วรวิทย์ นพแก้ว หารือเรื่องปัญหาของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับธรรมชาติ และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาสิทธิและเสรีภาพของพวกเขา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม วรวิทย์ นพแก้ว ต้องบอกว่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็น ภาพแห่งความสุขที่หลาย ๆ ท่าน หลาย ๆ กลุ่มที่นั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ แต่อยากจะบอกว่า ท่านรู้หรือไม่ว่ามีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับป่า อยู่กับเขา อยู่กับน้ำ อยู่กับธรรมชาติ อีกหลายกลุ่มอยู่อย่างยากลำบาก ความจริงที่ปรากฏขึ้นที่ท่านกรรมาธิการได้อธิบายให้พวกท่าน ได้ฟัง สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นกับกลุ่มชาติพันธุ์ดำรงชีวิตอยู่กับธรรมชาติอยู่อย่างยากลำบาก ถึงแม้ว่าเขาจะมีประวัติศาสตร์ มีวิถีชีวิตอันงดงามกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน แต่วันนี้ชีวิต ของพวกเขาหลาย ๆ กลุ่มชาติพันธุ์สูญเสียสิทธิในที่ทำกิน ขาดความมั่นคงในที่ดินและ ที่อยู่อาศัย รวมทั้งอัตลักษณ์ของเขาที่ดำรงมาอยู่อย่างยาวนาน วันนี้ภาพที่เราได้เห็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ที่กลุ่มชาติพันธุ์อยากฝากความหวังไว้กับผู้แทนของประชาชน ในระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน ในการร่างกฎหมาย วันนี้พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์หลั่งไหลมายังรัฐสภาแห่งนี้มาเพื่อที่จะบอกกับ ผู้แทนราษฎรว่าพวกเขาอยู่อย่างยากลำบาก ที่อยู่อย่างยากลำบากและมีปัญหานี้ ความจริง ที่เกิดขึ้นไม่ได้สิ่งอื่นใดเลย เกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่กำหนดเอาไว้ดังที่ท่านกรรมาธิการ ได้พูดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติป่าไม้ ๒๔๘๔ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ ๒๕๐๗ จนมาถึงปัจจุบันนี้ พยายามที่จะ แก้ไขเพิ่มเติมแล้วก็ออกเป็นพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ๒๕๖๒ และพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ปี ๒๕๖๒ มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของ ประชาชน ต้องเรียนท่านประธานว่าท่านเห็นหรือไม่ว่ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่ท่านได้เอ่ยนามว่า กำลังพยายามที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายไม่ได้ เคยเห็นหัวของพี่น้องประชาชนเลยตั้งแต่เริ่มร่างพระราชบัญญัติขึ้นมา ดังกรณีที่กำหนดไว้ว่า พระราชบัญญัติที่พยายามจะสร้างขึ้นนั้นเพื่อคุ้มครองและสงวนสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ต้องจำเป็นที่จะต้องจำกัดสิทธิของพี่น้องประชาชนหลายมาตราที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดที่ไม่สามารถละเมิดได้ แต่การร่าง พระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหลายฉบับนี้กำลังบอกว่าไม่อยากให้ชุมชนที่อยู่ กับป่านั้นมีสิทธิตามมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ซึ่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเอาไว้นั้นมีอะไรบ้างครับ ขออนุญาตเล่าให้ฟังคร่าว ๆ เพื่อที่ผู้แทนประชาชนหรือผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์จะได้เห็นภาพว่า พี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่กับป่ากับเขาถูกจำกัดสิทธิอะไรไว้บ้าง มาตรา ๒๘ ที่กำหนดเอาไว้ใน รัฐธรรมนูญว่า บุคคลย่อมมีสิทธิในชีวิตและร่างกาย การจับและคุมขัง ชาวบ้านจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีหมายศาล นั่นหมายความว่าอะไรครับ สิทธิในชีวิตและร่างกายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘ นี้ถูกละเมิดโดยกฎหมายป่าไม้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มาตรา ๓๓ บอกว่า บุคคล ย่อมมีสิทธิในเคหสถาน หมายถึงว่ามีสิทธิในที่ดินที่อยู่อาศัย แต่กฎหมายป่าไม้หลายฉบับ พยายามบอกว่า พยายามที่จะจำกัดสิทธิ สิทธิของชุมชนในเคหสถาน อยากจะไปละเมิด เมื่อไรก็ทำได้ อันต่อมาก็คือมาตรา ๓๗ ที่รัฐธรรมนูญพยายามบอกไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ ในทรัพย์สิน แต่กฎหมายป่าไม้บอกว่าให้กระทำได้ อันนี้หมายความว่าอย่างไร อยากจะบอก ให้เห็นว่าเราพยายามที่จะแบกความหวังของพี่น้องประชาชน เราไปเห็นภาพพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ หลาย ๆ กลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำรงชีพอยู่กับธรรมชาติถูกจำกัดสิทธิ ทำให้สิทธิและเสรีภาพ ของเขานั้นหมดไป ดังนั้นตามมาตรา ๒๗ ของคณะกรรมาธิการที่พยายามร่างขึ้นมานี้ ก็เพื่อที่จะบอกว่าหัวใจสำคัญของการทำพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตวัฒนธรรมนี้คือจุดสูงสุดของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถ้าไม่มีมาตรา ๒๗ นี้เราไม่สามารถที่จะรับหลักการนี้ได้ ฉะนั้นกรรมาธิการ พยายามจะส่งเสียงบอกว่าโดยหลักการแล้วจำเป็นที่จะต้องมีการทำพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม และการที่จะทำพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมได้นั้นจะต้องไม่นำหลักการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น มาบังคับใช้ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถดำเนินการสร้างพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมร่วมกันได้ สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายสูงสุดที่พวกเรากำลังจะพยายามที่จะสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมาย ลดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชน สร้างความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรร่วมกัน อย่างสมดุลและยั่งยืนต่อไป และที่สำคัญก็คือจะทำให้คนอยู่กับธรรมชาติได้อย่างสมดุล มั่นคงและยั่งยืนต่อไป ขอบพระคุณครับ