วุฒิชัยย์ แจงแก้คำนิยามกรรมาธิการ ยันสอดคล้องรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๗

วุฒิชัยย์ ลีละวัฒนพงษ์ ชี้แจงเหตุผลการแก้ไขนิยามคณะกรรมาธิการและรัฐสภาในร่างกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับการประชุมและรัฐธรรมนูญ โดยย้ำว่าการกำหนดให้หมายถึงคณะกรรมาธิการสามัญที่ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อความชัดเจนและป้องกันปัญหาขัดรัฐธรรมนูญ พร้อมอธิบายความแตกต่างของกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายระหว่างรัฐธรรมนูญฉบับต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินงานของกรรมาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกประเภทที่ตั้งโดยรัฐสภา

นายวุฒิชัยย์ ลีละวัฒนพงษ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตเรียนท่านประธาน ในที่ประชุมนะครับ กระผม วุฒิชัยย์ ลีละวัฒนพงษ์ กรรมาธิการวิสามัญ ในฐานะผู้แทนของ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาครับ ขออนุญาตนำเรียนเหตุผลในส่วนของการแก้ไขของทาง คณะกรรมาธิการเพื่อประกอบการพิจารณาของที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เนื่องจากว่าในตัวร่างบัญญัติคำนิยามมาตรา ๔ คณะกรรมาธิการ ถ้าเราดูจริง ๆ แล้ว ตัวนิยามจะแบ่งออกเปึน ๓ รูปแบบ ก็คือคณะกรรมาธิการสามัญ คณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็คณะกรรมาธิการร่วมกันของในที่ประชุมคณะกรรมาธิการที่วุฒิสภามีการแก้ไขแล้ว สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยนะครับ ขออนุญาตยืนยันว่าคณะกรรมาธิการตรงนี้คือ คณะกรรมาธิการสามัญ ไม่ใช่คณะกรรมาธิการสามัญประจำ กรรมาธิการสามัญก็คือ กรรมาธิการที่ประกอบด้วยตัวสมาชิกของสภาแห่งนั้นเท่านั้นซึ่งจะแตกต่างกับคณะกรรมาธิการ สามัญตามข้อบังคับการประชุมทั้งของสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ของทางวุฒิสภา อันนี้เปึน รูปแบบหนึ่ง

ขออนุญาตขอนำเรียนเพิ่มเติมในส่วนของตัวร่างของความเปึนมาเพื่อให้เห็น ความแตกต่างระหว่างตัวคำนิยามของพระราชบัญญัติว่าด้วยคำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการ ป้ ๒๕๕๔ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญกับตัวร่างพระราชบัญญัติว่าด้วย อำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการ พ.ศ. ๒๕๖๐ เนื่องจากว่าความแตกต่างจริง ๆ ถ้าเราดู ไปตามที่รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งเปึ้นที่มามาตรา ๑๓๕ ในการนำมาซึ่งการออกพระราชบัญญัติ คำสั่งเรียกป้ ๒๕๕๔ ในรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กระบวนการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติและ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะพิจารณาโดย ๒ สภา ก็คือผ่านการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเสร็จก็จะมาการพิจารณาของ ทางวุฒิสภาต่อไป เพราะจะใช้กระบวนการ ๒ สภา แต่ในตัวรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ได้มีการ เปลี่ยนรูปแบบในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญให้เปึนการพิจารณาร่วมกันของที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งเปึนการพิจารณา ตามมาตรา ๑๓๑ ประกอบกับในส่วนตรงนี้หากว่าในกรณีที่ที่ประชุมของรัฐสภามีการตั้ง คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการที่ตั้งตรงนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางที่ประชุมแห่งนั้นว่าจะ ตั้งเปึนคณะกรรมาธิการสามัญของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกแห่งรัฐสภาเท่านั้น หรือจะเปึน คณะกรรมการวิสามัญ ซึ่งจะมีคนนอกเข้ามามีส่วนร่วมในองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการด้วย

อีกเหตุผลหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้มีการเพิ่มนิยามคำว่า รัฐสภา เข้าไปนี่ เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่นในกรณีที่ถ้าเราเห็นตัวอย่างชัดเจนก็คือการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติทั่วไปในกรณีที่เปึนการตั้งโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรหรือคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติของวุฒิสภาเองสามารถที่จะมีอำนาจเรียกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ เพราะคำนิยามรวมเอาไว้แล้ว แต่คณะกรรมาธิการซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐสภาไม่ว่าจะเปึน คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรืออาจจะ เปึนคณะกรรมาธิการสามัญทั่วไปในกรณีที่มีการตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องหนึ่งเรื่องใด โดยเฉพาะก็ได้ ถ้าไม่ได้มีการเพิ่มเข้าไปกลับไม่มีอำนาจที่จะมีการใช้ตัวอำนาจเรียกตาม พระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะทำให้เกิดความลักลั่นในการตีความ อย่างชัดเจนว่าคณะกรรมาธิการซึ่งตั้งขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการซึ่งตั้งขึ้น โดยวุฒิสภาสามารถที่จะไม่เรียกได้ แต่คณะกรรมาธิการซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐสภา ซึ่งสถานะโดย ธรรมเนียมมันก็มีสถานะสูงกว่าแต่กลับไม่ได้มีอำนาจเรียกตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ทางกรรมาธิการก็เห็นว่าควรที่จะมีการเพิ่มเข้าไปว่าคณะกรรมาธิการหมายถึง คณะกรรมาธิการสามัญและคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งตั้งขึ้นโดยรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ในส่วนของวุฒิสภาด้วยครับ ในส่วนของข้อห่วงกังวลในเรื่องของการขัดรัฐธรรมนูญ ทางคณะกรรมาธิการเองก็ได้มีการพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบแล้วว่าถ้าเราดูจริง ๆ แล้วตัวพระราชบัญญัติอำนาจเรียกมันดูเสมือนว่าเราใช้มาตรา ๑๒๙ เพียงมาตราเดียว เปึ้นฐานในการออกตัวพระราชบัญญัติว่าด้วยอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการ เพราะว่า ตัวบทส่วนใหญ่เปึ้นเรื่องของมาตรา ๑๒๙ ทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเราดูจริง ๆ แล้วในเรื่องของ ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอำนาจของคณะกรรมาธิการไม่ได้มีอยู่เฉพาะในมาตรา ๑๒๙ คณะกรรมาธิการซึ่งตั้งขึ้นโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๓๑ ก็เปึนคณะกรรมาธิการของรัฐสภาเช่นกัน ซึ่งคณะกรรมาธิการตรงนั้นอาจจะเปึนคณะกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญก็ได้ หรือในกรณี ที่มาตรา ๑๕๖ ที่เปึนการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเอง ซึ่งมีเหตุตามกฎหมายที่จะกำหนดให้ รัฐสภามีการประชุมตามจำนวนหลายวงเล็บก็ตาม อย่างเช่น กรณีของการให้ความเห็นชอบ หนังสือสนธิสัญญาตามมาตรา ๑๗๘ กรรมาธิการก็มองไปในอนาคตว่ามันอาจจะมีกรณีเคส ที่เกิดขึ้นได้ว่าตัวที่ประชุมรัฐสภาเองก่อนให้ความเห็นชอบอาจจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งเปึนคณะกรรมธิการสามัญของรัฐสภาเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วยตัวสมาชิกซึ่งไม่ใช่ กรรมาธิการสามัญประจำตามข้อบังคับ เปึนกรรมาธิการสามัญของรัฐสภาเพื่อจะพิจารณา ล่วงหน้าในกรณีที่จะไม่ให้มีความเห็นชอบตัวหนังสือสนธิสัญญาตามมาตรา ๗๘ ก่อนที่จะมี การนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาก็ได้ครับ อันนี้เปึ้นตัวเหตุผลที่ทางคณะกรรมาธิการได้มี การพิจารณาเพื่อจะเปึนเหตุผลประกอบการพิจารณาของทางที่ประชุมครับ ขออนุญาต นำเรียนท่านประธานครับ