สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องมาตรา ๒๙ ที่เกี่ยวกับกฎหมายและกลุ่มชาติพันธุ์ และมีคำเตือนว่าการตรากฎหมายนี้อาจจะทำให้ประเทศไทยมีกฎหมายหลายระดับ และอาจจะทำให้เกิดปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องขออภัยที่เกิดความขลุกขลักเล็กน้อย เนื่องจากผมลงชื่อไว้เป็นอันดับแรก แต่ก็เกิดความสับสนทำให้มาอภิปรายเป็นอันดับที่ ๔ หรือ ๕ นี่นะครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙ มันมีปัญหาอย่างนี้ครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นผมขอกล่าวโดยสรุปเลยก็แล้วกันนะครับ ก็คือก่อนหน้านี้ทางเพื่อนสมาชิกหลายท่านรวมทั้งกรรมาธิการด้วยก็ได้อภิปรายบอกต่อ ประชาชน แล้วก็สมาชิกสภาแห่งนี้บอกว่าการยกเว้นกฎหมายไม่มี ไม่มีการยกเว้นกฎหมาย หรือถ้ามีการยกเว้นกฎหมายก็เป็นการยกเว้นชั่วคราวตอนกำหนดพื้นที่เท่านั้น แต่ ณ บัดนี้ มาตรา ๒๙ ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนครับว่าสิ่งที่กล่าวมาไม่เป็นความจริงทั้งสิ้นครับ ท่านประธาน ท่านประธานดูในมาตรา ๒๙ เขียนชัดเจนเลยว่า ให้ปฏิบัติตามธรรมนูญของ พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แล้วก็ไปตัดออกว่า และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นกำหนดด้วย แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเจตนาของร่างกฎหมายฉบับนี้ ประสงค์จะใช้ธรรมนูญในการปกครองพื้นที่กลุ่มชาติพันธุ์เฉพาะกลุ่มอาจจะกระจายนะครับ จังหวัดเชียงรายของท่านประธานอาจจะมี ๑๐ หรือ ๒๐ กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็จะมีธรรมนูญ ของตัวเองครับ กำหนดโดยคณะกรรมการบริหารพื้นที่ซึ่งเป็นผู้แทนชุมชน ๒ ใน ๓ แล้วก็ ผู้แทนของรัฐ ผมก็ไม่แน่ใจว่าหมายถึงใคร ถ้าเป็น ศอ.บต. ก็มาจากชุมชนเหมือนเดิมจากการ เลือกตั้ง สุดท้ายมันก็จะกลายเป็นว่ามีการปกครองตนเองของชุมชน ซึ่งจังหวัดเชียงราย อาจจะมีกระจัดกระจายไป ๒๐ ๓๐ แห่ง แล้วแต่ละที่ก็มีธรรมนูญของตนเอง โดยมีเงื่อนไขว่า ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วประเทศไทยจะทำอย่างไรครับท่านประธาน มีพื้นที่เป็นหย่อม ๆ ที่เป็นรัฐขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ผมไม่ทราบ แต่ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดครับ ประชาชนใช้ชีวิตตามวิถีชีวิต ตามแต่คณะกรรมการบริหารพื้นที่จะกำหนด โดยการ ตรารัฐธรรมนูญ ซึ่งธรรมนูญมีความหมายว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการองค์กร ของตนเอง ได้แก่ ธรรมนูญศาลยุติธรรม เป็นต้น ท่านประธานก็คงเห็นว่าทั้งนี้และทั้งนั้น สุดท้ายของการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าเป็นไปตามที่คณะกรรมการแก้ไขมา เราจะเกิดพื้นที่เป็นหย่อม ๆ ภายใต้ราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ผมไม่เชื่อว่ากรรมาธิการจะร่างกฎหมาย โดยมีเจตนาเช่นนั้น แต่การร่างกฎหมายของท่านในทางปฏิบัติ มันมีผลทำให้เกิดพื้นที่ เป็นหย่อม ๆ หย่อมใหญ่บ้าง หย่อมเล็กบ้าง ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยใด ๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะไปอ้างว่าธรรมนูญนั้นต้องให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมให้ความเห็นชอบก่อน แต่ผมก็ขออนุญาตเรียนถามครับว่าคนที่ตรากฎหมายมีอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่ คนที่ตราธรรมนูญ มีอำนาจในการตรากฎหมายที่สามารถ Override Overrule พระราชบัญญัติต่าง ๆ ได้หรือไม่ สามารถ Override Overrule กฎกระทรวงได้หรือไม่ แล้วสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ใดในการที่จะอนุมัติกฎหมายที่เทียบเท่าบังคับใช้ทำนองเดียวกับพระราชบัญญัติ การตรากฎหมายลักษณะอย่างนี้จึงเป็นการตรากฎหมายที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่เป็นไปตามหลักกฎหมาย การให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผมเห็นด้วย แต่ต้องไม่ใช้วิธีการเขียนกฎหมายที่มีลักษณะให้มีชุมชนปกครองตนเอง เป็นหย่อม ๆ เช่นนี้ เพราะถ้าหากท่านทำ คำว่า ชาติพันธุ์ Ethnic Group นี่ ทุก ๆ คนในประเทศไทย เป็นชาติพันธุ์ทั้งสิ้น เดี๋ยวคนจีนที่อยู่ตามเยาวราชก็บอกว่ามีวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ท่านก็จะปกครองตนเองตามธรรมนูญของคนจีนที่อยู่เยาวราช คนส่วยที่อยู่ศรีสะเกษ ก็อยากจะทำอย่างเดียวกัน แล้วก็มีชาวป่าชาวเขาต่าง ๆ ก็จะทำอย่างนี้ แล้วประเทศไทยเรา จะเป็นประเทศที่มีกฎหมายหลายระดับมั่วกันไปหมด ผมว่ามันจะไม่ไหวนะครับ แล้วถ้าเกิด มีการทำผิดกฎหมายขึ้นมาผมก็สงสัยว่าสุดท้ายต้องไปขึ้นศาลไหน หรือจะต้องไปให้ผู้อาวุโส ของกลุ่มชาติพันธุ์ในการพิจารณาว่า ทำผิดหรือทำชอบ ด้วยความเคารพครับ ผมประสงค์ จะให้กลุ่มชาติพันธุ์ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี อยากจะให้ได้รับความคุ้มครองแล้วก็สามารถ ดำรงชีวิตตามวิถีวัฒนธรรมได้ แต่การตรากฎหมายเช่นนี้จะสร้างปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ให้กับประเทศไทยครับท่านประธาน