทศ Global Anti-Base Erosion Rules ซึ่งแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่าง ภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและ การโอนกำไร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ขนาดใหญ่ จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิ จัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่าภาษีส่วนเพิ่ม Top Up Tax แทนได้ ซึ่งปัจจุบัน หลายประเทศมีมาตรการในการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่ม ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และเป็นการรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษี ส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคำนวณภาษีส่วนเพิ่มตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในการ ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ สาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ครับ

๑. กำหนดให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทย ไม่ว่ากลุ่ม นิติบุคคลข้ามชาติของไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ หรือกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติของ ต่างประเทศที่ลงทุนในประเทศไทย ที่มีรายได้ตามงบการเงินรวมของบริษัทแม่ ลำดับสูงสุด ไม่น้อยกว่า ๗๕๐ ล้านยูโร อย่างน้อย ๒ ใน ๔ รอบระยะเวลาบัญชีก่อนหน้าที่พิจารณาหน้าที่ ในการเสียภาษีส่วนเพิ่มจะต้องเสียภาษีในอัตราภาษีที่แท้จริง ร้อยละ ๑๕

๒. กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีส่วนเพิ่มจะต้องแจ้งข้อมูลยื่นรายงาน GloBE Information Return และยื่นแบบแสดงรายการพร้อมทั้งชำระภาษีส่วนเพิ่มภายใน ๑๕ เดือนนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่ม นิติบุคคลข้ามชาติ อย่างไรก็ดีหากเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรกของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ที่อยู่ในบังคับต้องปฏิบัติตามกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มให้ขยายเวลาเป็น ๑๘ เดือนนับตั้งแต่ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีของนิติบุคคลแม่ลำดับสูงสุดของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติ ทั้งนี้พระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นไปตามแนวทางมาตรการมาตรฐานที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาโออีซีดีจัดทำขึ้น จากการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของประเทศไทยจึงเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับ การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีส่วนเพิ่มของนานาประเทศ ท่านประธานครับ ผมขออธิบาย เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของความเป็นมาและความจำเป็นที่ต้องตราพระราชกำหนดนี้ กล่าวคือ

๑. ที่ผ่านมานานาประเทศมีการแข่งขันกันให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยการ ลดหรือยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งทำให้กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติถ่ายโอนกำไรไปยัง ประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ โดยที่ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ หรือมีกิจกรรม ทางเศรษฐกิจในประเทศนั้น ๆ น้อย อันกระทบกับความยั่งยืนทางการคลังของประเทศ ต่าง ๆ

๒. เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๔ ที่ประชุมโออีซีดีซึ่งไทยเป็นสมาชิกได้มีมติ เห็นชอบแนวทาง Two Pillar Solution เพื่อจัดการกับความท้าทายทางภาษีที่เกิดขึ้น ของโลก โดยแบ่งเป็น Pillar 1 ซึ่งเป็นการจัดสรรสิทธิการจัดเก็บภาษีให้กับประเทศที่ กลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ และพิจารณา Pillar 2 หรือ Global Minimum Tax ซึ่งเป็นการกำหนดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำของกลุ่มนิติบุคคล ข้ามชาติที่อัตราร้อยละ ๑๕

๓. ประเทศที่ต้องการจัดเก็บภาษีขั้นต่ำตามมาตรการ Global Minimum Tax สามารถดำเนินการได้โดยการออกกฎหมายภายในของประเทศตน ซึ่ง Inclusive Framework ได้จัดทำกฎเกณฑ์ที่เรียกว่ามาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่าง ประเทศ เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการอย่างสอดคล้องแล้วมีการประสานงานกัน โดยกฎหมายของทุกประเทศจะเป็นไปตาม GLOBE Rules ทั้งสิ้น ประเทศสมาชิก Inclusive Framework จะนำ GLOBE Rules ไปใช้หรือไม่ก็ได้ แต่หากไม่นำไปใช้จะต้องยอมรับการใช้ GLOBE Rules ของประเทศสมาชิกอื่น ๆ ประเทศที่ไม่ออกกฎหมายเพื่อนำไปใช้จึงจะ เสียสิทธิในการจัดเก็บภาษีให้กับประเทศที่นำไปใช้

๔. ปัจจุบันไม่ว่ากลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติไปลงทุนในประเทศใดก็จะอยู่ภายใต้ มาตรการ Global Minimum Tax เพราะมีประเทศที่ตกลงจะดำเนินการมาตรการนี้แล้ว รวมทั้งสิ้น ๑๔๒ ประเทศ

๕. ประเทศที่มีกฎหมายบังคับ ใช้ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชี ปี ๒๕๖๗ มี ๒๘ ประเทศ เช่น กรีซ เกาหลีใต้ แคนาดา ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ตุรกี เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ เยอรมัน สเปน สวีเดน สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย อิตาลี ไอร์แลนด์ เวียดนาม และประเทศที่คาดว่าจะมีกฎหมายบังคับใช้ตั้งแต่รอบระยะเวลาปีบัญชี ๒๕๖๘ เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

ท่านประธานที่เคารพท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่มพุทธศักราช ๒๕๖๗ เพื่อรักษาสิทธิของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีตามมาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษี ระหว่างประเทศ อันเป็นการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของ ประเทศ ในการนี้หากท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายและมีข้อซักถามทางรัฐบาลและหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมที่จะตอบ แล้วก็รับข้อห่วงใยของท่านเพื่อไปดำเนินการให้เกิด ประสิทธิผล แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศต่อไป ขอบพระคุณครับ