ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร อภิปรายเห็นชอบและตั้งข้อสังเกตต่อการแก้ไข พ.ร.บ. ป้องกันการฟอกเงิน เพื่อรองรับมาตรฐาน FATF โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเพิ่มอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการหลอกลวงผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นความผิดมูลฐาน และเรียกร้องให้กฎหมายต้องระบุ Travel Rule เพื่อบังคับให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลแลกเปลี่ยนข้อมูลผู้ส่งและผู้รับในธุรกรรมข้ามประเทศ
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน วันนี้ผมขออภิปรายเห็นด้วยแล้วก็ตั้งข้อสังเกตต่อการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อให้สอดคล้องตามข้อเสนอแนะของคณะทำงานปฏิบัติการ ทางการเงิน หรือที่เรียกว่า FATF ซึ่งเป็นองค์กรสากลที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนด มาตรฐานในด้านการต่อต้านการฟอกเงินแล้วก็การสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ซึ่งถ้าเรามาดู สาระสำคัญ ท่านประธานครับ ในครั้งนี้การแก้ไขพระราชบัญญัตินี้ก็จะมีการแก้ไข ถึงความผิดมูลฐานเพื่อให้ครอบคลุมตามข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำของ FATF ซึ่งในการแก้ไข ครั้งนี้เราได้มีการเพิ่มความผิดมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวล กฎหมายอาญา ความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ความผิดเกี่ยวกับการยักยอกฉ้อโกง หรือประทุษร้ายต่อทรัพย์ หรือกระทำการทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาการซื้อขาย ล่วงหน้า แล้วก็กฎหมายการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ความผิดเกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ย เกินอัตราที่กฎหมายกำหนด แล้วก็ความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันหรือสมยอมในการเสนอราคา ของหน่วยงานรัฐ ข้อสังเกตที่ผมอยากจะตั้งในการแก้ไขว่า ในการแก้ไขพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ เราแก้ไขความผิดมูลฐานไปแล้ว ความผิดมูลฐานเหล่านั้นครบถ้วนตามวัตถุประสงค์ เป้าหมายและสอดคล้องตามที่ทางองค์กรระหว่างประเทศ หรือ FATF ได้ให้ข้อเสนอแนะไว้ แล้วหรือยัง การกำหนดความผิดมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี อันนี้เป็น ปัญหาเฉพาะ อาจจะไม่เฉพาะหรอกครับเพราะว่าเป็นปัญหาทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทย มันรุนแรงร้ายแรงมากขึ้น ๆ ความผิดมูลฐานที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมถึงแก๊ง Call Center การหลอกลวงต่าง ๆ ควรจะถูกกำหนดเป็นความผิดมูลฐาน ด้วยหรือไม่ การแก้ไขความผิดมูลฐานในบทนิยาม ถ้าเรามาดูในมาตรา ๓ (๒๐) ใช้ข้อความ เกี่ยวกับความผิดอันเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายสินทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล อันนี้เราเป็นที่ทราบกันดีว่าธุรกิจ สินทรัพย์ดิจิทัลหรือเรียกสั้น ๆ ว่าจะเรียกว่า Crypto หรือ Stablecoin ถูกเอามาใช้ในการ ก่ออาชญากรรมหลอกลวง แก๊ง Call Center หลังจากที่อาชญากรหลอกลวงเหยื่อแล้วเหยื่อ หลงเชื่อโอนเงินไปยังบัญชีม้า บัญชีม้าเหล่านั้นก็จะถูกโอนไปยังบัญชี Crypto ต่าง ๆ แล้วก็ จะมีการใช้ Stablecoin ในการเป็นเครื่องมือในการยักย้ายถ่ายโอนสินทรัพย์ที่หลอกลวง จากเหยื่อเหล่านี้เป็นจำนวนมากนะครับ ท่านประธานเชื่อไหมว่าปีหนึ่ง ๆ เรามียอดซื้อขาย เอาเฉพาะที่ผ่าน Exchange ที่ถูก กลต. ไทยกำกับดูแล ปีหนึ่ง ๆ ยอดซื้อขาย Stablecoin ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นยอดที่เยอะมากสำหรับ Stablecoin มันน่าสงสัยมากว่า Stablecoin เหล่านี้มันมาจากไหน แล้วมันถูกใช้เพื่ออะไร ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งในการออกกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินนี้จำเป็นที่ จะต้องมาอุดช่องโหว่ในการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลทำธุรกรรม เพราะมีการทำธุรกรรมที่เรียกว่า เป็นธุรกรรมแบบ P2P ซึ่งไม่อยู่ภายใต้กฎหมายการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายนี้เขากำกับดูแล Exchange ที่อยู่ภายใต้ กลต. แต่การทำธุรกรรมแบบ P2P ท่านประธาน คือการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างบุคคล โดยทั้ง ๒ ฝ่ายโอนกันตรง ๆ ครับ เหมือนเรามาซื้อขายเจอกัน แลกเปลี่ยนกันตรง ๆ นะครับ คนหนึ่งโอนเงิน อีกคนหนึ่งโอน สินทรัพย์ดิจิทัลไปไม่มีการผ่าน Exchange นะครับ ซึ่งมี Exchange ต่างประเทศหลายแห่ง ถึงแม้การซื้อขายนี้จะไม่ผ่าน Exchange นะครับ แต่ก็ไปลงประกาศขาย หาคนซื้อคนขาย กันได้นะครับใน Exchange ต่างประเทศ แล้ววิธีการซื้อขายแบบ P2P นี้ก็คือจะถูกใช้ในการ ฟอกเงินเป็นอย่างมาก ผู้กระทำผิดก็มักจะเอาสินทรัพย์ดิจิทัลไปแลก เอาสินทรัพย์ที่เป็นเงิน มาแลกเป็นดิจิทัลผ่าน P2P แล้วก็โอนออกไปผ่าน Private Wallet ซึ่งไม่ได้อยู่กับ Exchange ซึ่งมีการใช้ Stablecoin นี่ละครับเป็นตัวกลางในการโอนเหล่านี้ ดังนั้นกลไกสำคัญที่จะต้อง ถูกนำมาใช้ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในยุคที่สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้ในการโอนเงิน เขาไม่ได้ขนเงินสดกันแล้วนะครับเขาใช้สินทรัพย์ ดิจิทัล สิ่งที่ต้องมาใช้ก็คือสิ่งที่เรียกว่า Travel Rule ครับ อันนี้เป็นไปตามข้อแนะนำข้อที่ ๑๖ ของ FATF นะครับ Travel Rule คืออะไรครับท่านประธาน ไม่ได้เป็นกฎของการไปท่องเที่ยวนะครับ อันนี้เป็นข้อกำหนด ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงิน ก็คือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลต้องจัดเก็บ ต้องแชร์ ข้อมูลของผู้ส่งและผู้รับสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกับการทำธุรกรรมทุกครั้งที่มีการโอนเงินหรือ โอนสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามประเทศครับ ก็อยากจะตั้งคำถามครับว่า ทำไมเราถึงไม่ระบุ สิ่งเหล่านี้ลงไปในกฎหมายของประเทศไทยนะครับ ปปง. ควรจะมีการแก้ไขกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดให้ Travel Rule เป็นข้อบังคับสำหรับผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย หรือไม่นะครับ แล้วเมื่อไรเราจะมีฐานข้อมูลกลางสำหรับให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อทำให้เกิด Travel Rule ในประเทศไทยขึ้นสักที ประเทศเพื่อนบ้าน เราทำกันหมดเรียบร้อยแล้วครับท่านประธานครับเหลือประเทศไทยนี่ละครับที่ยังไม่ได้ทำ อีกข้อหนึ่งก็คือปัญหาการยึดอายัดสินทรัพย์ดิจิทัล สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้ในอาชญากรรม ถูกใช้ฟอกเงินกันอย่างแพร่หลายในยุคปัจจุบัน แต่เรายังขาดอะไรครับ เรายังขาดกฎหมาย มารองรับการยึดอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย เจ้าหน้าที่รัฐ ส่วนใหญ่ก็ยังขาดเครื่องมือ ขาดเทคนิคในการฝึกอบรมและดำเนินการตรวจสอบ Wallet แล้วก็ตรวจสอบการโอนเงินที่บันทึกอยู่บนระบบ Blockchain อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ ดังนั้นประเด็นเรื่องของการยึดอายัดสินทรัพย์ดิจิทัลก็ควรจะต้องมีอยู่ในการแก้ไขกฎหมาย ของ ปปง. ด้วยเช่นกันนะครับ อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องของผู้มีกรรมสิทธิ์หรือ ผู้รับผลประโยชน์โดยแท้จริงนะครับ หรือเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Ultimate Beneficial Ownership นะครับ อันนี้หลายประเทศที่มีมาตรการป้องกันการฟอกเงินอย่างแข็งแกร่ง เขาสร้าง Implement ส่วนนี้กันแล้วนะครับว่า ผู้ให้บริการไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงิน หรือผู้ให้บริการธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องมีความโปร่งใสในการที่จะระบุนะครับ ตรวจสอบถึง UBO : Ultimate Beneficial Ownership ได้ แต่ของประเทศไทยยังไม่ได้ มีกฎหมายบังคับให้อำนาจในส่วนนี้ ดังนั้นเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ของประเทศไทยเกิดผลอย่างสัมฤทธิ์ จึงขอให้ข้อเสนอแนะทั้ง ๓ เรื่องที่กล่าวไปในการ อภิปรายนี้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน