สุริยันต์ ทองหนูเอียด ชี้แจงหลักการจัดการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนดั้งเดิม การจัดการร่วมกันอย่างยั่งยืนโดยไม่กระทบแนวเขตป่าไม้ และการร่วมมือกับรัฐในการอนุรักษ์ทรัพยากร พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีกฎหมายรองรับสิทธิของชุมชนที่อาศัยในพื้นที่ป่ามาก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ โดยยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาสนับสนุนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมต่อประชาชนผู้มีอยู่มาก่อน
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน พวกเราขอขอบคุณสภาแห่งนี้ ที่รับหลักการร่างกฎหมายทั้ง ๕ ฉบับในวาระแรกและแต่งตั้งพวกเรามาร่วมเป็นคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณากฎหมาย ในนามของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราขอยืนยันว่าหลักการ พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์นั้นไม่ได้มาโดยอัตโนมัติ แต่เป็นการได้มาโดยวัดปฏิบัติ หรือว่าการดำเนินการในพื้นที่ภายใต้หลักการพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมนะครับ
ประการที่ ๑ ก็คือว่าพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมจะต้องเป็นพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม ขอสไลด์ด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
ที่ดำรงชีวิตแล้วก็มี เอกลักษณ์ มีประวัติ มีความเป็นมาที่ชัดเจน
ประการที่ ๒ พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมไม่ได้ให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินในเชิงปัจเจก หรือว่าเป็นบุคคล แต่ว่าเป็นลักษณะให้ชุมชนจัดการร่วมกันในลักษณะของแปลงรวมหรือว่า หน้าหมู่ หรือว่าโฉนดชุมชน หรือว่าพื้นที่คุ้มครองจิตวิญญาณ หรือพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรม ซึ่งเป็นไปตามหลักที่ดินของบรรพชนของพี่น้องชาติพันธุ์ซึ่งดำรงอยู่มาช้านาน
ประการที่ ๓ พื้นที่คุ้มครองไม่ได้เพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแนวเขตของป่าไม้เดิม ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวน ไม่ว่าจะเป็นป่าอุทยาน หรือว่าป่าประเภทไหนก็แล้วแต่ แต่เป็นการ จัดการพื้นที่ที่ได้นำเสนอกันไปแล้ว
ประการสุดท้าย พื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่จะประกาศพื้นที่คุ้มครองไม่ได้ทำให้ รัฐเสียพื้นที่ แต่เป็นการร่วมกับรัฐทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นกรมอุทยาน ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้ หรือว่า กระทรวงทรัพยากร เป็นแขนเป็นขาให้รัฐในการดูแลทรัพยากรร่วมกันเป็นแนวร่วมของ การดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หัวใจของพื้นที่คุ้มครองมีอยู่ ๖ ประการครับ
ประการแรก พื้นที่คุ้มครองพี่น้องชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้นวิถีชีวิตของเขา กับวิถีอนุรักษ์เป็นวิถีเดียวกัน ไม่ได้ไปย้อนแย้ง ไม่ได้ไปสร้างภาพ ไม่ได้ประกาศแล้วก็ต่างคน ก็แยกย้าย แต่เป็นการดำรงอยู่ที่มีวิถีที่ชัดเจนว่าตั้งแต่มกราคมจนถึงธันวาคมแต่ละเดือนก็มี พิธีกรรม ก็มีความเชื่อ ก็มีการจัดการทรัพยากร ที่สอดคล้องกับหลักจารีตของแต่ละชุมชน อย่างไร
ประการที่ ๒ การจัดการทรัพยากรเรียกว่ารูปแบบกรรมสิทธิ์เป็นรูปแบบหน้าหมู่ อย่างที่ผมนำเรียน เป็นรูปแบบของการจัดการร่วมในหลักสิทธิชุมชนซึ่งเรียกกันว่าเป็น ประชาธิปไตยระดับพื้นที่ ระดับท้องถิ่น
ประการที่ ๓ พื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมเป็นการจัดการในลักษณะพหุกฎหมาย หมายถึงว่าใช้กฎหมายระดับสากลปฏิญญาสากลว่าด้วยสัญชาติพี่น้อง อนุสัญญาว่าด้วย การขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติหรือว่าปฏิญญาว่าด้วยพี่น้องชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเอากฎหมาย ปฏิญญาสากลมาใช้เป็นหลัก
ประการที่ ๔ การใช้ประโยชน์ในพื้นที่คุ้มครองวัฒนธรรมทำในลักษณะใช้ส่วนน้อย รักษาส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ส่วนรวม เป็นการใช้ประโยชน์แบบไม่ทำลาย เป็นการใช้บนหลักการ หมุนเวียน หลักการของการทดแทน หลักการของการพักฟื้น หรือในรูปแบบเกษตรที่เราบอกว่า ระบบไร่หมุนเวียนซึ่งอยู่ในมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ว่าด้วยการฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ยง
ประการที่ ๕ หลักการแก้ปัญหาในพื้นที่หรือหลักการจัดการพื้นที่คุ้มครอง วัฒนธรรมหลักการจัดการร่วม เป็นหลักการสร้างกรอบความร่วมมือเปลี่ยนความขัดแย้ง มาเป็นแนวร่วม เป็นแขนเป็นขาในการพัฒนาชาติบ้านเมืองตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ทิ้งใคร ไว้ข้างหลัง
ประการสุดท้าย เรื่องของพื้นที่คุ้มครองเป็นการส่งเสริม เป็นการพัฒนา ศักยภาพของชาติพันธุ์ไม่ใช่การสงเคราะห์ จะทำให้เขามีความเท่าเทียมเสมอกันในสังคม ที่เป็นธรรม
ทีนี้ผมนำเรียนว่าขั้นตอนของการประกาศไม่ได้ดำเนินการว่าพี่น้องจะดำเนินการ ได้โดยปกติอย่างเดียว หมายถึงว่ามันก็จะมีกระบวนการอย่างน้อย ๔ ขั้นตอน
ขั้นตอนตอนแรกเป็นการทำข้อตกลงกันในชุมชน พี่น้องมีความเห็นพ้อง ต้องกันกับหน่วยงานว่าจะดำเนินการทำแผนแสดงแนวเขต แผนแม่บท มีการฟื้นฟูวิถีชีวิต มีแผนการจัดการทรัพยากร มีแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิต มีเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เพราะพี่น้องหลายพื้นที่เข้าไม่ถึง ณ ขณะนี้
ประการที่ ๒ มีการทำเสนอแผนแม่บทและแผนที่จัดทำแผนแม่บท เมื่อเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการระดับชาติพิจารณา คณะกรรมการมีความเห็น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เห็นชอบจึงกำหนดให้เป็นเขตคุ้มครองแต่งตั้งคณะกรรมการพื้นที่มาบริหาร
ประการที่ ๓ ก็คือมีการจัดทำธรรมนูญ มีการประเมินผล ซึ่งการประกาศ พื้นที่คุ้มครองนั้นได้มีการดำเนินการมาแล้วในมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ กับวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ ไม่ว่าที่เป็นหลีเป๊ะ ไม่ว่าจะเป็นดอยช้างป่าแป๋ ไม่ว่าจะเป็นหินลาด ในเชียงราย หรือว่าล่าสุดที่เราประกาศพื้นที่คุ้มครองเชิญท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี ขณะนั้นไปเป็นประธานก็คือที่ขุนแม่เหว่ย จังหวัดตาก ท่าสองยาง ผมนำเรียนว่าข้อเรียกร้อง ของพี่น้องในนามของชนเผ่าพื้นเมืองซึ่งมีอยู่ ๖๐ กว่าชนเผ่า ๖.๑ ล้านคน พี่น้องประมาณ ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศนี้ต้องการที่จะให้มีกฎหมายอย่างนี้มาปกป้องคุ้มครองเขา
สุดท้ายผมขอนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งประทานไว้ในวันรพีเมื่อปี ๒๕๑๖ ว่าในป่าสงวนซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่าเป็นป่าสงวน หรือป่าจำแนก แต่ว่าเราขีดเส้นไว้ประชาชนก็มีอยู่ในนั้นแล้ว เราจะเอากฎหมายป่าสงวน ไปบังคับคนที่อยู่ในป่าที่ยังไม่สงวนแล้วไปสงวนทีหลังโดยขีดเส้นบนกระดาษก็ดูชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้นที่มีการขีดเส้นแล้วประชาชนที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดูในทางกฎหมายเขาก็ฝ่าฝืนเพราะว่าตราเป็นกฎหมายโดยชอบธรรม แต่ว่าถ้าตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมายผู้ที่ขีดเส้นนั้น เพราะว่าบุคคลที่อยู่ในป่านั้นเขาอยู่มาก่อน เขามีสิทธิ ในทางเป็นมนุษย์ หมายความว่าทางราชการบุกรุกบุคคลไม่ใช่บุคคลบุกรุกกฎหมายของ บ้านเมือง ขอบคุณครับ