ศักดินา เปิดปัญหาจ้างงานเหลื่อมล้ำ-กฎหมายล้าหลัง-แรงงานนอกระบบ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๙ · ๓ ตุลาคม ๒๕๖๗

ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา นำเสนอผลการศึกษาเกี่ยวกับปัญหาการจ้างงานในประเทศ ครอบคลุมทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการจ้างงานที่หลากหลายในภาครัฐ การขาดการคุ้มครองแรงงานในภาคเอกชน โดยเฉพาะในสถานประกอบการขนาดกลางและเล็ก รวมถึงข้อจำกัดของกฎหมายแรงงานที่ล้าสมัยและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตแรงงาน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 ที่ขาดการมีส่วนร่วมของแรงงาน ปัญหาการเข้าถึงทักษะในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ความไม่เป็นธรรมในระบบแรงงานสัมพันธ์ และปัญหาของแรงงานนอกระบบและแรงงานข้ามชาติที่ขาดความมั่นคง ทั้งยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกรอบกฎหมายและส่งเสริมการเจรจาต่อรองร่วม เพื่อสร้างระบบการทำงานที่เป็นธรรมและยั่งยืนภายใต้หลัก Fair Work โดยเน้นค่าจ้างที่พอเพียงและการเติบโตจากกำลังซื้อภายในประเทศ

นายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

สวัสดีครับ ผม ศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา ขออนุญาตเปึนผู้นำเสนอสรุปผลการศึกษาประเด็นปัญหา การจ้างงาน ซึ่งเปึนประเด็นแรก ขออนุญาตใช้ Presentation ด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเป่ด Presentation)

ประเด็นปัญหา การจ้างงาน ขออนุญาตนำเสนอใน ๔ ประเด็นสั้น ๆ ขออนุญาตนำเสนอประเด็นแรก ก็คือ คณะอนุกรรมาธิการได้ศึกษาแล้วพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจ้างงานในประเทศไทย มีอะไรบ้าง ประเด็นที่ ๒ เราใช้ตัวชี้วัดอะไรในการที่จะดูว่างานนี้เปึนการจ้างงานที่ดี ประเด็นที่ ๓ จะพูดถึงสถานการณ์การจ้างงานในประเทศไทย แล้วก็ประเด็นสุดท้ายจะเปึน ข้อเสนอจากคณะอนุกรรมาธิการ ขออนุญาตไปสไลด์ถัดไป

คณะอนุกรรมาธิการได้พบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจ้างงานในประเทศไทย มีปัจจัยใหญ่ ๆ อยู่หลายประการ แต่ว่าขอสรุปเปึน ๖ ประการใหญ่

ประการที่ ๑ ก็คือกรอบความคิดเรื่องแบบอุปถัมภ์นิยมที่มีอิทธิพลมาก ในสังคมไทย ที่ทำให้ยังรู้สึกว่าคนทำไมไม่จำเปึนต้องเท่ากัน

ประการที่ ๒ ก็คือกระแสโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ ที่นำไปสู่การแข่งขัน และนำไปสู่การพยายามที่จะสร้างความได้เปรียบ และนำไปสู่การพยายามที่จะทำให้แรงงาน ยืดหยุ่น

ประการที่ ๓ ก็คือการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ ๔ ที่เกิดขึ้น และทำให้เกิด ผลกระทบกับการจ้างงานอย่างใหญ่หลวง

ประการที่ ๔ ก็คือการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙

ประการที่ ๕ ก็คือการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และ

ประการสุดท้าย ก็คือการเปลี่ยนแปลงของการลงทุนจากประเทศจีน แล้วก็ การที่เรากำลังทำ FTA กับหลาย ๆ ประเทศ อันนี้เปึนสิ่งที่จะมีผลอย่างมากกับการจ้างงาน

โดยปกติแล้วเราจะดูว่างานนี้เปึนงานที่มีคุณค่าหรืองานเปึนธรรม ปกติเราก็จะ มีเกณฑ์หลัก ๆ ที่เราใช้อยู่ ส่วนใหญ่เราก็จะใช้เรื่องของเกณฑ์ของ Decent Work หรืองานที่มี คุณค่า ๑๐ ประการของ ILO ในช่วงหลังที่มีการจ้างงานรูปแบบใหม่ มีมหาวิทยาลัย Oxford ที่อังกฤษนี้ได้เสนอกรอบความคิดเรื่อง Fair Work เปึนอีกกรอบหนึ่งสำหรับการจ้างงานแบบ ใหม่ ๆ เราก็เลยใช้ ๒ กรอบนี้เปึนการดูว่าจะทำให้การจ้างงานในประเทศไทยนี้เปึนงานที่ดีได้ อย่างไร ก็เปึนกรอบอันนี้

เราจะไปที่เรื่องของสถานการณ์การจ้างงานในประเทศไทย กลุ่มแรงงาน ต่าง ๆ ในประเทศไทยจะแบ่งเปึนตามนี้ ก็จะมีแรงงานงานที่เปึนการจ้างงานโดยภาครัฐ เรามี ประมาณ ๒.๙ ล้านคน เรามีแรงงานที่อยู่ในระบบภาคเอกชนประมาณ ๑๒ ล้านคน เรามี แรงงานนอกระบบประมาณ ๒๔ ล้านคน เรามีคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน แล้วก็มีแรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยประมาณ ๔ ล้านคน ขออนุญาตไปที่กลุ่มแรก เรามีการจ้างงานที่รัฐเปึนคนจ้าง ซึ่งมีรูปแบบการจ้างงาน ที่หลากหลายรูปแบบมาก เพราะเนื่องจากว่าเรามีนโยบายที่จะทำให้รัฐเล็ก ทำให้มีรูปแบบ การจ้างงานที่หลากหลาย ซึ่งก็กลายเปึนการสร้างปัญหาเกี่ยวกับการจ้างงานในภาครัฐอยู่ ขออนุญาตไปดูในสไลด์ถัดไปว่า ปัญหาหลัก ๆ คืออะไรในการจ้างงานภาครัฐ

ประเด็นแรก ก็คือกระแสโลกาภิวัตน์ที่ทำให้มีเกิดแนวความคิดเรื่อง Privatization คือลดบทบาทของรัฐ ลดขนาดของรัฐ ก็ทำให้จำกัดงบประมาณ แล้วก็นำไปสู่ การลดทอนสวัสดิการ แล้วก็ทำให้เกิดการจ้างงานรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา การที่มีรูปแบบ การจ้างงานที่หลากหลายก็นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำ การจ้างงานหลายแบบนี้นำไปสู่การ หลบเลี่ยงที่จะทำให้เกิดความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐบางส่วน อันนี้ก็เปึนสิ่งที่น่า กังวลมาก ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรด้านสาธารณสุขที่เปึน ข่าวคราว หรือกรณีรัฐวิสาหกิจแม้จะมีส่วนในการรวมตัวเจรจาต่อรองได้ แต่ว่าในสภาพปัจจุบันนี้ก็มีความไม่มั่นคง แล้วปัญหาใหญ่ก็คือลูกจ้างชั่วคราว และที่สำคัญ ที่ท่านประธานได้กล่าวไปแล้วเรื่องของการจ้างเหมา ซึ่งทำให้คนงานนี่หลุดจากการได้รับการ คุ้มครองตามกฎหมาย

ตอนนี้เราไปดูการจ้างงานภาคเอกชนว่าใครบ้าง อยู่ที่ไหนบ้าง แล้วการจ้าง งานในภาคเอกชนนี้ตัวเลขจากประกันสังคมตอนนี้เรามีประมาณ ๑๒ ล้านคน คนเหล่านี้อยู่ที่ ไหนบ้าง อยู่ในสถานประกอบการที่เรามีอยู่ในระบบประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าแห่ง ในจำนวนนี้ประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ของคนงานนี้ ทำงานอยู่ในสถานประกอบการขนาดเล็ก และขนาดกลาง หรือที่เรียกว่า SMEs ซึ่งมีอยู่ถึง ๙๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปึนสถานประกอบการ ส่วนมากในการจ้างงานในประเทศไทย เรามีลูกจ้างภาคเอกชนประมาณ ๖.๖ ล้านคน ที่ทำงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง ก็คือกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ๕ จังหวัด

