เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ชี้แจงถึงความจำเป็นของร่างกฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ โดยย้ำว่าต้องรวมสิทธิในที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยและทำกิน เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นอย่างมีศักดิ์ศรี ขณะเดียวกันยืนยันว่าร่างกฎหมายมาตรา ๒๗ ไม่ขัดต่อกฎหมายป่าไม้และรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการยกเว้นเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคตามกรอบกฎหมายที่เปิดช่องไว้ได้ และการประกาศเขตคุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์จะไม่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง แต่จะช่วยให้การจัดการทั้งพื้นที่ทำกินและป่าชุมชนชัดเจนขึ้น พร้อมส่งเสริมทั้งการอนุรักษ์และสิทธิของชุมชนอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ในฐานะกรรมาธิการ ผมขออภิปรายชี้แจง แล้วก็ตอบคำถามเพื่อนสมาชิกที่ได้พยายามตั้งคำถามมาหลายครั้ง ซึ่งผมจะขอตอบเฉพาะ ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญแล้วก็ยังไม่ได้มีการตอบไปนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ผมอยากจะเน้นย้ำอย่างนี้นะครับว่าเนื้อหาของการคุ้มครอง สิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ที่เริ่มต้นบอกว่าคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งเพื่อนสมาชิก หลายคนได้บอกว่าการคุ้มครองวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ต้องไม่รวมถึงเรื่องสิทธิในที่ดินด้วย คือการตีความแบบนี้มันก็ไม่ได้ถูกเสียเลยทีเดียวเพราะว่ากลุ่มชาติพันธุ์ไม่ได้มีปัญหาเพียงแค่ เรื่องประเพณีวัฒนธรรมนะครับ สิ่งที่เป็นเป้าหมายที่กฎหมายฉบับนี้ต้องการที่จะคุ้มครอง คือคุ้มครองให้มีสิทธิในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่จะไม่ได้ถูกแช่แข็งเอาไว้แบบอดีตนะครับ ไม่ใช่เพียงแค่การอนุรักษ์เสื้อผ้า อาหาร วัฒนธรรม ภาษาที่แปลก ๆ ไม่ใช่เรื่องของการเพียง เก็บพื้นที่เก่า ๆ เอาไว้เพื่อให้คนใจบุญขึ้นไปเลี้ยงอาหารเด็ก ๆ ขึ้นไปทำบุญแล้วกลับมาด้วย ความอิ่มเอมใจ เราไม่ได้ต้องการเพียงแค่นี้ การดำรงชีวิตของคนต้องการอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ซึ่งจะเริ่มต้นได้ก็ต้องมีสิทธิในที่ดินสำหรับอยู่อาศัย ที่ทำกินนะครับ ถึงจะทำให้พวกเขา เหล่านั้นสามารถเริ่มต้นพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองต่อไปได้ อันนี้คือหัวใจสำคัญนะครับ
ประเด็นต่อไปก็คือสรุปแล้วมาตรา ๒๗ เรื่องของการประกาศเขตพื้นที่ คุ้มครอง เป็นกฎหมายที่ Overrule กฎหมายป่าไม้หรือไม่ แน่นอนครับเป็นการ Overrule กฎหมายป่าไม้แต่เป็นปัญหาหรือไม่ ประเด็นคือจุดนี้ มีบางกรณีเป็นการ Overrule ที่ผิด อย่างเช่น การใช้กฎหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่าเหนือกฎหมายที่มีศักดิ์สูงกว่าแบบนี้ทำไม่ได้นะครับ แต่ถ้าเป็นการ Overrule กฎหมายในระดับเดียวกันหรือด้วยกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์สูงกว่า แบบนี้สามารถทำได้แล้วเราก็มีตัวอย่างเยอะแยะมากมาย เมื่อสักครู่ท่านจุลพงศ์ก็ได้ ยกตัวอย่างไปแล้วหลาย ๆ กรณี ท่านเอกราชก็ได้ยกตัวอย่างกฎหมายครอบครัวของ ๓ จังหวัดภาคใต้ไปแล้ว ทีนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นชัดเจนอย่างนี้นะครับ นอกจาก พ.ร.บ. ป่าชุมชน แล้วยังมี พ.ร.บ. ส.ป.ก. ที่เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าถ้าประกาศเขตปฏิรูปไปแล้วให้มีผลเพิกถอน เขตป่าสงวนอย่างนี้ อันนี้ก็เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนครับว่ากฎหมายสามารถ Overule กันได้ แล้วการเขียนกฎหมายที่ไปยกเว้นกฎหมายอีกฉบับหนึ่งอย่างนี้ เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ได้ ผิดกฎหมายแล้วเราก็มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมมาแล้วนะครับ เพื่อนสมาชิกหลายคนบอกว่า การทำแบบนี้เท่ากับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำผิดกฎหมายเดี๋ยวจะถูกยื่นสอบจริยธรรมอย่างนี้ กลายเป็นสภาแห่งนี้จะออกกฎหมายผิดไปอย่างนี้นะครับ แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูสภาที่ออก พ.ร.บ. ส.ป.ก. สภาที่ออก พ.ร.บ. EEC ก็ยังไม่เคยมีใครจะต้องต้องโทษหรือได้รับผลร้าย ในทางกฎหมายแต่อย่างใดนะครับ หลายคนที่นี่ ญาติพี่น้องท่านก็ยังถือครอง ส.ป.ก. อยู่ ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่ดีมากด้วย กฎหมายฉบับนี้ก็ไม่ได้แตกต่างกันนะครับ ประเด็นต่อไป ก็คือร่าง พ.ร.บ. นี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะในเรื่องที่ว่าด้วยหลักความเสมอภาคหรือไม่ ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่ากฎหมายฉบับนี้มีสภาพเป็นกฎหมายที่ช่วยสร้างหรือเพิ่มโอกาส ให้กลุ่มคนที่ด้อยโอกาสได้มีสิทธิเข้าถึงบรรดากฎหมายที่มีอยู่หรือเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ อันนี้ ต้องขอขอบคุณท่านชลน่านที่ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมาตรา ๒๗ หลักการ ก็คือทุกคนย่อมมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คนบางกลุ่มด้อยโอกาส กฎหมายจึงเขียนข้อยกเว้นเอาไว้ว่าสำหรับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสมาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น เพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลเหล่านั้นสามารถใช้สิทธิ ใช้เสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ด้อยโอกาสสิ่งเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นการ เลือกปฏิบัติ นี่เป็นสิ่งที่ชัดเจนที่สุดแล้วว่าการเขียนกฎหมายในลักษณะที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๗ ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ขัดต่อหลักการ เรามีตัวอย่างที่ชัดเจนมีไว้ให้แล้ว เพราะฉะนั้นการเขียน กฎหมายแบบนี้เดินมาตามรูปแบบทุกอย่างไม่มีส่วนใดที่ขัดต่อกฎหมายนะครับ
ประเด็นต่อไปก็คือเรื่องของการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ จะนำไปสู่การทำลายป่าหรือไม่ นี่คือประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะย้ำนะครับว่า การประกาศ เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตและวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์จะไม่ทำให้พื้นที่ป่าลดลงแม้แต่ ตารางนิ้วเดียวนะครับ เพราะอะไรละครับ ทุกวันนี้ในทางข้อเท็จจริง พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกสำรวจ เอาไว้แล้วโดยกรมป่าไม้หรือกรมอุทยานแห่งชาติ แทบจะไม่ค่อยมีชุมชนไหนแล้วที่ยังไม่เคย ได้ทำการสำรวจ แม้กระทั่งหากยังไม่มีการสำรวจเรามีเครื่องมือทางเทคโนโลยีมากมาย ที่สามารถตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่ออกกฎหมายขึ้นมา รับรองคุ้มครองไม่ใช่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง ในขณะเดียวกันก็จะสร้างความชัดเจนระหว่างพื้นที่ ของประชาชนกับพื้นที่ของรัฐ ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ประชาชนรุกพื้นที่ของรัฐ รัฐก็สามารถที่จะไป จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายได้เลย อันนี้ยิ่งสร้างความชัดเจนในการบริหารจัดการพื้นที่ แล้วก็เป้าหมายหลักของการประกาศเป็นเขตพื้นที่คุ้มครองก็คือมีพื้นที่ทำกินที่ผมได้พูดไป เมื่อสักครู่ กับอีกส่วนหนึ่งก็คือพื้นที่ป่าชุมชน ซึ่งเราเรียกว่าเป็นพื้นที่จิตวิญญาณ พื้นที่เหล่านี้ ก็จะมีกฎระเบียบในการคุมไม่ให้ถูกแผ้วถาง จะต้องรักษาไว้เป็นพื้นที่ป่าสำหรับใช้ในกิจการ ที่เกี่ยวกับป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอนุรักษ์รักษาป่า ป่าชุมชนหรือว่าการเก็บเห็ด เก็บหน่อ เอาไว้สำหรับการดำรงชีพตามปกติอย่างนี้ อันนี้ก็คือจะเป็นตัวเป้าหมายในการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครอง เพราะฉะนั้นในมาตรา ๒๗ นี้ เพื่อนสมาชิกหลายคนที่ได้ตั้งคำถามมาแต่ว่าก็มีคำอธิบายที่ชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่าการ เขียนกฎหมายในลักษณะนี้สามารถทำได้ถูกต้องตามหลักการ เป็นที่ต้องการของประชาชน อยู่แล้ว ท่านซึ่งเป็นเพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจดีนะครับในอดีตผมเชื่อ ได้เลยว่าหลายคนเคยไปประกันตัวคนที่ถูกจับกุมในคดีความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ท่านย่อมทราบ สิ่งเหล่านี้ดี ท่านเดินลงไปหาเสียง ท่านเดินลงไปพบปะพี่น้องประชาชน พวกเขาก็สะท้อน ปัญหาเหล่านี้ให้แก่ท่านฟัง ท่านทราบปัญหาเหล่านี้ดี