ชลน่าน ยันร่างกฎหมายคุ้มครองชาติพันธุ์ชัดเจน ลดการตีความผิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๘

ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายสนับสนุนร่างมาตรา 27 ตามร่างของกรรมาธิการในร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองและส่งเสริมชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ โดยย้ำว่าการกำหนดพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตอย่างชัดเจนมีความจำเป็น เพื่อคุ้มครองสิทธิ การทำมาหากิน และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นการยกฐานะให้เท่าเทียมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานใช้สิทธิ สมาชิกอภิปรายในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมชีวิต กลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ มีเพื่อนสมาชิกเสนอประกบด้วย มีการแก้ไข ในมาตรา ๒๗ สมาชิกสามารถอภิปรายได้แม้ไม่ได้สงวนความเห็นเอาไว้หรือสงวนคำแปรญัตติ เอาไว้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายในฐานะสมาชิกที่ได้ให้ความเห็นกับ กรรมาธิการไว้หลายครั้ง ก่อนที่จะเป็นร่างมาตรา ๒๗ ของกรรมาธิการ ท่านประธานจะบอกว่า ผมอภิปรายเพื่อปกป้องชื่อเสียงของผมเองก็ได้นะครับ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพี่น้องชาติพันธุ์ เพราะผมใช้โอกาสของการตรากฎหมาย การจัดทำกฎหมาย กระบวนการตรากฎหมายเป็นหลัก โดยไม่ได้มองว่าเพื่อใคร ท่านประธานครับ ถ้าพูดในมุมนี้ผมยืนยันว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้ ไปเขียนมา ได้ไปปรับแก้มานี่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตัวผมเองและนักกฎหมายหลายท่านได้ ให้ข้อเสนอไปว่าวิธีเขียนให้สามารถนำสู่ปฏิบัติได้ ลดข้อกังวล ลดการตีความนี่ต้องเขียนให้ชัด โดยเฉพาะในร่างของกรรมาธิการเดิมที่บอกว่า มิให้นำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาใช้บังคับ ก็ปรับเปลี่ยนถ้อยคำให้ชัดเจนขึ้น แต่ก่อนที่จะลงลึกตรงนี้ผมยืนยันครับท่านประธานว่าผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่เขียนมาแบบนี้ เห็นด้วยเพราะอะไรครับ เห็นด้วยเพราะกฎหมายฉบับนี้เน้นในการส่งเสริมคุ้มครองวิถีชีวิต ของชาติพันธุ์ ถ้าเขาได้สิทธิเขามีโอกาสเท่าเทียมกับคนไทยทุกคนโดยทั่วไปแล้วกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ต้องเขียนครับ อันนี้เราพูดกันมามากแล้วในประเด็นนี้ เกือบทุกมาตราเพื่อจะรองรับ คำพูดนี้ละครับ เพื่อจะยกให้เขามามีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยทุกคน ซึ่งขณะนี้เขาไม่มี กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ปัจจุบันนี้ไม่ได้ให้โอกาสเขาอย่างนั้น แล้วเขาก็อยู่แบบผิดกฎหมาย มาด้วยตลอด แม้จะได้รับอนุญาตให้อยู่ตามมติ ครม. ก็ดี หรือข้อตกลงใด ๆ ก็ดี แต่เป็นการอยู่ แบบภายใต้กฎหมายที่คุณอยู่ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นสิทธิต่าง ๆ คุณไม่ได้รับเหมือน คนทั่วไป คุณจะใช้โทรศัพท์คุณตั้งเสาโทรศัพท์ได้ไหม ไม่ได้ คุณต้องการทำถนนเข้าที่ทำกิน คุณไปแผ้วถางได้ไหม ไม่ได้ เอาน้ำขึ้นไปทำระบบน้ำได้ไหม ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้เราพูดกันเยอะแล้ว ก็เลยอยากจะเน้นเพียงแต่ว่าเราต้องการทำให้คนที่อยู่บนผืนแผ่นดินนี้ได้เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ถ้าอันไหนมันมีข้อด้อยกฎหมายเอื้อมไม่ถึงเราก็ออกกฎหมายไปรองรับเพื่อยกเขาขึ้นมาไม่ให้ เกินสิทธิมากกว่าบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นประเด็นข้อกังวลของเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่บอกว่า เป็นการออกกฎหมายให้สิทธิพิเศษ ผมเองไม่ได้เห็นด้วยในประเด็นนั้นแน่นอน ไม่ใช่ สิทธิพิเศษนะครับ สิทธิที่เขาพึงจะได้รับเท่านั้นเอง กลับมาประเด็นมาตรา ๒๗ ครับ เป็นมาตราที่ว่าด้วยพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ หลักคิด ถ้าคุณไม่กำหนดพื้นที่ คุ้มครองแล้ว สิ่งที่เราคาดหวังขณะนี้ที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายเป็นห่วงเป็นใย ถ้าคุณไม่ขีดเขต ไม่กำหนดแผนที่ ไม่กำหนดแผนแม่บทที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่ท่านพูดนี่เกิดขึ้นประจำ เกิดขึ้น ในขณะนี้อย่างไร ท่านไปกล่าวหาว่าเขาบุกรุก ก็มันไม่มีขอบเขตที่ชัดเจนอย่างไรครับ แล้วจะให้อยู่อย่างไร แต่ท่านอนุญาตให้เขาขีดภายใต้ข้อตกลง ภายใต้ความเห็นชอบ ภายใต้ การประกาศของกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนี่ชัดเจนครับ คุณต้องอยู่ภายใต้ ขีดเขตแผนที่ที่กำหนดนี้เท่านั้น ทำมาหากิน ทำประโยชน์ใช้สอย มีวิถีชีวิตสุขสมบูรณ์ภายใต้ ที่กำหนดเท่านั้น แล้วภายใต้เงื่อนไขทุกอย่างด้วย ท่านประธานผมขอเวลาอีกนิดหนึ่งที่จะ ชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าผมเห็นด้วยเพราะอะไร นี่อย่างไรครับ คุ้มครองวิถีชีวิตเป็นพื้นที่ คุ้มครองด้วย คุ้มครองวิถีชีวิตคนที่อยู่ตรงนั้นและคุ้มครองพื้นที่ด้วย คุ้มครองพื้นที่ด้วยครับ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ดูแลสิ่งแวดล้อม ดูแลพื้นที่ภายใต้ การมีส่วนร่วม และคุ้มครองส่งเสริมเขาให้เขาอยู่ให้เขากินตรงนั้นอย่างมีสิทธิเท่าเทียม แม้บางเรื่องเขายังจะไม่ได้สิทธิครับ ผมยกตัวอย่างสัญชาติขณะนี้ รัฐบาลมีมติ ๔๐๐,๐๐๐ คน ๒ ล้านคนที่รออยู่ ๔๐๐,๐๐๐ นี้นิดเดียว สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า วิธีการเขียนกฎหมายแบบนี้ไม่ได้เป็นการให้สิทธิพิเศษ แต่เป็นการดำเนินการให้เกิดความ เป็นไปได้ ที่กรรมาธิการไปเขียนมาผมเห็นด้วยเพราะอะไรครับ ๑. ร่างรัฐบาลที่ส่งเข้ามา ร่างคณะรัฐมนตรีส่งเข้ามาเรารับหลักการ เป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎรเข้าสู่กรรมาธิการ กรรมาธิการพิจารณาปรับเป็นร่างกรรมาธิการ มันมีความต่างกันอย่างเห็นชัดอย่างนี้ครับ ร่างมาตรา ๒๗ ของคณะรัฐมนตรี การประกาศพื้นที่คุ้มครองทำ ๓ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑ ให้ชุมชนเป็นผู้จัดทำ ชุมชนก็คือคนที่อยู่แถวนั้นไปทำแผนแม่บท ทำแผนที่มา ภายใต้การรับฟัง ความเห็นแล้วส่งให้สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม จัดทำแผนที่และแผนแม่บทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นขั้นตอนที่ ๒ ครับ เมื่อผ่านแล้ว ถึงส่งให้กรรมการประกาศพื้นที่เป็นขั้นตอนที่ ๓ สิ่งที่มันเป็นปัญหาหนักที่สุด ผมเชื่อว่า กรรมาธิการหลายท่านคงเห็นภาพก็คือว่าขั้นตอนที่ ๒ มันจะเป็นคอขวด มันจะไปไม่ได้เลย สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมไปจัดทำแผนที่ภายใต้การมีส่วนร่วมของหน่วยงาน เรียกมา ไม่มีหน่วยงานไหนให้คำรับรองครับ เหมือนกับการรับรองแนวเขตการทำพื้นที่ทำกินในปัจจุบันนี้ อย่างไรครับ ถ้าติดป่า ไม่มีใครรับรองให้ ออกเอกสารสิทธิไม่ได้ คล้ายกันครับ มันจะเป็น คอขวดกองอยู่ตรงนี้ แล้วพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตชาติพันธุ์ไม่มีทางเกิดขึ้น ๔๐-๕๐ พื้นที่ เหมือนที่ท่าน สส. มานพพูดเมื่อสักครู่ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านครับ ไม่มีทางเกิดขึ้นครับ มันจะเป็นคอขวด และสิ่งที่ผมไม่อยากคิด และไม่พูดกล่าวหาใคร มันเป็นการใช้ดุลพินิจ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะเห็นชอบ ไม่เห็นชอบ ดุลพินิจอย่างนี้มันทำลายประเทศเรามานาน มากแล้วท่านประธาน ถ้าคุณอยากให้ดุลพินิจผมเป็นบวกกับคุณ คุณจ่ายมา เป็นไปได้ไหมครับ ท่านเอาอะไรมาเป็นหลักประกันว่าเขาจะไม่เรียกรับ ผมไม่ได้กล่าวหาใครนะครับ แต่คุณไป เปิดช่องให้เขาทำได้ ถ้าชุมชนไหนมีผู้สนับสนุน มีทุน ยกให้ ชุมชนนั้นผ่าน มันจะเกิดช่อง สิ่งที่เปิดช่องเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ของเราของรัฐเองที่ไม่ประสงค์ดีนะครับ ผมชื่นชมเจ้าหน้าที่รัฐ ดีเยอะ แต่ว่ามีบางพวกบางกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีจะใช้เป็นเงื่อนไขในการเรียกรับประโยชน์ เพราะกฎหมายให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญด้วย มาตรา ๗๗ เขียนชัดเจนครับ หลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจ แต่ถ้ากระบวนการที่กรรมาธิการทำมาลดเหลือ ๒ ขั้นตอนเองครับ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมง่ายสุดเลย คุณแค่จัดเวทีระดมความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับชุมชน มาทำแผนแม่บท มาทำแผนที่ร่วมกัน คุยกันให้จบ ถ้าจบแล้วส่งกรรมการได้ทันที สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมยิ้มไหมครับ ยิ้มมาก เพราะง่าย แค่เปิดเวทีให้ทุกคน มามีส่วนร่วม ถ้าตกลงไม่ได้ไปคุยต่อ ตกลงไม่ได้ไปคุยต่อ เงื่อนไขอะไรที่คุยกันไม่ได้ไปหา ช่องทางออก แต่วิธีการแรกของร่างคณะรัฐมนตรีไม่มีโอกาสครับ เพราะไม่มีโอกาสได้คุยกัน ท่านประธานครับ ผมเลยเห็นว่าสิ่งที่เขาทำมานี่มันมีแนวทางที่จะเกิดพื้นที่คุ้มครองได้ ๓. เขียนแบบนี้ไม่ได้เว้นกฎหมายนะครับ กฎหมายใดใช้บังคับต้องใช้อยู่ครับ เจตนารมณ์ ไม่ได้เว้นเลย เพราะอะไรครับ เพราะถ้าอ่านดี ๆ มาตรา ๒๗ ว่าด้วยการจัดทำแผนแม่บท แผนที่เท่านั้น ขณะที่คุณทำ ถ้าคุณไม่เว้นหลักเกณฑ์ของการใช้กฎหมายอื่น คุณขีดเขตไม่ได้ เพราะเจ้าหน้าที่เขาไม่ยอม เขาเลยบอกเว้นหลักเกณฑ์ในการกำหนดที่อยู่อาศัยตามกฎหมายที่ดิน กฎหมายป่าไม้ต่าง ๆ มาตกลงกันก่อน เจ้าหน้าที่ก็สบายใจว่ามีตรงนี้รองรับให้ เปิดช่องให้ฉัน อนุญาตได้ แต่ถ้าไม่เขียน ปฏิบัติได้เช่นกันครับ ใช้กลไกการตกลง คำว่า ตกลง นี้ถ้าเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้นตกลงถือว่าปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ ชอบครับ เขาก็เว้นกฎหมาย ที่เขาถือครองได้ แต่เขียนอย่างนี้ชัดเจนกว่าเท่านั้นเอง ตกลงก็เว้นได้นะครับ ถ้าไม่เว้นขีดเขต ไม่ได้ ทำแผนที่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านประธานครับ ร่างกรรมาธิการผมเห็นว่า เขียนมาไม่ได้ไปเว้นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่เพราะมาตรา ๒๘ เขียนรองรับชัด ขีดเขตเสร็จ ไปเอาธรรมนูญมา เขียนข้อกำหนดว่าคุณต้องอยู่ตรงนี้ แน่นอนครับ การจัดธรรมนูญมันต้อง อาศัยกฎเกณฑ์กติกา กฎหมายที่เกี่ยวข้องมาอยู่ในธรรมนูญนี้ด้วย ในข้อกำหนดนี้ด้วย เพราะ เขาบอกว่าถ้าคุณทำผิดข้อกำหนด กฎหมายที่ใช้บังคับเฉพาะพื้นที่นั้นมาจัดการทันที มันเป็น อย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ โดยรวมผมเองเห็นด้วยกับกรรมาธิการครับ แล้วก็อยากให้ เพื่อนสมาชิกช่วยกันพิจารณา อย่าไปคิดว่าเราออกกฎหมายพิเศษให้สำหรับคนบางกลุ่มบางพวก ฐานคิดถ้าคิดอย่างนั้นกฎหมายฉบับนี้ออกไม่ได้ ผมไม่สบายใจครับว่าจะมีการคว่ำกฎหมายฉบับนี้ น้อยที่สุดถ้าท่านกังวลใจ คำว่า กฎหมายที่ใช้บังคับนี้มันเป็นประเด็นก็เอาถ้อยคำนี้ออกก็ได้ เอาตามร่างของท่านนิคม บุญวิเศษ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยไปได้ ยังคงกลไกของการมีส่วนร่วมในการจัดทำพื้นที่คุ้มครองอยู่ ไม่เขียนเสมือนเขียนเพราะว่า คุณตกลงคุณต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ อันนี้รับได้ผมรับได้ครับ รับได้เสียงข้างน้อยนี้รับได้ แต่ด้วยความเคารพครับอะไรที่มันอยู่ในกระบวนการของการจัดทำกฎหมายมันสามารถที่จะทำ ในกระบวนการได้ตลอด นี่ร่างของคณะรัฐมนตรี ถ้าท่านคว่ำในวาระที่สองหรือวาระที่สามนี่ ใครรับผิดชอบ รัฐบาลต้องรับผิดชอบนะครับ ประธานวิปต้องรับผิดชอบ คว่ำร่างรัฐบาลไม่มี สภาที่ไหนเขาทำกัน อย่างน้อยกลับคืนไปร่างเดิมส่งให้วุฒิสภาไป ถ้าวุฒิสภาแก้ไขก็มาว่ากันใหม่ มันอยู่ในกระบวนการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