มาดูว่าสภาพการจ้างของแรงงานภาคเอกชนเปึนอย่างไร เราก็พบว่าคนงาน แม้จะได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย แต่ก็ต้องบอกว่ากฎหมายแรงงานในบ้านเรานั้น ค่อนข้างจะล้าหลัง เพราะว่าส่วนใหญ่ถูกสร้างมานานแล้ว แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างยากนะครับ แล้วก็ที่สำคัญที่ผ่านมาเนื่องจากนโยบายเศรษฐกิจพึ่งพิงการส่งออก ทำให้เราก็ค่อนข้างจะเอาใจผู้ประกอบการค่อนข้างเยอะ เราพึ่งพิงการส่งออกมากถึง ๗๗.๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะรักษาความได้เปรียบในการแข่งขัน ก็ทำให้มีการลดต้นทุน ด้านแรงงาน ทำให้เกิดการจ้างงานยืดหยุ่น ซึ่งหมายความว่าคุณภาพชีวิตของคนงาน ก็จะตกต่ำลงด้วย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก็คือการป่ดโรงงานแล้วก็นายจ้างใหม่ ไม่ได้จ่ายเงินค่าชดเชย ซึ่งอันนี้ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

เราเข้าสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ ๔ แต่ว่าเปึนการเข้าสู่การ เปลี่ยนผ่านการมีส่วนร่วมค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนผ่านนี่เราเปลี่ยนผ่านไปทาง อุตสาหกรรม โดยไม่ได้คำนึงว่าจะมีผลกระทบกับคนงานอย่างไร คนงานแทบจะมีส่วนร่วม และวางแผนในการที่จะนำสู่การเปลี่ยนผ่านนี้ที่จะทำให้คนงานได้ประโยชน์ แล้วก็ยังได้รับ ความเปึนธรรมยังมีน้อยมากในบ้านเรา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ก็คือการที่เราจะเข้าสู่ อุตสาหกรรมรถไฟฟัา เราจะพบว่ามีการจ้างงานในอุตสาหกรรมประมาณสัก ๗๐๐,๐๐๐ คน เรามีคณะบอร์ด ที่เรียกว่า บอร์ด EV แต่สัดส่วนของบอร์ดก็สะท้อนให้เห็นว่าเราสนใจเรื่องของ แรงงานน้อย ตัวแทนของกระทรวงแรงงานก็ไม่ได้อยู่ในนั้น ก็เลยทำให้สิ่งที่ตามมา ก็คือ คน ๗๐๐,๐๐๐ คนนี้จะต้องพบกับปัญหาในอนาคตเกิดความไม่แน่นอน เรามีการพัฒนาฝ้มือ แรงงานที่ยังไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม มีแรงงานจำนวนมาก มีแนวโน้มที่จะหลุดจากตลาดแรงงาน เพราะว่าการเข้าถึง Upskill และ Reskill ยังไม่สอดคล้อง กับการเปลี่ยนแปลง

ระบบแรงงานสัมพันธ์ของเราก็ยังเปึนระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ถูกสร้างขึ้นมา ในยุคสมัยที่เราเริ่มต้นอุตสาหกรรม กฎหมายแรงงานเราก็ใช้มานาน เรามีคนเข้าถึงสิทธิ ในการรวมตัวเจรจาต่อรองค่อนข้างน้อย ประมาณ ๓๘๐,๐๐๐ คน ก็ถือว่าเปึนร้อยละ ๓.๒ ของคนงานที่อนุญาตให้เข้าถึงสิทธิในการรวมตัวได้ เรามีข้อตกลงร่วมเฉลี่ยประมาณ ๔๐๐ ฉบับ ขณะที่เรามีสถานประกอบการมากกว่า ๕๐๐,๐๐๐ กว่าแห่ง นั่นหมายความว่า ประมาณ ๐.๐๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่คนนี่สามารถที่จะเจรจาต่อรองร่วมได้ ทำให้อำนาจ การกำหนดค่าจ้าง สวัสดิการไปอยู่กับฝ์ายนายจ้างเปึนส่วนใหญ่ ทำให้ค่าจ้างไม่เพียงพอ ค่าจ้างแรงงานของเราส่วนใหญ่ก็จะอิงอยู่กับค่าจ้างขั้นต่ำ แต่เนื่องจากระบบการกำหนด ค่าจ้างขั้นต่ำนี่เกณฑ์ยังไม่ชัดเจน ไม่ได้มีการถกเถียงกันว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรจะใช้เกณฑ์ แบบไหน มันถึงมีการถกเถียงกัน แต่ละครั้งนี้ไม่ได้เปึนไปตามหลักเกณฑ์ อันนี้อาจจะต้อง นำไปสู่การปรับเปลี่ยน แล้วก็ข้อมูลที่เขามีการทำทุกป้ก็คือ ITUC หรือสมาพันธ์แรงงาน ระหว่างประเทศสากล เขาจะประเมินการละเมิดสิทธิประเทศไทยถูกจัดเปึนประเทศท้าย ๆ ที่มีการละเมิดสิทธิค่อนข้างเยอะอยู่ เราได้รับการคุ้มครองที่ต่ำ เพราะว่าเหมือนกับกฎหมาย ยังล้าหลังอยู่

ตอนนี้มาดูแรงงานอีกกลุ่มหนึ่ง คือแรงงานนอกระบบ เรามีแรงงานนอกระบบ ในสัดส่วนที่สูงมาก ๒๔.๓ หรือประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมด แรงงาน นอกระบบส่วนใหญ่ก็จะเปึนภาคการผลิต เช่น ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ผลิตขายของเอง แรงงานนอกระบบที่เปึนภาคบริการ เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน หาบเร่ แผงลอย รถมอเตอร์ไซค์ รับจ้าง แล้วก็แรงงานภาคเกษตร แรงงานนอกระบบใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณ ๑๐ ป้มานี้ ก็คือแรงงานแพลตฟอร์ม เหล่านี้เหมือนกับยังไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอ ชีวิตของคนงาน กลุ่มนี้ก็คือขาดความมั่นคงด้านรายได้ มีปัญหาด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยในการ ทำงาน ได้รับการคุ้มครองทางสังคมและหลักประกันอย่างไม่เพียงพอ กฎหมายและนโยบาย แล้วก็มีอคติว่าคนเหล่านี้อาจจะไม่ได้เปึนคนทำงานเต็ม ก็เลยถูกมองข้ามไป กรณีที่สำคัญ ตอนนี้เปึนปัญหามากก็คือแรงงานงานแพลตฟอร์มก็ยังไม่มีชัดเจนว่ามีสถานะอย่างไร

แรงงานข้ามชาติ ประเทศไทยเราจริง ๆ แล้วมีแรงงานข้ามชาติมาตั้งแต่เริ่มต้น ประเทศไทยเราเมื่อเกิดการจ้างงาน แรงงานเรายังอยู่ในระบบพันธนาการ ก็คือถูกเกณฑ์ แรงงาน แล้วก็เอาแรงงานจากต่างชาติเข้ามา ปัจจุบันเราก็มีความต้องการแรงงานข้ามชาติ ค่อนข้างสูง แรงงานข้ามชาติเปึนสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้วก็คงจะเปึนเรื่องที่เราต้องการแรงงาน ข้ามชาติต่อไปในอนาคตแน่นอน เพราะว่าเรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่ว่าแรงงานข้ามชาติ จะมีปัญหาคือเราต้องการเขา แต่ว่าเราอาจจะยังดูแลเขาไม่เพียงพอ มีความรู้สึกว่าเราควรจะ ดูแลเขามากน้อยแค่ไหน แต่ว่าเปึนเรื่องใหญ่ในอนาคต ตอนนี้กรอบเรื่องแรงงานข้ามชาติ เราถูกอิทธิพลของเรื่องความมั่นคงแห่งชาติมาเปึนกรอบ ทำให้เราอาจจะกลัวเขาจนเกินไป อันนี้สิ่งที่เราค้นพบก็ทำให้พวกเขาได้รับการดูแลอาจจะยังไม่พอ มีปัญหาเรื่องของการเข้าถึง สวัสดิการ การบังคับใช้กฎหมาย แล้วก็อำนาจต่อรองของเขาต่ำ

แรงงานอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างแดน เรามีคำว่า ไปเสียนา มาเสียเมีย เปึนช่วงแรก ตอนนี้ปัญหานี้ก็ยังอยู่ ปัญหาแรงงานผีน้อยในกรณีประเทศเกาหลีใต้ หรือปัญหาการค้ามนุษย์เบอร์รี่เลือด เนื่องจากว่าเราอาจจะมีการส่งคนไปทำต่างประเทศ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เตรียมตัวเขาอย่างเพียงพอ ตอนนี้ข้อเสนอที่อนุกรรมการได้ค้นพบ เราก็พบว่า ประเทศไทยเรื่องใหญ่ ๆ ที่อาจจะต้องทำระยะยาว ก็คือเราจะต้องขยับ ประเทศไทยเรา อยู่ในกลุ่มประเทศที่เราเชื่อในตลาดเสรี แต่ว่าวัฒนธรรมการเมืองเราอาจจะยังไม่ได้ไปที่เปึน ประชาธิปไตย เราอาจจะต้องขยับจากโซนสีเขียวที่เปึนอยู่ให้ไปอยู่ในโซนสีแดง โซนสีแดง ก็เปึนประเทศแบบสแกนดิเนเวีย คือมีประชาธิปไตยยังเชื่อในตลาด ปล่อยให้ทุนนิยม แต่ทุนนิยมต้องมีหัวใจ อันนี้ก็เปึนเปัาหมายระยะยาว

เราใช้กรอบเรื่องของ Fair Work ของมหาวิทยาลัย Oxford ซึ่งเปึนกรอบใหม่ ที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมา มาดูว่าเราจะส่งเสริมให้คนทำงานสามารถเปึนงานที่เปึนธรรมได้อย่างไร กรอบของ Fair Work มี ๕ เกณฑ์

เกณฑ์แรก ก็คือเรื่องของ Fair Pay ก็คือค่าจ้างที่เปึนธรรม ก็คือเราอาจจะต้อง พิจารณาเรื่องของหลักเกณฑ์ของค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ในหลายประเทศเขาใช้คำว่า ค่าจ้างที่เปึน Living Wage ก็คือค่าจ้างที่ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริง ซึ่งเปึนหลักเกณฑ์ที่ IO ใช้ อาจจะต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การสร้างการเจริญเติบโต ที่ผ่านมาเราใช้กรอบการสร้าง การเติบโตที่เรียกว่า Export-led Growth ก็คือไปพึ่งพิงการส่งออก มันทำให้เราไปสู่ การแข่งขัน แล้วก็ไปกดค่าแรง มีโอกาสที่จะนำไปสู่การกดค่าแรง กดสภาพการจ้าง เพราะฉะนั้นในหลายประเทศเขาใช้ เขาว่า Wage-led Growth ก็คือการสร้างการเจริญจากการที่ส่งเสริมให้คนมีรายได้ที่สูง เพราะจะเปึนการสร้างเขาเรียกว่า Domestic Demand หรือกำลังซื้อภายในทำให้เศรษฐกิจ มั่นคงมากขึ้น เราต้องส่งเสริมการรวมตัวเจรจาต่อรองเพื่อให้เกิดการแบ่งปัน เพราะว่า การประกอบธุรกิจ ก็คือนายจ้างกับลูกจ้างทำงานร่วมกันมันควรจะปรึกษาหารือกัน