ศุภชัย ใจสมุทร อธิบายว่ามาตรา 14 กำหนดให้มหาวิทยาลัยต้องความร่วมมือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และกำหนดประเภทและชื่อเรียกที่ครอบคลุม เพื่อให้สอดคล้องกับความในมาตรา นอกจากนี้ ศุภชัยยังหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย โดยเสนอแนะให้กระทรวงการคลังมีการกำหนดหลักเกณฑ์หรือเงื่อนไข เพื่อป้องกันการก่อหนี้สาธารณะของมหาวิทยาลัยที่เกินความสามารถในการชำระ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตตอบ ท่านสมาชิกที่ได้ห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ ซึ่งมีท่านเกรียงศักดิ์ ท่านนายแพทย์ชลน่าน นายแพทย์เชิดชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ขออนุญาตเรียนว่าถ้าท่านดูใน มาตรา ๑๔ ของ ร่างนี้ซึ่งไม่ได้มีการแก้ไข มาตรา ๑๔ ได้กำหนดให้มหาวิทยาลัยอาศัยความร่วมมือจาก ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ดังนั้นการกำหนดประเภทและชื่อเรียก ก็เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับถ้อยคำที่มีความครอบคลุม เพื่อให้มีถ้อยคำสอดคล้องกับความ ใน มาตรา ๑๔ ซึ่งเราไม่ได้มีการแก้ไข เพื่อป้องกันปัญหาในการทำความเข้าใจจึงได้กำหนดคำว่า ภาคอุตสาหกรรมเข้าไปในการแก้ไขครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นเรื่องของ ความร่วมมือครับ ทีนี้อยากจะกราบเรียนท่านว่าในอนุ มาตรา ๕ มันเป็นเรื่องความร่วมมือ ถามว่าความร่วมมือตรงนี้พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ในส่วนที่ ๒ เกี่ยวกับ เรื่องการจัดการศึกษาใน มาตรา ๓๕ ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า มาตรา ๓๕ สถาบันอุดมศึกษา พึ่งสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุน การจัดการเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการปฏิบัติงานจริง และเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ทักษะ สมรรถนะ และคุณลักษณะอื่นให้สอดคล้องกับ ความต้องการของประเทศ เพราะฉะนั้นถ้าท่านสมาชิกได้พิจารณาดูในมาตรานี้ว่าหน้าที่และ อำนาจต่าง ๆ ใน (๑) ถึง (๔) เป็นเรื่องหน้าที่และอำนาจ ส่วน ข้อ ๕ เราได้บัญญัติไว้โดยใช้ ถ้อยคำ คำว่า ร่วมมือ ความร่วมมือตรงนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยในการที่ผมได้ เรียนไปสักครู่ตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๒ ว่าเป็นเรื่องของการสนับสนุน การเรียนการสอนของสถาบันอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลที่เราใส่เข้าไป ในเรื่องของภาคอุตสาหกรรมซึ่งไม่ได้แปลว่าไปลงทุน แต่หมายถึงความร่วมมือในทางด้าน การศึกษา การส่งนักศึกษาเข้าไปฝึกงานกับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งมีโรงงานอุตสาหกรรม มากมาย ซึ่งมันเป็นวิธีการเรียนการสอนในปัจจุบันที่เราจะต้องให้นักศึกษาได้เข้าไปฝึกงาน กับภาคอุตสาหกรรมตรงนั้นนะครับ อันนั้นคือเหตุผล แล้วผมขออนุญาตตอบในประเด็นนั้น
ส่วนประเด็นเรื่องของกระทรวงการคลังต้องเรียนว่าในที่ประชุมของ คณะกรรมาธิการของเรากระทรวงการคลังได้ส่งผู้แทนเข้าไปร่วมในคณะกรรมาธิการในการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วย ซึ่งผู้แทนของกระทรวงการคลังได้มีความเห็นว่า อำนาจกำหนดกรอบวงเงินควรเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อให้ไม่เกิดความลักลั่นกับกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัย ในกำกับของรัฐฉบับอื่น เพราะกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐทุกฉบับที่ได้ ประกาศไปแล้วกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรมเป็นผู้กำหนดกรอบวงเงิน ซึ่งอย่างไรก็ตามรัฐมนตรีก็อาจสอบถามไปยัง กระทรวงการคลังเมื่อจะกำหนดกรอบวงเงินก็ได้ ทั้งนี้ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่ใน กำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เท่านั้นนะครับ ยังมีรัฐมนตรีว่าการอื่นที่กำกับดูแลด้วย เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา กำกับดูแลมหาวิทยาลัยกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำกับดูแลสถาบันพระบรมราชชนก เป็นต้น กระทรวงการคลังจึงควรมีการกำหนด หลักเกณฑ์หรือเงื่อนไขเพื่อให้รัฐมนตรีใช้เป็นแนวทางและกรอบในการกำหนดจำนวนเงิน เพราะสิ่งที่กระทรวงการคลังเป็นกังวลก็คือการก่อหนี้สาธารณะของมหาวิทยาลัยที่เกิน ความสามารถในการชำระอย่างที่ท่านได้เป็นห่วงนะครับ และมีผลทำให้ตั้งงบประมาณเพื่อ ชดใช้หนี้ที่เกิดขึ้น ดังนั้นจึงได้กำหนดความในวรรคสองเพื่อเป็นกรอบแนวทางในการ ดำเนินงานเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน ออกพันธบัตร หรือตราสารใด ๆ เพื่อการลงทุนตามร่าง พระราชบัญญัติ มาตรา ๑๖ (๖) ในกรณีที่เกินวงเงินที่กำหนดก็เป็นการยึดตามหลักการของ พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งนำมาบังคับใช้เป็นมาตรฐาน เดียวทำให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเรียนกับท่านก็คือว่าเดิมคณะกรรมาธิการก็เห็นแนวว่าคงตามร่างเดิม แต่เมื่อผู้แทน กระทรวงการคลังได้แสดงความคิดเห็นเสนอแนะมาเราก็ดำเนินการไปเพื่อให้มันเป็นไปตาม แนวอย่างที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเหมือนกับร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยของรัฐที่ออกนอกระบบไปแล้วทุกมหาวิทยาลัย ถ้าท่านคงไว้ตามร่างเดิม ผลก็คือมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีจะมีกฎหมายในกรณีนี้แตกต่างจากร่างพระราชบัญญัติ มหาวิทยาลัยอื่นซึ่งได้ใช้อยู่ปัจจุบันครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงต่อที่ประชุมครับ ขอบพระคุณครับ