พริษฐ์ วัชรสินธุ เสนอข้อเสนอ ๕ ข้อเพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยของอาคารหลังแผ่นดินไหว โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน และเรียกร้องให้รัฐยกระดับ Traffy Fondue เป็นช่องทางกลางในการรับเรื่องร้องเรียนทั่วประเทศ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขการบริหารวิศวกรโดยให้รัฐรวบรวมวิศวกรทั้งภาครัฐและอาสาสมัครมาบริหารจัดการที่ศูนย์กลาง จัดลำดับความสำคัญในการตรวจอาคารตามความเร่งด่วนพร้อมจัดทำ Dashboard แสดงสถานะการตรวจสอบทั่วประเทศ
เรียนประธานสภาที่เคารพครับ พริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจดีว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด แต่ว่า เราในฐานะคนทำงานการเมืองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ภารกิจที่ผมอยากจะพูดถึงวันนี้ คือภารกิจเรื่องการตรวจสภาพความปลอดภัยของอาคารซึ่งเป็นภารกิจที่มีความสำคัญในการ สร้างความเชื่อมั่นให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความเชื่อมั่นเพียงพอในการกลับไปใช้ชีวิตอย่าง ปกติได้ ผมมีทั้งหมด ๕ ข้อเสนอครับ แบ่งออกเป็น ๔ ข้อเสนอระยะสั้น และ ๑ ข้อเสนอ ระยะยาว ที่อยากจะส่งต่อทางรัฐบาลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการตรวจอาคารสำหรับ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเข้าใจว่าตอนนี้คืบหน้าไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่นะครับ
ข้อเสนอที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องช่องทางร้องเรียน สามารถขึ้นสไลด์ได้นะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สำหรับพี่น้องคน กทม.อย่างผม พวกเราได้รับความชัดเจน ความจริงตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุนะครับ ว่าหากเราต้องการ ให้มีคนมาตรวจรอยร้าวในอาคารเรานี่ให้ร้องผ่าน Traffy Fondue ใน LINE แต่สำหรับประชาชนในหลายพื้นที่นอก กทม. นะครับ โดยเฉพาะ ๔ จังหวัดปริมณฑลที่มี อาคารสูงจำนวนไม่น้อย เราจะเห็นว่าช่องทางในการร้องขอวิศวกรอาจจะยังมีความกระจัดกระจาย หรือไม่ชัดเจนเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่นนนทบุรีครับ แม้จะมีการโพสต์เบอร์โทรของ ปภ. เอาไว้ตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุ แต่พอไปสำรวจพูดคุยกับนิติบุคคลหลายอาคาร หลายคนก็ ไม่ทราบว่าต้องติดต่อหน่วยงานใดนะครับ หรืออย่างจังหวัดปทุมธานีครับ พอวันที่ ๒๙ ก็มีความ พยายามในการชี้แจง ทาง Page จังหวัดก็มีการโพสต์ Google Forms ของโยธาธิการจังหวัด แต่ Page อบจ. ครับ กลับไปโพสต์ว่าให้ติดต่อผ่าน สจ. แล้วก็มาเปลี่ยนวันที่ ๓๑ ว่าให้เป็น เบอร์โทรไปที่ศูนย์รับคำร้องของ อบจ. ปทุมธานีนะครับ ดังนั้นข้อเสนอที่ ๑ ครับ ที่ผมมีคือรัฐควรจะยกระดับ Traffy Fondue มาใช้เป็นช่องทางกลางในการรับเรื่องร้องเรียน หรือคำขอการตรวจอาคารในทุกพื้นที่ทั่วประเทศไม่ใช่แค่ กทม.
ข้อเสนอที่ ๒ ท่านประธาน เกี่ยวกับการบริหารวิศวกร ผมเข้าใจว่าข้อจำกัด สำคัญอย่างหนึ่งตอนนี้คือจำนวนวิศวกรที่เรามีกันอยู่นะครับ ยกตัวอย่างนะครับ เช่นสมมุติ ตอนที่ผมไปสำรวจที่สมุทรสาคร เราก็จะเห็นว่าหลายพื้นที่ยังไม่ได้มีการรวบรวมวิศวกรจาก ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐหรือว่าวิศวกรอาสามาบริหารจัดการเป็นระบบเดียวในการ แจกจ่ายงานนะครับ ยกตัวอย่างเช่นอาคารพักอาศัยของเอกชนครับ ที่สมุทรสาครก็บอกว่า ให้ขอวิศวกรไปที่โยธาธิการจังหวัด แต่พอเป็นบ้านเอื้ออาทรครับถูกสั่งให้ขอวิศวกรไปที่การ เคหะแห่งชาติเป็นต้นนะครับ ในขณะที่วิศวกรอาสาที่อยู่ในพื้นที่ก็อาจจะยังไม่ได้ถูก หน่วยงานนั้นเชิญไปรวมตัวแล้วก็เชื่อมกับวิศวกรของหน่วยงานเพื่อทำงานร่วมกันอย่างเป็น ระบบ ดังนั้นข้อเสนอที่ ๒ ครับ คือรัฐนั้นควรจะระดมแล้วก็รวบรวมวิศวกรทั้งหมดจากทั้ง หน่วยงานภาครัฐแล้วก็กลุ่มอาสาเพื่อมาบริหารจัดการที่ศูนย์กลางในระดับประเทศหรือ ระดับจังหวัด
ข้อเสนอที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเรื่องของการจัดคิวการตรวจอาคาร พอเรารู้ว่ามีคำขอทั้งหมดเท่าไรผ่าน Traffy Fondue แล้วเรารู้ว่าเรามีวิศวกรทั้งหมดกี่คนครับ สิ่งที่สำคัญตามมาคือการจัดลำดับความสำคัญว่าจะจัดสรรวิศวกรกลุ่มไหนไปตรวจอาคาร ไหนก่อนหรือว่าหลัง อย่างเช่นเราอาจจะมองว่าการตรวจโรงพยาบาลและที่พักอาศัยนั้น อาจจะเร่งด่วนกว่าการตรวจอาคารสำนักงานที่เจ้าหน้าที่หรือพนักงานอาจจะสามารถทำงาน จากที่บ้านได้ชั่วคราวนะครับ รวมไปถึงวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษก็ควรจะถูกกันไว้ สำหรับอาคารที่อาจจะเสียหายเยอะหรือว่ามีความซับซ้อนสูง ฉะนั้นข้อเสนอที่ ๓ ครับ คือผมเห็นว่ารัฐนั้นควรจะมีแนวทางในการจัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรวิศวกรไปตรวจ อาคารตามความเร่งด่วนในการใช้งานแล้วก็ความซับซ้อนของอาคารแต่ละประเภท
ข้อเสนอที่ ๔ ครับ สั้น ๆ คือเกี่ยวข้องกับการแสดงข้อมูลนะครับ ผมเห็นว่า สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ตอนนี้คือหากรัฐมีการจัดเก็บข้อมูลแล้วก็จัดทำ Dashboard เพื่อแสดงผลเกี่ยวกับสถานะตรวจอาคาร ๙ ประเภทในทุกแห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็น ประโยชน์สำหรับพี่น้องประชาชนที่อาจจะต้องเดินทางไปทำธุระในอาคารต่าง ๆ
มาสู่ข้อเสนอสุดท้ายครับ ข้อเสนอที่ ๕ ครับ คือเรื่องของโครงสร้างการ บริหารจังหวัด ผมเชื่อว่าที่ผ่านมาครับ สังคมจำนวนไม่น้อยเห็นถึงการบริหารจัดการวิกฤติ ที่ผ่านมาของ กทม. ที่ค่อนข้างจะเป็นระบบนะครับ แน่นอนว่าบทบาทของผู้ว่า กทม. แล้วก็ ทีมผู้บริหาร กทม. นั้นก็มีส่วนสำคัญ แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญเช่นกันก็คือโครงสร้าง การบริหารจัดการของ กทม. มีความแตกต่างจากจังหวัดอื่นใน ๒ ประการด้วยกัน
ประการที่ ๑ ครับ เราเห็นว่าโครงสร้างของ กทม. นั้นมีความซ้ำซ้อนน้อยกว่า โครงสร้างจังหวัดอื่น ในขณะที่ กทม. นั้นมีผู้นำในพื้นที่เพียงคนเดียวคือผู้ว่า กทม. นะครับ หน่วยงานในพื้นที่ก็รู้ว่าต้องฟังคำสั่งจากใคร ประชาชนก็รู้ว่าต้องติดตามข้อมูลจากใคร แต่พอเป็นจังหวัดอื่นสิ่งที่เรามีคือมีผู้บริหารหรือว่าผู้นำในพื้นที่ ๒ คนนะครับ ผู้ว่าราชการ จังหวัดที่ดูแลราชการส่วนภูมิภาค แล้วก็นายก อบจ. ที่ดูแลหน่วยงานส่วนท้องถิ่น พี่น้อง ประชาชนหลายคนก็เลยไม่แน่ใจว่าต้องติดต่อหน่วยงานไหน จะต้องตามข้อมูลจาก Page ไหน แล้วก็คาดหวังจะต้องมาฟังใครที่ออกมานั่งแถลงข่าวเหมือนกับที่ผู้ว่า กทม. นั้น ได้ทำนะครับ
ส่วนประการที่ ๒ ครับ เราเห็นว่าโครงสร้างของ กทม. นั้นกระตุ้นให้ผู้บริหาร นั้นคิดถึงประชาชนมากกว่าโครงสร้างของจังหวัดอื่น ๆ เพราะในขณะที่ กทม. นั้นมีผู้บริหาร สูงสุดก็คือผู้ว่า กทม. ที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนเขาทราบดีครับว่าประชาชนนั้น ก็จะโหวตเขาออกจากตำแหน่งหากเขาบริหารจัดการวิกฤติไม่ดี แต่ต้องยอมรับนะครับ ว่าจังหวัดอื่นนั้นมีผู้บริหารสูงสุดที่เป็นผู้ว่าราชการที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งแม้หลายคนเป็นคน ที่มีความสามารถ เป็นคนที่เก่ง เป็นคนที่ขยัน แต่ต้องยอมรับตรงไปตรงมานะครับว่า ในเชิงระบบ ความมั่นคงและอนาคตทางการงานของเขามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความมั่นคง และอนาคตของชีวิตประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นการบริหารจัดการแผ่นดินไหวที่ประชาชน สัมผัส แล้วก็สะท้อนว่ามีความแตกต่างกันระหว่าง กทม. กับพื้นที่อื่นในจังหวัดรอบข้าง ผมคิดว่ามันไม่ได้เกิดจากธรรมชาติหรือว่าโชคลาง แต่มันเกิดจากการกระทำของมนุษย์เรา นี่ละครับที่ไปขีดเส้นแบ่งจังหวัดและเขียนกฎหมายกันขึ้นมาเอง ที่ไปทำให้โครงสร้าง การบริหาร กทม. แตกต่างกับโครงสร้างการบริหารจังหวัดอื่น แต่กล่าวโดยสรุปครับ จะขึ้นสไลด์ที่ ๒ นะครับ นอกจาก ๔ ข้อเสนอเฉพาะหน้าที่สำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพ ในการตรวจอาคารเพื่อฟื้นฟูความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชนนะครับ ผมคิดว่า บทเรียนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในรอบนี้สะท้อนให้เราเห็นถึงความสำคัญของอีก ๑ ข้อเสนอเชิงโครงสร้างนั่นคือการปฏิรูปการบริหารจัดการจังหวัดให้ลดความซ้ำซ้อน แล้วก็ให้ทุกจังหวัดนั้นมีผู้บริหารสูงสุดที่มีความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน