ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นำเสนอญัตติเพื่อขอให้สภาพิจารณามาตรการจัดการผลกระทบจากแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ และขอเสนอข้อเสนอแนะ ๖ ด้าน ได้แก่ การตรวจสอบอาคาร ระบบเยียวยา ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจสอบธุรกิจทุนเทา ระบบแจ้งเตือนภัยแบบ Cell Broadcast และการบูรณาการข้อมูลเพื่อการรับมือในอนาคต พร้อมเสนอมาตรการระยะสั้น กลาง และยาว ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจสอบอาคารอย่างเป็นระบบเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชน ระบุความจำเป็นในการกอบกู้ความเชื่อมั่นต่อรัฐผ่านการสร้างความโปร่งใส โดยเฉพาะการตรวจสอบสัญญาจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทจีนที่มีประวัติไม่ดี และเสนอแผนระยะยาวเพื่อตรวจสอบและเสริมความแข็งแรงของอาคารเก่าที่ก่อสร้างก่อนปี ๒๕๕๐ ให้รองรับแผ่นดินไหวในอนาคต
เรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ จากที่ ผมได้เสนอญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามาตรการในการจัดการผลกระทบ ที่เกิดจากแผ่นดินไหวอย่างเป็นระบบ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับไปดำเนินการต่อไปครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกครับว่า เหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการเขย่าแผ่นดินอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐ ที่ประชาชนหลายภาคส่วนสูญเสียความเชื่อมั่นที่มี ต่อรัฐไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขาดความโปร่งใสในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ อย่างเช่น อาคารสำนักงาน สตง. แห่งใหม่ รวมถึงในเรื่องของการจัดการเหตุภัยพิบัติที่ประชาชน ในหลายภาคส่วนครับ อาจจะยังรอคอยการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐที่อยากได้ระบบการ ช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพประชาชนสามารถเชื่อถือได้ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ครับ ในฐานะ ผู้แทนราษฎรพวกเราต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียอย่างสุดซึ้ง รวมถึงการ ให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ที่กำลังปฏิบัติงานอยู่หน้างานครับ และรวมถึงครอบครัวของอีก หลาย ๆ ครอบครัวที่กำลังรอฟังคำตอบในภารกิจการค้นหาผู้รอดชีวิตที่อยู่หน้า Site ของ อาคาร สตง. ที่มีการถล่มลงมา ท่านประธานครับ วันนี้พวกเราต้องการสะท้อนปัญหาช่วยกัน ทำงานนะครับในการแก้ไขปัญหาให้กับทางรัฐบาล เพื่อส่งข้อเสนอแนะไปยังฝ่ายบริหารครับ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว ที่จะต้องมีการบริหารจัดการเหตุ ภัยพิบัติอย่างเป็นระบบทั้งในปัจจุบันและในอนาคตครับ ผมจึงขออนุญาตท่านประธานครับ นำเรียนท่านประธานผ่านที่ประชุม แล้วก็เจ้าหน้าที่สำนักการประชุมทุกท่านครับ ที่ผมถือ อยู่ในมือตรงนี้เป็นเอกสารข้อเสนอที่พวกผมได้รวบรวมมาที่จะประกบท้ายญัตติส่งไปยัง คณะรัฐมนตรี หากวันนี้ในที่ประชุมสภาของพวกเราให้ความเห็นชอบกับญัตติที่ผม เป็นผู้เสนอนะครับ ข้อเสนอต่าง ๆ นะครับประกอบไปด้วย ๖ ด้านด้วยกันไม่ว่าจะเป็น ในเรื่องของการตรวจสอบความมั่นคงอาคารซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนในขณะนี้ ระบบการ เยียวยาแล้วก็สิทธิของประชาชนที่ควรจะต้องได้รับสิทธิในการช่วยเหลือเยียวยาทั้งในเรื่อง ของการซ่อมแซมอาคารนะครับ แล้วก็การดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนต่อจากนี้ มีในเรื่องของด้านการตรวจสอบความโปร่งใสที่สังคมกำลังตั้งคำถาม เพราะขาดความเชื่อมั่น ในการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วก็การก่อสร้างอาคารของภาครัฐ มีในเรื่องของการตรวจสอบธุรกิจ ทุนเทา ที่อาจจะกำลังผลิตสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานส่งผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศหรือไม่ มีพูดถึงเรื่องของระบบการแจ้งเตือนภัยครับ ที่วันนี้เราอยากได้ระบบ Cell Broadcast ที่สามารถแจ้งเตือนพร้อมกันได้หลายล้านเครื่องในเวลาเดียวกัน แล้วสุดท้ายครับ ด้านสุดท้าย ด้านที่ ๖ ก็คือในเรื่องของการบูรณาการข้อมูลนะครับ แล้วก็การรับมือกับเหตุ ภัยพิบัติในอนาคตในระยะยาว ทั้งหมดอยู่ในเอกสารฉบับนี้นะครับที่จะขออนุญาต ท่านประธาน ฝากทางสำนักการประชุมแนบท้ายญัตติเพื่อเสนอให้กับคณะรัฐมนตรีต่อไป
ท่านประธานครับ วันนี้ในฐานะผู้เสนอญัตติ ผู้เปิดญัตติ ผมคิดว่าเดี๋ยวจะมี เพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านที่ลุกขึ้นมาให้ข้อเสนอแนะส่งไปยังคณะรัฐมนตรีที่มีรายละเอียด ในทุก ๆ เรื่อง ถ้าจะให้ผมให้ข้อสรุปในภาพกว้างอาจจะขอแบ่งมาตรการต่าง ๆ ออกเป็น ระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาวครับ ในส่วนของระยะสั้นครับท่านประธาน วันนี้ถ้าหาก เพื่อนสมาชิกท่านใดที่ได้เข้าพื้นที่ไปพบปะพ่อแม่พี่น้องประชาชนก็จะพบบรรยากาศ แบบเดียวกันกับที่พวกผมลงไปเจอนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ช่วงเสาร์อาทิตย์ครับ พ่อแม่พี่น้องหลาย ๆ คนวันนี้ยังไม่กล้ากลับเข้าห้องนอนของตัวเอง เนื่องจากว่ายังกังวลในเรื่องของความปลอดภัยในอาคารที่ตัวเองอยู่อาศัย ยังมีพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนอีกหลาย ๆ คนครับ อย่างเช่นที่อยู่ตามอาคารโรงพยาบาลหรือว่ากลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ที่ยังรอฟังคำตอบเพื่อให้พวกเขามีความเชื่อมั่นในการกลับเข้ามาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข ถ้าเราติดตามฟังข่าวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาก็จะเห็นว่าหลาย ๆ กรณีนะครับ ไม่ได้เกิดเหตุ ที่มีผลต่อโครงสร้างอาคารครับ แต่อาจจะมีความวิตกกังวลหรือที่เราเรียกกันว่าอาการ Panic ที่ได้ยินเสียงบางอย่างแล้วคิดว่าเป็นเสียงของโครงสร้างอาคาร ก็มีการอพยพออกนอกอาคาร ออกมาเป็นจำนวนมากในหลาย ๆ กรณี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเชื่อว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ภารกิจที่สำคัญที่ตอนนี้รัฐบาลจำเป็นเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องจัดการให้แล้วเสร็จเพื่อกอบกู้ ความเชื่อมั่นของประชาชนกลับมาก็คือการตรวจสอบอาคารครับ ท่านประธานครับ ผมขอนำเรียนเพื่อความชัดเจนนะครับว่า การตรวจสอบอาคารเราอยากแบ่งกลุ่มภารกิจ ในการตรวจสอบออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกก็คือการตรวจสอบอาคารเบื้องต้นที่ใช้เพียงแค่ วิศวกรควบคุมคนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการเข้าไปตรวจสอบหน้างานด้วยสายตา ในหลาย ๆ กรณีก็สามารถวิเคราะห์ได้แล้วครับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวนั้น ไม่ได้มีผลต่อโครงสร้าง แล้วอาคารมีความปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งในกลุ่มนี้การตรวจสอบ อาคารเบื้องต้นครับ กรุงเทพมหานครเองก็มีการดำเนินการไปในส่วนนี้แล้วผ่านระบบ Traffy Fondue แล้วก็มีการเปิดรับลงทะเบียนวิศวกรอาสาที่เข้าไปช่วยตรวจสอบอาคารเบื้องต้น ให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้หลายพันกรณีหรือเป็นหลายหมื่นกรณี อีกส่วนหนึ่งครับ ก็คือการตรวจทางการที่ยังมีปัญหาอยู่ เนื่องจากว่าผู้ที่จะเข้าไปตรวจได้นั้นจะต้องเป็น ผู้ที่ได้รับอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นผู้ตรวจอาคารที่ได้รับอนุญาตอย่างเดียว เท่านั้น ซึ่งในส่วนนี้ยังมีปัญหาคอขวดครับ หากเราเข้าไปเปิดดูในเว็บไซต์ของกรมโยธาธิการ และผังเมืองครับท่านประธาน จะพบว่ามีผู้ขึ้นทะเบียนอยู่ที่เป็นผู้ตรวจทางการจำนวนไม่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระจายตัวไปยังในพื้นที่ต่างจังหวัดยิ่งมีจำนวนน้อยครับ อันนั้นปัญหา ประการแรก ปัญหาประการที่ ๒ ครับท่านประธานก็คือในเรื่องของค่าตรวจสอบอาคาร ที่เป็นการตรวจสอบทางการครับ ผมได้ยินเสียงสะท้อนมาในหลาย ๆ กรณีนะครับ โดยปกติ นิติบุคคลอาคารชุดหรือว่าอาคารสูงต่าง ๆ นี่เขาจะมีการจ้างผู้ตรวจสอบอาคารเข้าไปตรวจ อยู่แล้วประจำปีครับ ที่ผ่านมาค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบอาคารอาจจะอยู่ที่หลักหมื่นต่อปีนะครับ แต่กลับกลายเป็นว่า ณ ขณะนี้พอเกิดเหตุภัยพิบัติผู้ตรวจสอบอาคารที่เป็นผู้ตรวจสอบ ทางการที่มีใบอนุญาตหลาย ๆ คนเรียกเก็บค่าตรวจสอบอาคารเป็นหลักแสนบาทนะครับ อันนี้คือค่าใช้จ่ายที่กระโดดเพิ่มสูงขึ้นมาในช่วงเหตุวิกฤติที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนหลาย ๆ คน กำลังอยากได้ความเชื่อมั่นอยู่และเป็นปัญหาที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปแก้ไข มีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกมากมายเต็มไปหมดครับในเรื่องของการตรวจสอบอาคาร อย่างเช่น ประชาชนที่อยู่ใน ต่างจังหวัดอาจจะยังไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารอย่างมากเพียงพอครับว่าถ้าเขาต้องการ ขอความช่วยเหลือในการเข้าตรวจสอบอาคารจะต้องติดต่อไปที่หน่วยงานไหน แน่นอนที่สุดครับ รัฐบาลมีการเปิดสายด่วนต่าง ๆ มากมาย เพียงแต่ว่าถ้าเราไปดูในพื้นที่ต่างจังหวัดเราจะพบว่า มีปัญหาความทับซ้อนของราชการส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นที่แต่ละที่เขาก็เปิดช่องทาง ในการรับเรื่องของตัวเอง ข้อมูลมีการกระจัดกระจายทำให้ประชาชนขาดความชัดเจนว่า ตกลงแล้วมีปัญหาจะต้องไปติดต่อที่ใคร เรื่องนี้เรามีตัวอย่างดี ๆ นะครับในกรุงเทพมหานคร ที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ผมย้ำอีกครั้งนะครับ ตั้งแต่ตอนต้นการอภิปรายว่า การจัดการอย่างเป็นระบบจะเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนมีความเชื่อมั่นในการจัดการ ภัยพิบัติของรัฐครับ ดังนั้นในส่วนนี้ในมาตรการระยะสั้นในการเข้าตรวจอาคารนะครับ สิ่งที่เป็น ข้อเสนอแนะของพวกเราก็คือรัฐบาลควรจะต้องมีระบบกลางในการรับเรื่อง ในการตรวจ อาคาร รวมถึงการรับเรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นที่ใช้กับทุกพื้นที่ทั่วทั้งประเทศไม่ใช่เฉพาะ ในกรุงเทพมหานครอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ นอกจากนี้ครับท่านประธาน ในส่วนของ มาตรการระยะกลางก็ควรจะต้องเริ่มคิดถึงมาตรการในการชดเชยเยียวยาของผู้ได้รับ ผลกระทบได้แล้วนะครับ ผมทราบมาว่าขณะนี้คณะกรรมการกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบ สาธารณภัยภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีมติในการจัดสรรเงินช่วยเหลือแล้ว ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น เรื่องการจัดการศพครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ให้เงินชดเชย ๕๐,๐๐๐ บาท มีเงินทุนเลี้ยงชีพเพิ่มเติม ๓๐,๐๐๐ บาท และสำหรับกรณีครอบครัวที่มีบุตรไม่เกิน ๒๕ ปี ก็จะได้รับ ๕๐,๐๐๐ บาท หรือเงินซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายที่ประเมินตามความเสียหาย ที่มีการให้เงินชดเชยเยียวยาประมาณ ๑๕,๐๐๐ บาท ถึง ๒๓๐,๐๐๐ บาท สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนหลาย ๆ คน หลาย ๆ ครอบครัวทั่วทั้ง ประเทศยังไม่รับทราบข้อมูลข่าวสารในส่วนนี้ รวมถึงถ้าเขาอยากจะได้รับสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไม่ทราบเลยครับว่าจะต้องติดต่อใคร เตรียมเอกสารในการยื่นเรื่องอย่างไร ดังนั้นจึงเป็น ที่มาในข้อเสนอในส่วนของระยะกลางที่ผมคิดว่าวันนี้รัฐบาลควรจะต้องคิดอย่างเป็นระบบ ได้แล้ว ก็คือในเรื่องของการเปิดระบบให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องขอรับเงินชดเชยเยียวยา เข้ามาได้ อาจจะผ่านระบบออนไลน์ ผ่านระบบ LINE ผ่านหน้าเว็บไซต์ หรือผ่าน App ทาง รัฐก็ได้ ที่รัฐบาลเองก็มีความสามารถในการพัฒนา App ทางรัฐให้ประชาชนมาลงทะเบียน ในการขอรับเงินหมื่นได้เช่นเดียวกัน การขอรับสวัสดิการผ่านแพลตฟอร์มกลางต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเชื่อว่าก็มีความจำเป็นไม่แพ้กันเช่นเดียวกันครับ นอกเหนือจากนี้เพื่อรองรับประชาชน ที่อาจจะยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ จริง ๆ สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้ก็คือการตั้งจุดบริการ เคลื่อนที่ในการลงไปรับเรื่อง ในการขอรับเงินชดเชยต่าง ๆ ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งประเทศ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่น ในโครงการการเคหะต่าง ๆ หรือว่าอาคารสงเคราะห์ที่เป็น ประชาชนกลุ่มเปราะบางที่เขาอาจจะไม่ได้รับทราบข่าวสารที่รัฐบาลออกมาสื่อสารอย่าง ทั่วถึงเท่าใดนัก รัฐบาลสามารถตั้งจุดเคลื่อนที่แบบนี้ครับ ไปรับฟังปัญหา ไปแจ้งเขาว่าเขามี สิทธิอะไรในการขอรับเงินชดเชยเยียวยาที่สถานที่นั้นได้โดยตรง นอกจากนี้รัฐบาลควร จะต้องวางแผนในการควบคุมราคาวัสดุก่อสร้างไม่ให้มีการฉวยโอกาสในการขึ้นราคาในช่วง วิกฤติ แล้วสุดท้ายก็คือเร่งรัดในการประสานงานกับธุรกิจประกันภัยว่าควรจะต้องมีการ เบิกจ่ายในเรื่องของค่าเบี้ยประกันภัยโดยเร็วหากเป็นไปตามเงื่อนไขของการทำประกันไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือต้องการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิของ พวกเขาได้โดยที่ไม่ต้องให้ประชาชนต้องวิ่งวุ่น วิ่งเรื่องด้วยตัวเอง
ในส่วนสุดท้ายครับ ท่านประธานก็คือในเรื่องของมาตรการระยะยาว ก็คือ ในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐ สิ่งที่ผมคิดว่าเราจำเป็นเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกอบกู้ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐกลับมาก็คือในเรื่องของการสร้างความโปร่งใส ขณะนี้ ที่สังคมกำลังตั้งคำถามว่าในเรื่องของสัญญาจัดซื้อจัดจ้างของ สตง. ที่มีการว่าจ้างกับบริษัท ที่อาจจะเป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจจีน China Railway ซึ่งเป็นบริษัทที่มีประวัติด่างพร้อย มีการขึ้นทะเบียนกับธนาคารโลก ถูกขึ้น Blacklist ต่าง ๆ หรือว่ามีเหตุการณ์ก่อสร้างบริษัท ในเครือของเขามีการไปก่อสร้างในประเทศต่าง ๆ อย่างเช่น เกิดเหตุสะพานถล่มในเคนยา มีการฮั้วประมูลในเปรู หรือว่ามีการปิดบังข้อมูลในซาราเยโวต่าง ๆ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สังคม ก็เลยกำลังตั้งคำถามอยู่ว่า สตง. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานในการตรวจสอบการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐให้มีความโปร่งใส เหตุใดถึงยอมให้บริษัทที่มีประวัติเช่นนี้เข้ามารับ โครงการมูลค่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทกับทาง สตง. นอกจากนี้ในเรื่องของกลุ่มธุรกิจสีเทาต่าง ๆ ที่อาจจะผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผมเองคิดว่าเดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิกอีกหลายท่านจะลุกขึ้น อภิปรายต่อจากผมในส่วนนี้ ส่วนที่มีความสำคัญนะครับท่านประธาน นอกเหนือจากเรื่อง ของความโปร่งใสแล้วในการรับมือกับเหตุภัยพิบัติระยะยาวก็คือการเตรียมแผนรับมือ ในอนาคตครับ เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดรวมถึงในอนาคตอาจจะมีกรณี แผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งอาจจะมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับท่านประธาน คำถามที่สำคัญก็คืออาคารเก่า ๆ ที่มีการก่อสร้างก่อนกฎกระทรวง ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็น กฎกระทรวงที่ว่าด้วยการก่อสร้างอาคารต้องให้รองรับแรงสะเทือนจากแผ่นดินไหว ใครสามารถที่จะให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนได้ว่าอาคารเก่า ๆ ต่าง ๆ เหล่านั้นที่ก่อสร้าง ก่อนปี ๒๕๕๐ นั้น จะสามารถรับแรงสะเทือนกับแผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดรุนแรงมากขึ้น ในอนาคตนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมคิดว่ามีความจำเป็น ณ ตอนนี้ก็คือรัฐบาลควรจะต้องมีแผน มีความชัดเจนว่าจะเข้าไปตรวจสอบอาคารเก่า ๆ ที่ก่อสร้างก่อนที่กฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผล บังคับใช้อย่างไร รวมถึงเตรียมในการจัดสรรงบประมาณต่าง ๆ หรือมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ มีการเสริมความแข็งแรงของอาคารเหล่านั้นในการรองรับกับเหตุแผ่นดินไหวในอนาคต นี่ก็คือในส่วนที่วันนี้ผมคิดว่าทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวที่แบ่งเป็น ข้อเสนอเชิงนโยบายหลาย ๆ ด้านเป็นสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนกำลังรอฟังคำตอบจาก พวกเรา การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมก็ไม่ขอใช้เวลาในสภามากไปกว่านี้ อยากจะฟังเสียงจากเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ลงไปรับฟัง เสียงสะท้อนจากพ่อแม่พี่น้องประชาชนมาโดยเร็วที่สุดครับ ก็ขออนุญาตเปิดการอภิปราย ไว้เท่านี้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน