จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือปัญหาความขัดแย้งของร่างแก้ไขพระราชบัญญัติที่ขัดกับหลักการเดิมที่สภาได้รับรอง โดยตั้งข้อสังเกตว่าการให้ข้อกำหนดของศาลเหนี่ยวนำเหนือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความขัดต่อหลักนิติธรรม หลักประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญมาตรา 194 วรรคสอง เพราะขัดกับอำนาจหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นการมอบอำนาจให้อธิบดีศาลภาษีอากรมีอำนาจเกินกว่าผู้มอบอำนาจ ซึ่งขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจและลำดับศักดิ์ของกฎหมายอย่างชัดเจน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดศรีสะเกษครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากประเด็นดังกล่าว เปึ้นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าอาจจะขออนุญาต ใช้เวลาประมาณสัก ๑๕ นาที เพราะว่าเปึนเรื่องที่สำคัญ เปึนหลักการของหลักประชาธิปไตย ที่พวกเราจะต้องตั้งหลักให้ดีว่าสภาแห่งนี้จะใช้หลักการอะไรในการดำเนินการตรา พระราชบัญญัติต่อไปในอนาคตครับท่านประธาน
ประเด็นแรกที่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานก็คือร่างแก้ไข พระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหาขัดกับหลักการในวาระที่หนึ่งที่สภาแห่งนี้ได้รับไว้ ผมขอ อนุญาตให้ท่านประธานลองดูหลักการนะครับ ผมขออนุญาตอ่านเพื่อที่สมาชิกทั้งสภาแล้วก็ ประชาชนทางบ้านจะได้ช่วยกันอ่านแล้วก็ช่วยกันฟังนะครับ
หลักการในข้อที่ ๑ กำหนดไว้ชัดเจนครับว่า กำหนดให้ศาลภาษีอากร มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรและให้นำประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณา ความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับแก่การพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวโดยอนุโลม ท่านประธานครับ เรารับหลักการในวาระที่หนึ่งเขียนชัดเจนนะครับว่าให้เอา ป.วิ.แพ่ง กับ ป.วิ.อาญามาบังคับใช้โดยอนุโลมในการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากร แต่ด้วยความเคารพ ต่อท่านกรรมาธิการครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับปรากฏว่ากรรมาธิการนะครับ กลับมีการตรากฎหมายให้มีการใช้ข้อกำหนดในการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรนะครับ ซึ่งมันขัดกับหลักการที่รับไปในวาระแรกโดยสิ้นเชิงครับท่านประธาน ในตอนรับหลักการ สภาแห่งนี้บอกว่าขอให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญามาบังคับใช้โดยอนุโลมในการพิจารณาคดีในศาลภาษีอากรกลาง แต่ผลของกฎหมายที่ผ่านออกมาในวาระแรกกรรมาธิการกลับกำหนดให้มีการใช้ข้อกำหนด ของศาลมีอำนาจเหนือกว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ดังนั้นสิ่งที่เปึนปัญหาใหญ่ ๆ สำคัญอันแรกเลยนะครับ ก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผ่านการพิจารณาของกรรมาธิการขัดกับหลักการในวาระที่หนึ่ง ครับท่านประธาน ซึ่งสภาแห่งนี้ยอมรับกันทั่วไปว่าการจะผ่านร่างพระราชบัญญัตินั้นจะขัด กับหลักการในวาระที่หนึ่งไม่ได้ ดังนั้นในประเด็นนี้ผมก็ขออนุญาตให้มีการบันทึกไว้แล้วก็ รับฟังกันโดยทั่วไปว่าเปึนร่างพระราชบัญญัติที่ขัดกับหลักการในวาระที่หนึ่งครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานนะครับ ก็คือ กฎหมายฉบับนี้ขัดกับหลักนิติธรรมและขัดกับหลักประชาธิปไตยในประเด็นเรื่องของ วิธีพิจารณาครับท่านประธาน ในเรื่องของกฎหมายนั้นท่านประธานก็คงทราบดีว่ากฎหมาย จะมีอยู่ ๒ ส่วน กฎหมายส่วนหนึ่งเรียกว่ากฎหมายสารบัญญัติ ซึ่งก็เปึ้นเนื้อหาว่าการกระทำ อะไรชอบด้วยกฎหมาย การจะขออนุญาตจะต้องทำอย่างไร เรียกว่ากฎหมายสารบัญญัติ กับกฎหมายอีกส่วนหนึ่งเรียกว่ากฎหมายวิธีสบัญญัติหรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาทั้ง ๒ อย่างนี้เปึนกฎหมายเช่นเดียวกัน กฎหมายวิธีพิจารณาในศาลภาษีอากรก็เช่นเดียวกัน ครับท่านประธาน ถือว่าในส่วนของวิธีพิจารณานั้นเปึนกฎหมายวิธีสบัญญัติซึ่งเปึนกฎหมาย อย่างหนึ่งไม่ใช่อะไรที่มีศักดิ์ฐานะต่ำกว่ากฎหมายแต่อย่างใด ดังนั้นในการที่จะตรากฎหมาย วิธีพิจารณานั้นจึงต้องตราเปึนพระราชบัญญัติ ซึ่งตามหลักของกฎหมายนะครับท่านประธาน เนื่องจากศาลภาษีอากรเปึนศาลพิเศษ กระบวนการพิจารณาจะเรียงลำดับอย่างนี้ครับ ลำดับแรก ก็คือพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาจะเขียนไว้ว่ากระบวนการ ยื่นฟัองทำอย่างไร การรับฟังพยานหลักฐานอย่างไร แล้วลำดับต่อไปถ้าหากว่าพระราชบัญญัติ วิธีพิจารณามีรายละเอียดไม่ครบถ้วนก็ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาซึ่งมีศักดิ์ฐานะเปึนพระราชบัญญัติเช่นเดียวกัน มาใช้ในการพิจารณา จากนั้นจึงสู่ลำดับที่ ๓ ข้อกำหนดของศาลซึ่งถ้าจะแปลเปึ้นภาษาอังกฤษ ก็แปลว่า Court Requirement ก็ได้ หรือ Court Regulation ก็ได้ ซึ่งตัวนี้บางท่าน ก็บอกว่าไม่ใช่กฎหมาย บางท่านก็บอกว่าเปึนกฎหมายลำดับรอง แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าเรา จะเรียกว่าเปึนข้อกำหนดของศาลเปึนกฎหมายหรือไม่ แต่ข้อกำหนดของศาลมีศักดิ์ ต่ำกว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาอย่างแน่นอนครับท่านประธาน ดูง่าย ๆ เลยข้อกำหนด ของศาลเวลาเขียนออกมาจะเขียนแค่ว่า ข้อ ๑ ว่าอย่างไร ข้อ ๒ ว่าอย่างไร ข้อ ๓ ว่าอย่างไร แต่ถ้าเปึนพระราชบัญญัตินะครับท่านประธาน เขียนชัดเจนว่ามาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๑๗ มาตรา ๒๐ ศักดิ์ฐานะเทียบกันไม่ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการให้มีการ ตรากฎหมายออกมาโดยกำหนดให้ข้อกำหนดของศาลซึ่งเปึน Court Requirement หรือจะ เปึ้น Court Regulation ก็ตาม มีเขียนว่าข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ แล้วมาหักล้างมีผลทำให้ พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาสิ้นผลบังคับใช้ไปเปึนบางข้อผมถือว่าเปึนการตรากฎหมายที่ขัดกับหลักนิติธรรม ขัดกับหลักประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการตรากฎหมายนั้นเปึนอำนาจโดยตรงของฝ์ายนิติบัญญัติ หาใช่อำนาจของ ฝ์ายตุลาการหรือฝ์ายใดไม่ ถ้าหากว่าสภาแห่งนี้ไม่ยึดหลักการว่าการตรากฎหมายยังเปึน อำนาจของฝ์ายนิติบัญญัติอยู่ ผมเชื่อว่าเราคงจะต้องตอบปัญหาไม่ว่าจะเปึนนักวิชาการก็ดี ประชาชนก็ดี ต้องตอบปัญหาให้ได้นะครับว่าทำไมสภาแห่งนี้ถึงไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง ทำไม ถึงจะให้อำนาจในการตรากฎหมายวิธีพิจารณาส่งผ่านไปยังศาลซึ่งผมไม่ได้มีอคติกับศาล ผมเชื่อว่าผู้พิพากษาทุกท่าน ประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีศาลโดยมีการตราข้อกำหนดแล้วให้ ประธานศาลฎีกาอนุมัติโดยหลักการไม่ได้เสียหายครับ แต่ว่าโดยหลักการประชาธิปไตย โดยหลักกฎหมายศักดิ์ฐานะของกฎหมายมันไม่เท่ากันครับท่านประธาน แล้วขัดหลัก ประชาธิปไตยเราจะให้ข้อกำหนดของอธิบดีโดยอนุมัติของศาลฎีกามีอำนาจในการหักล้าง หรือว่า Override หรือว่า Overrule พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเปึนสิ่งที่ทำไม่ได้ครับท่านประธาน
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเปึนประเด็นปัญหาใหญ่ ๆ เลยที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ต่อท่านประธานก็คือว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เกี่ยวกับวิธีพิจารณาโดยการพิจารณามาตรา ๑๗ กับมาตรา ๒๐ ประกอบกันนี่เปึนการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๔ วรรคสอง ผมขอ อนุญาตอ่านมาตรา ๑๙๔ วรรคสอง เขียนว่า การจัดตั้งวิธีพิจารณาคดีและการดำเนินงาน ของศาลยุติธรรมให้เปึนไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น วิธีพิจารณาคดีก็บอกว่าให้เปึนไปตาม กฎหมาย กฎหมายก็คือตามรัฐธรรมนูญก็หมายถึงพระราชบัญญัติหาใช่บอกว่าให้เปึนไปตาม ข้อกำหนดของศาลไม่ ดังนั้นการที่มีการตราพระราชบัญญัติให้ข้อกำหนดของศาลมีผลในการ พิจารณาคดีจึงเปึนกระบวนการตรากฎหมายที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๔ วรรคสอง ครับท่านประธาน ลำดับศักดิ์ของกฎหมายผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกก่อนหน้านี้ท่านก็ได้พูด ไปแล้วนะครับว่าข้อกำหนดของศาลจะอย่างไรก็ดีไม่ได้มีฐานะเท่าเทียมกันกับประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ได้มีศักดิ์ฐานะเท่ากับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อย่างแน่นอน ดังนั้นจึงเปึนไปไม่ได้เลยที่เราจะให้ข้อกำหนดของศาลไปหักล้าง หรือไปแก้ไข หรือทำให้สิ้นผลบังคับใช้ไปซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาเปึนสิ่งที่ทำไม่ได้ครับท่านประธาน
ผมขออนุญาตพูดอีกประเด็นหนึ่งครับ หลักของการมอบอำนาจนั้นเปึ้นที่ ชัดเจนว่าผู้มอบอำนาจจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปดำเนินการใด ๆ ก็ตามที่จะมีอำนาจมากกว่า ผู้มอบอำนาจไม่ได้ เพราะว่าผู้มอบอำนาจมีอำนาจเท่าไรก็มีอำนาจแค่นั้น ท่านประธานก็คง ทราบนะครับว่าการตรากฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนชัดเจนว่าให้เปึนอำนาจหน้าที่ของสภา แห่งนี้โดยตรง เวลาเราจะตรากฎหมายนี้ถึงจะเปึนกฎหมายวิธีพิจารณาความเปึนกฎหมาย วิธีสบัญญัติจะต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ๓ วาระ ผ่านการพิจารณาของ วุฒิสภาอีก ๓ วาระเช่นเดียวกัน หลังจากนั้นก็ต้องมีกระบวนการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ลงพระปรมาภิไธยต่าง ๆ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ผลของการที่ท่านใช้มาตรา ๑๗ กับมาตรา ๒๐ ตามที่คณะกรรมาธิการเขียนไว้มันมีผลอย่างนี้ สมมุติว่ากฎหมายที่ท่านร่างวันนี้แล้วก็มีผล บังคับใช้ทันทีแปลว่าอะไรครับ ก็แปลว่าพระราชบัญญัติวิธีพิจารณากับประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลบังคับใช้โดยทันที เพราะว่าวันนี้ทำไมถึงพูดอย่างนั้นครับเพราะว่าข้อกำหนดของศาลภาษีอากรจนถึงปัจจุบันนี้ อธิบดีศาลโดยอนุมัติของศาลฎีกาก็ยังไม่ได้มีการตราข้อกำหนดบังคับใช้เลย ดังนั้น ณ วันนี้ ถ้าหากว่ามีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ วิธีพิจารณาคดีในศาลก็จะเปึนการใช้พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาฉบับนี้ บวกกับ ป.วิ.แพ่ง ป.วิ.อาญา สมมุติในส่วนคดีแพ่งอาจจะมีข้อมูลบางส่วน แต่ในเรื่องของ คดีอาญาที่มีการเพิ่มเติมให้เปึนอำนาจของศาลภาษีอากรนั้น ณ ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนด ใด ๆ ณ วันนี้เราจึงใช้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาประกอบกับ ป.วิแพ่ง ป.วิอาญา สมมุติ ท่านประธานอีก ๖ เดือน ท่านอธิบดีศาลภาษีอากรมีความเห็นว่าวิธีพิจารณาคดีอาญาควรจะ เปึ้นอย่างอื่น ท่านก็ไปตราข้อกำหนดแล้วก็ไปให้ท่านประธานศาลฎีกาอนุมัติ เมื่อท่านศาลฎีกา อนุมัติพรุ่งนี้ท่านก็ประกาศออกมาผลที่เกิดขึ้นก็คือว่า ป.วิแพ่ง กับ ป.วิอาญาที่เกี่ยวข้องกับ การพิจารณาในส่วนที่มีการแก้ไขก็สิ้นผลบังคับใช้ไปโดยทันที เพราะฉะนั้นการกระทำ ดังกล่าวนี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนถ้าหากว่าเราปล่อยให้มีการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกไป สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือต่อไปก็จะมีการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาคดีในศาล โดยการแก้ไขอย่าง รวดเร็วครับ ตราวันนี้พรุ่งนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาบังคับใช้ได้ทันที ในขณะที่ถ้าเปึ้น เรื่องเดียวกันและไม่ได้มีการแก้ไขกฎหมายอย่างนี้ เวลาจะแก้ทางศาลหรือทางสภาผู้แทนราษฎร ก็ดี ต้องมีการส่งร่างพระราชบัญญัติเข้ามาแล้วก็มาพิจารณา ๓ วาระ ในสภาผู้แทนราษฎร ๓ วาระ ในวุฒิสภาถึงจะมีการตรากฎหมายออกมาบังคับใช้ได้ ท่านประธานก็คงเห็นชัดเจน ว่าต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีผลทำให้ผู้รับมอบอำนาจก็คืออธิบดีศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจ เกินกว่าสภาผู้แทนราษฎรรวมกับวุฒิสภาเสียอีก ดังนั้นกระบวนการดังกล่าวผมเชื่อว่าฐาน ที่มาของอำนาจตามกฎหมายไม่ถูกต้องแล้วก็ไม่ชอบธรรมครับ เพราะว่าผู้รับมอบอำนาจจะมี อำนาจเกินกว่าผู้มอบอำนาจไม่ได้ แต่กฎหมายที่มีการตราขึ้นมานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านกำลังมอบอำนาจให้อธิบดีศาลภาษีอากรกลาง โดยอนุมัติของประธานศาลฎีกามีอำนาจ เกินกว่าสภาผู้แทนราษฎรรวมกับวุฒิสภาเสียอีก ซึ่งเปึนหลักการที่ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน