สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เสนอร่าง พ.ร.บ. ระบบตั๋วร่วมเพื่อแก้ปัญหาขนส่งสาธารณะ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างร่างของรัฐบาลกับพรรคประชาชน และเน้นย้ำว่าต้องเปลี่ยนจากการเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง มาเป็นการเอาประชาชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการค่าโดยสาร สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ชี้ว่าร่างกฎหมายมาตรา ๑๗ มีข้อผิดพลาดในการใช้คำว่าใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม และเสนอให้แก้ไขเป็นใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมและข้อเสนอของ สนข. สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ชี้แจงข้อบกพร่องในร่างกฎหมายโดยเสนอให้เปลี่ยนจากอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธานสภาองค์กรผู้บริโภค เพื่อแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนและยืนยันว่าหน่วยงานทั้งสองคนละ Identity สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ เสนอแก้ไขมาตรา ๑๔ ให้ครอบคลุมระบบตั๋วร่วมในทุกรูปแบบการขนส่ง ทั้ง
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม ซึ่งรัฐบาล ก็จะมีร่างหนึ่งนะครับแล้วก็พรรคประชาชนเรายื่นร่างประกบอีกร่างหนึ่ง ซึ่งโดยหลักการแล้ว เราให้การสนับสนุนการมีตั๋วร่วม แต่วันนี้ที่จะต้องทำร่างประกบเพราะมันมีหลายประเด็น ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นประเด็นสำคัญที่อยากให้ทางสภาแห่งนี้ได้พิจารณากันครับว่าร่างไหน มีความสมเหตุสมผลมากกว่าก็อยากให้ใช้ร่างนั้นเป็นร่างหลักนะครับ อย่างที่ผมเรียนนะครับ เวลาเราพูดถึง พ.ร.บ. ตั๋วร่วม จริง ๆ ตรงนี้ก็เป็นกฎหมายใหม่นะครับเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้นำเสนอซึ่งพรรคประชาชนเราก็เห็นความสำคัญของการมีตั๋วร่วมนะครับ อย่างไรก็ดีนะครับ ถ้าเรามานั่งไล่รายละเอียดกันตัวอักษรมันจะเยอะ ผมเลยต้องขออนุญาตท่านประธาน ห้องโสตช่วยเอาตัว PowerPoint ขึ้นนะครับเพื่อให้ผมได้แสดงให้เห็นความแตกต่างนะครับ อย่างที่บอกคือเราเห็นตรงกันเพียงแต่ว่ามันก็ต้องไปดูว่าในมาตราจริง ๆ มันมีตั้งแต่คำนิยาม มันมีความแตกต่างกันอย่างไรนะครับ ก็เลยขออนุญาตใช้ PowerPoint เพื่อให้เห็นแบบ Side by Side ว่าข้อแตกต่างของร่างฉบับรัฐบาลกับร่างฉบับพรรคประชาชนมีความแตกต่าง กันอย่างไร แล้วทำไมเราถึงยืนยันว่าร่างของพรรคประชาชนควรจะเป็นร่างหลักนะครับ หลักการเดียวกันใน ๒ ร่างนี้ให้มีกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการตั๋วร่วม เพราะฉะนั้น การโหวตในวันนี้นะครับเป็นการโหวตรับหลักการ ผมว่ามันเห็นตรงกันไม่ยากที่จะรับ หลักการทั้ง ๒ ร่างเพราะว่ามีหลักการเดียวกัน อย่างไรก็ตามเวลาเราพูดถึงข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นนะครับ ข้อเท็จจริงที่สำคัญที่ทำให้ควรมี พ.ร.บ. นี้นะครับแล้วมันก็จะส่งผลถึง ข้อความอะไรต่าง ๆ เราน่าจะเห็นตรงกันได้ว่าระบบขนส่งสาธารณะในปัจจุบันมีปัญหามาก เพราะเดิมเราเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้งครับว่ารถไฟฟ้าสายหนึ่งก็คิดค่าผ่านทางระบบหนึ่ง อีกสายหนึ่งก็คิดค่าผ่านทางอีกทีหนึ่ง รถเมล์ก็แยกกันหลายเจ้าอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วมันมีหลายรายโดยไม่ได้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟัง ง่าย ๆ นะครับถ้าเอาประชาชนเป็นตัวตั้งนี่เราขึ้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว ๑๐ สถานีมันต้องจ่าย เท่ากับสายสีเขียว ๕ สถานีไปต่อสายสีน้ำเงินอีก ๕ สถานี แต่ทุกวันนี้มันไม่ใช่ใช่ไหมครับ เพราะว่าเดิมนี่รัฐเอาผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง เราต้องการเปลี่ยนให้เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้น่าจะเห็นตรงกันได้ไม่ยากว่าแต่ละรายก็จะมีระบบบริหารจัดการจัดเก็บ ค่าโดยสารค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นบางสายก็อาจจะเริ่ม ๑๔ ไปถึง ๔๗ บางสายเริ่ม ๑๗ ไปถึง ๔๔ อะไรคือมันไม่สมเหตุสมผลนะครับ ขนาดแต่ละสาย แต่ที่แย่ ที่สุดก็คือเวลาข้ามสายนี่ละครับจะทำให้ประชาชนต้องจ่ายแพงนะครับเพราะว่าข้ามสาย ต้องจ่ายค่าแลกเข้าใหม่ ระบบสาธารณะที่ดีนี่ผมต้องย้ำนะครับว่ามันไม่ใช่มีเฉพาะราง จริง ๆ ในบริบทของกรุงเทพมหานครด้วยความเป็น Super Block อะไรต่าง ๆ นี่ เราต้องทำให้รถเมล์ กับรถไฟฟ้ามันทำงานร่วมกันได้ ไม่ใช่สร้างโลกคู่ขนานและอุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแต่ละเลย รถเมล์ อันนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องเอาผู้ใช้เป็นตัวหลักนะครับ แล้วเราก็ต้องทราบว่าสถานะปัจจุบันนี่ผู้ใช้โดยเฉพาะผู้ที่ใช้หลายเส้นทางหลายรูปแบบ การเดินทางไม่ได้รับความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และนอกจากนั้นก็มีปัญหาเรื่องค่าโดยสารแพงเกินควร เพราะอย่างที่เรียนว่าเดิมรัฐเอา ผู้ประกอบการเป็นตัวตั้ง เราต้องเปลี่ยนมุมมองประชาชนเป็นตัวตั้ง ฉะนั้นในภาพใหญ่ ๆ หลักการเดียวกันครับ เห็นตรงกันแต่ Keyword ที่ผมอยากนำเสนอชื่อ พ.ร.บ. ผมก็พยายาม ใช้ชื่อเดิมจะได้มาประกบได้มาอภิปรายได้ แต่จริง ๆ มันมีคำ ๒ คำที่แตกต่างกันในทางเทคนิค ก็คือคำว่าตั๋วร่วมกับค่าโดยสารร่วม ตั๋วร่วมเขาเรียกว่า Common Ticket จริง ๆ แล้วมันก็คือ เพื่อความสะดวกบัตรเดียวแตะเข้าแตะออกหลาย ๆ ที่ แต่สิ่งที่จะส่งผลต่อชีวิตประชาชนจริง ๆ ก็คือคำว่า ค่าโดยสารร่วม หมายถึงว่าถ้าเดินทาง ๒ สายจะลดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนอย่างไรนะครับ หรือจริง ๆ แม้แต่นโยบายของรัฐบาลที่จะบอกว่าเป็น ๒๐ บาทเขาใช้คำว่า ตลอดสาย แต่จริง ๆ คือตลอดทาง หมายถึงว่าท่านรัฐมนตรีก็ชี้แจงชัดอยู่แล้วว่าสายสีเขียวไปต่อสายสีน้ำเงิน ควรจะ ๒๐ ไม่ใช่ ๔๐ ดังนั้นอันนี้คือค่าโดยสารร่วมหรือเขาเรียกว่า Common Fair Common Ticket คือตั๋วร่วม Common Fair คือค่าโดยสารร่วม มันมี ๒ คำต้องไม่สับสน รวมถึงเวลา เราเขียนใน พ.ร.บ. ก็ต้องไม่สับสน เวลาสื่อสารก็ต้องไม่สับสน ตั๋วร่วมกับค่าโดยสารร่วม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. จะชื่อตั๋วร่วมเฉย ๆ ไม่มีปัญหา แต่ต้องคำนึงถึงว่าส่วนที่จะส่งผลต่อ ชีวิตของประชาชนจริง ๆ ก็คือค่าโดยสารร่วม นอกจากนั้นข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ มาก ๆ ก็คือหลายคนพูดถึงแต่เรื่องราง จริง ๆ มันไม่ใช่ ที่ประเทศไทยขาดจริง ๆ คือขนส่ง สาธารณะ ไม่ได้จำเป็นต้องระบบราง จะเป็นล้อ จะเป็นรถเมล์ จะเป็นเรือ มันจะต้องคิดว่า ทำอย่างไรให้พวกนี้มาทำงานร่วมกันแบบบูรณาการจริง ๆ ไม่ใช่มองเป็นโลกคู่ขนานกัน อุดหนุนแต่รถไฟฟ้าแต่ละเลยรถเมล์อย่างนี้มันไม่ได้มันต้องปรับเปลี่ยน เพราะฉะนั้นเวลา เราพูดถึงนโยบายเราอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ก็คือนโยบายพรรคเพื่อไทยก็จะเขียน แบบหนึ่ง พรรคเพื่อไทยก็จะชูมาเสมอว่าค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทางเฉพาะรถไฟฟ้า จริง ๆ เขาใช้คำว่าตั๋วร่วม ๒๐ บาทตลอดสาย แต่อย่างที่ผมเคยอภิปรายไปตั้งแต่วันที่ ๑๑ กันยายน ว่าคำนี้มันผิด จริง ๆ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเสนอคือค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทาง เฉพาะรถไฟฟ้า ส่วนผมและพรรคประชาชนซึ่งในวันนั้นคือพรรคก้าวไกลเสนอค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทตลอดทางรถเมล์ร่วมกับรถไฟฟ้า คือเอาโลกคู่ขนาน ๒ อันนี้มาบูรณาการกัน มองเป็นระบบขนส่งสาธารณะไม่ใช่แค่ราง อย่างไรก็ตามแม้เราจะมีนโยบายที่แตกต่างกัน แต่เราต้องการ พ.ร.บ. ตัวเดียวกัน แล้วหลักการเขียน พ.ร.บ. ก็ไม่ได้เขียนเพื่อสนับสนุน นโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่มันจะต้องเป็นกรอบคิดว่าพอมีตั๋วร่วมจะทำค่าโดยสารร่วมต่ออย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นในหลักการอย่างที่ผมเรียน นโยบายต่างกันแต่เรา ต้องการ พ.ร.บ. ตัวนี้เหมือนกัน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม มีประเด็นที่สำคัญก็คือค่าโดยสารร่วม เป็นองค์ประกอบสำคัญ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้จบตรงนี้จะต้องมีกลไกมีกฎหมายลูกอะไรต่าง ๆ ก็เดี๋ยวไปว่ากัน แต่เวลาเราเขียน พ.ร.บ. มันจะต้องรองรับโครงสร้างค่าโดยสารร่วม แล้วจริง ๆ เรื่องนี้ถ้าเราย้อนชมคลิปนโยบายตอนที่ผมอภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน อันนี้ให้ QR Code ไปย้อนดูได้นะครับ ณ วันนั้นผมก็เตือนแล้วว่าที่หาเสียงไว้ว่า ๒๐ บาทตลอดสายภายใน ๓ เดือนมันเป็นไปไม่ได้ แล้วมันก็เป็นไปไม่ได้ไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้ก็พยายามเลื่อนมาเป็น กันยายน ๒๕๖๘ แต่อย่างไรก็ตามวันนั้นผมก็เตือนไปแล้วต้องมี พ.ร.บ. ราง กับ พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ซึ่งตอนนี้ พ.ร.บ. รางเมื่อเช้าก็ยังไปประชุมกรรมาธิการอยู่ก็กำลังเดินต่อ ก็มาถูกทางแล้ว วันนี้ มีการเสนอ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก็มาถูกทางแล้วครับถือว่าเป็นเรื่องที่ดี พ.ร.บ. ตั๋วร่วมอาจจะไม่ได้ ตอบนโยบาย ๒๐ บาทโดยตรง แต่อย่างน้อยมาให้กรอบอำนาจที่จะไปทำ เพราะว่าถ้าไม่มีตั๋วร่วม ท่านไม่สามารถ Track เข้า Track ออกได้ เพราะฉะนั้นการทำค่าโดยสารร่วมให้เป็น ๒๐ บาท ตลอดทางหรืออย่างพรรคประชาชนอยากจะทำค่าโดยสารร่วม ๘-๔๕ บาทก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีตั๋วร่วม เพราะฉะนั้นหลักการสั้น ๆ ก็คือนโยบายเราอาจจะแตกต่างกันแต่เราต้องการ พ.ร.บ. เดียวกัน จะต้องคิดว่าจะเขียน พ.ร.บ. อย่างไรให้มันครอบคลุม ซึ่งจะเป็นกฎหมาย สำหรับประเทศนี้ ไม่ว่านโยบายรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็ควรจะต้องยังอยู่ เพราะฉะนั้นพอเราเข้าใจข้อเท็จจริงอย่างที่ผมอภิปรายไปก็อยากให้ลงไปถึงรายละเอียด ในเนื้อหาสาระของกฎหมายว่าข้อแตกต่างหลักของ พ.ร.บ. ๒ ฉบับ คือร่าง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมมี ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งคือฉบับรัฐบาล อีกฉบับหนึ่งคือฉบับพรรคประชาชนแตกต่างกันอย่างไร อันนี้ผมก็สรุปเป็น ๕ ประเด็นสำคัญ ที่มีความแตกต่าง แล้วก็ให้ QR Code ไปด้วยเผื่อพี่น้องประชาชนทางบ้านอยากดูรายละเอียด ก็สามารถไปดาวน์โหลดร่างฉบับรัฐบาลได้รวมถึงร่างฉบับพรรคประชาชน แล้วก็ให้ตาราง เปรียบเทียบแบบ Side by Side อันนี้ก็ต้องขอบคุณทาง สนข. ที่ทำตารางเปรียบเทียบมาให้ดู ประชาชนไปดูได้รวมถึงเพื่อนสมาชิกที่อยากอภิปรายวันนี้ผมไม่อยากให้มองว่าเป็นร่างฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล แต่เอามาเปรียบเทียบ Side by Side แล้วใช้วิจารณญาณตัดสินว่าร่างใด น่าจะดีกับประเทศนี้มากกว่ากัน แต่ในความเห็นของผมร่างพรรคประชาชนมีนิยามที่ชัดเจนขึ้น ลดความครอบคลุมและสับสน ร่างพรรคประชาชนเพิ่มสัดส่วนผู้แทนประชาชนในคณะกรรมการ นโยบายระบบตั๋วร่วม ร่างพรรคประชาชนเพิ่มความชัดเจนแล้วก็กลไกที่คำนึงถึงการบังคับ ใช้จริงมากขึ้น ร่างพรรคประชาชนเพิ่มหน้าที่ผู้ประกอบกิจการตั๋วร่วมให้เปิดเผยสถานะ ทางการเงินเพราะเอาเงินของชาวบ้านไปกอง แล้วก็ ๕. ร่างพรรคประชาชนเพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุนคือจะตีเช็คเปล่าไม่ได้ต้องเขียนวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน โดยมุ่งสร้างสมดุล การอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะพร้อมกับคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว แล้วเดี๋ยว ผมจะแจกแจงให้ฟังนะครับว่า ๕ ข้อนี้รูปธรรมมันคือมาตราไหนที่แตกต่างกัน มาดูมาตราแรก ซึ่งเป็นมาตราที่สำคัญในเรื่องของนิยามซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๓ ฉบับรัฐบาลก็คือเขียนแสดง ดังภาพซ้าย ระบบตั๋วร่วมหมายความว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสารโดยผู้ให้บริการ มันผิดครับ ระบบตั๋วร่วมมันจะหมายถึงการให้บริการขนส่งสาธารณะแก่ผู้โดยสารโดยให้ ผู้ให้บริการได้อย่างไร ต้องเข้าใจกันก่อนนะครับว่าระบบขนส่งสาธารณะอย่างที่ผมเรียนมีทั้ง ระบบรถไฟฟ้า มีทั้งระบบรถเมล์ มีทั้งระบบเรืออะไรต่าง ๆ รถไฟฟ้าอาจจะบังคับทุกสาย ให้เข้ามาได้ แต่รถเมล์ก็คงจะต้องทยอยเข้ามาเวลาออกใบอนุญาตใหม่เพราะออกใบอนุญาต ไปแล้ว ไหนจะเรือที่ออกใบอนุญาตไป แต่มันไม่ใช่ว่าทุกสายทุกระบบจะอยู่ในระบบตั๋วร่วม ได้พร้อม ๆ กันใช่ไหม เพราะฉะนั้นระบบตั๋วร่วมมันคนละเรื่องกับการให้บริการขนส่งสาธารณะ เพียงแต่ว่าการให้บริการขนส่งสาธารณะบางสายบางระบบเข้ามาในตั๋วร่วม และเราพยายาม จะเร่งให้เข้ามาในระบบตั๋วร่วมมากขึ้น เพราะฉะนั้นนิยามนี้สำหรับผม ผมคิดว่าคลาดเคลื่อน ไปมากการที่จะเขียนนิยามตามฉบับรัฐบาล แล้วมันก็จะส่งผลต่อมาตราอื่น ๆ ด้วยนะครับ ต้องเข้าใจตรรกะก่อน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พรรคประชาชนเสนอก็จะเป็นความหมายที่ชัดเจนขึ้น ดังแสดงในภาพขวา พรรคประชาชนเราเขียนว่าระบบตั๋วร่วมหมายความว่าระบบชำระค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการในการใช้บริการขนส่งสาธารณะทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งใช้มาตรฐาน ทางเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วม แล้วเราก็แยกในเรื่องของมาตรฐานเทคโนโลยีมาอธิบาย เพิ่มเติมนะครับว่ามาตรฐานเทคโนโลยีของระบบตั๋วร่วมหมายความว่าข้อกำหนดเกี่ยวกับ ระบบประมวลผลหลัก ระบบจัดการโครงสร้างพื้นฐานยาว ๆ ตามที่โชว์ในสไลด์นะครับ แต่อย่างที่เห็นอันนี้คือนิยาม คือพื้นฐานถ้าตรงนี้ผิดเนื้อหาสาระมันจะเป๋ไปมาก นี่คือเหตุผล ที่ผมบอกครับว่าต้องใช้ร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ไม่ใช่ร่างรัฐบาล เพราะร่างรัฐบาล เขียนไว้ว่าระบบตั๋วร่วมคือการให้บริการขนส่งสาธารณะ บลา บลา บลา มันไม่ใช่อย่างไรครับ ระบบตั๋วร่วมก็คือระบบชำระค่าโดยสาร แล้วผมอธิบายเพิ่มเติมแล้วตามมาตรฐานก็แยก มาตรฐานออกมาอธิบายดังแสดงในสไลด์นะครับ แล้วก็เป็นข้อความเดียวกันกับ พ.ร.บ. ที่ให้ ไปดาวน์โหลดได้ ตรงนี้สำคัญเลยนะครับ
มาดูอีกตัวอย่างหนึ่งในมาตรา ๑๗ นะครับ มาตรา ๑๗ ฉบับรัฐบาลเขียนไว้ว่า มันมี ๓ ใบอนุญาตนะครับ ใบอนุญาตที่สำคัญแล้วส่งผลต่อชีวิตประชาชนก็คือใบอนุญาต การให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม เขียนอย่างนี้ก็ผิดครับ แต่ข้อเสนอที่ดีกว่าก็คือ ใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ อย่างที่เรียนระบบตั๋วร่วม มันเป็น Subset มันไม่ใช่ว่าขนส่งสาธารณะทั้งหมดจะไปอยู่ในตั๋วร่วม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเสนอก็คือเปลี่ยนจากใบอนุญาตการให้บริการขนส่งผู้โดยสารในระบบตั๋วร่วม ไปเป็นใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่งสาธารณะ ตรงนี้มันถึงจะถูกนะครับ แล้วมันก็จะล้อไปกับอีกหลาย ๆ มาตรา มาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นอีก เหตุผลที่ผมบอกว่าต้องเอาร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลักไม่ใช่ร่างรัฐบาล เพราะคนที่เขียน ผมก็ไม่แน่ใจมันอาจจะผ่านหลายมือนะครับ แต่ว่าสุดท้ายผลที่ออกมามันคลาดเคลื่อนไปจากเดิม เดิม สนข. ก็เคยจ้างศึกษามายาวนานนะครับ สนข. ก็น่าจะเห็นสอดคล้องไปกับผมนะครับ สนข. ก็น่าจะเข้าใจระบบนะครับ แต่ตอนนี้ข้อความมันถูกแปลงไปจนมันเพี้ยนมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอเปลี่ยนให้มาเป็นใบอนุญาตการให้บริการระบบตั๋วร่วมในระบบขนส่ง สาธารณะนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะตรงตามเจตนารมณ์ของการร่างกฎหมายนะครับ เพราะว่า การขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการขอใบอนุญาตเพื่อให้บริการระบบตั๋วร่วม ไม่ใช่ การขออนุญาตเพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะ เอาให้ชัด ๆ เป็นการขออนุญาตเพื่อให้บริการ ระบบตั๋วร่วม ไม่ใช่การขออนุญาตเพื่อให้บริการขนส่งสาธารณะ
มาดูอีกปัญหาหนึ่งนะครับ ที่ร่างพรรคประชาชนอยากจะแก้ไข อันนี้จริง ๆ ก็ตรงกับตอนที่ สนข. จ้างที่ปรึกษาแล้วก็พยายามศึกษากันมาหลายปีนะครับ ในร่างเดิม สนข. ก็ให้มีสัดส่วนของประชาชนในนามของประธานสภาองค์กรผู้บริโภค แต่ผมก็ไม่รู้นะครับว่า ไปแปลงร่างกันอย่างไร แต่เป็นฉบับปัจจุบันดีดออก แล้วก็เอาอธิบดีกรมบัญชีกลางมาใส่แทน ซึ่งวันก่อนก็มาชี้แจงในวิปผมก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมจะต้องเป็นกรมบัญชีกลาง แล้วทำไม จะต้องดีดออกประธานสภา ก็มีการกล่าวอ้างว่ามันจะไปซ้ำซ้อนกับเลขาธิการคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค ผมยืนยันว่าไม่ได้ซ้ำซ้อนนะครับ แล้วในทางกฎหมายก็คนละ Identity เลย อันหนึ่งคือเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค อันนี้เป็นหน่วยงานราชการนะครับ ส่วนประธานสภาองค์กรผู้บริโภคก็เหมือนมันเป็นสภาหนึ่งของผู้บริโภค ก็มาจากหลาย ๆ องค์กรอิสระนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เปลี่ยนแล้วตรงนี้น่าจะเห็นตรงกันกับผู้ร่างดั้งเดิม มาด้วยซ้ำนะครับ ก็เปลี่ยนจากอธิบดีกรมบัญชีกลางตามร่างรัฐบาลไปเป็นประธานสภาองค์กร ของผู้บริโภคนะครับ ในมาตรา ๕
อีกประเด็นหนึ่ง ในส่วนของมาตรา ๑๔ อันนี้เป็นเรื่องของการบังคับใช้จริง อย่างที่ผมเรียนตั๋วร่วมจะมาบังคับใช้จริงเฉพาะรถไฟฟ้าไม่ได้ ตั๋วร่วมจะบังคับใช้จริงพยายาม เอารถไฟฟ้าหลากสีเข้ามาอย่างเดียวไม่ได้ มันมีเรื่องอื่นที่สำคัญด้วยนะครับ อย่างเช่นรถเมล์ ซึ่งจริง ๆ ฐานผู้ใช้รถเมล์เป็นคนมีรายได้น้อยแล้วก็ลำบาก หรืออาจจะต้องนั่งหลายต่อมากกว่า รถไฟฟ้าด้วยซ้ำนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการแก้ไขให้เวลามีกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับ ระบบตั๋วร่วม ผลบังคับจะต้องครอบคลุมไปถึงการออกใบอนุญาตด้วยนะครับ ไม่ใช่มองเฉพาะ ผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้สัมปทานรถไฟฟ้า แต่ต้องมองไปถึงการขนส่งทางบก ทางเรือ ทางรางด้วย เพราะฉะนั้นข้อเสนอเป็นรูปธรรม ก็คือมาตรา ๑๔ ที่ฉบับรัฐบาลเขียนไว้เฉพาะสัญญาสัมปทาน สัญญาร่วมงาน หรือสัญญาร่วมทุน ผมแปลงเป็นด้านขวาของพรรคประชาชนนะครับว่า เติมถ้อยคำว่า หรือ พูดง่าย ๆ คือเอาส่วนของใบอนุญาตเข้าไปด้วย หรือใบอนุญาตที่มีข้อกำหนด เกี่ยวกับระบบตั๋วร่วม แล้วก็จะมาขยายความต่อว่าใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งให้หมายรวมถึง ใบอนุญาตประกอบการขนส่งทางบก ใบอนุญาตการขนส่งทางรางแล้วก็ทางเรือเข้าไปด้วยนะครับ มันจะได้เป็นตั๋วร่วมที่มีทั้งรถ ราง เรือ ไม่ใช่ระบุไว้โดยกำหนดเฉพาะสัญญาสัมปทาน สัญญา ร่วมงาน แล้วก็สัญญาร่วมลงทุน เพราะฉะนั้นก็เป็นการขยายตั๋วร่วมให้มีประโยชน์มากขึ้น แล้วในอนาคตก็ทำค่าโดยสารร่วมได้ในวงกว้างมากขึ้น ก็ควรจะระบุไว้ในกฎหมายให้ชัดเจน
อีกประเด็นหนึ่ง มาตรา ๑๖ อันนี้ก็สำคัญนะครับว่าเวลาคิดจะทำตั๋วร่วม ไม่ใช่อยู่ ๆ จะดีดนิ้ว เอา ๒๐ บาทหรือจะเอา ๕ บาท ไปทำเชียงใหม่จะลดเหลือ ๕ บาท กรุงเทพมหานคร ๒๐ บาทอะไรมันไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องเติมข้อความลงไปเพื่อให้ แน่ใจว่าการบังคับใช้ตั๋วร่วมในพื้นที่หรือเส้นทางหนึ่งนั้นตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง ของผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ได้คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ อย่างรอบคอบ แล้วก็เพื่อให้เป็นการ บังคับใช้ตั๋วร่วมในทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ จึงขออนุญาตเติมข้อความ ลงไปหลังคำว่า วรรคหนึ่ง ในมาตรา ๑๖ เติมข้อความลงไปว่า ให้สำนักงานศึกษาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นจากการตราพระราชกฤษฎีกาและจัดทำแผนการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม สำหรับพื้นที่หรือเส้นทางนั้น ก็เป็นการเพิ่มขั้นตอนให้มันรอบคอบขึ้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าวันดีคืนดี รัฐบาลจะมาประกาศ ๕ บาทอย่างไม่มีฐานคิด ๒๐ บาทอย่างไม่มีฐานคิด อะไรต่าง ๆ มันก็ต้อง ศึกษาอะไรให้รอบด้านนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่องของการเพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมนะครับ เพราะเงินของประชาชนไปกองตรงนั้น ผมจึงเห็นว่าในมาตรา ๒๓ ควรจะต้องเพิ่มหน้าที่เขา เข้าไปด้วยให้เปิดเผยสถานะทางการเงิน นอกจากในเรื่องของการตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสแล้ว เราต้องนึกภาพว่าอีกหน่อยรัฐต้องเข้าไปอุดหนุนระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะระบบรอง ระบบรถเมล์มากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้เขาเปิดเผยข้อมูลเราจะได้รู้ว่าอุดหนุนเท่าไรดี ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็โยนเงินไปอุดหนุนเท่านั้นเท่านี้ ผมว่าเรื่องนี้นอกจากในเรื่องของความโปร่งใสแล้ว ยังมีผลต่อเรื่องของการคำนวณเงินของรัฐที่จะเอาไปอุดหนุนกับเอกชนเพื่อประโยชน์ของ ประชาชน จึงขออนุญาตเติม (๔) แล้วก็จาก ๖ ก็เลยเพิ่มเป็น ๗ (๔) ว่าจัดส่งรายงานประกอบ กิจการและงบกระแสเงินสดทุก ๖ เดือนนับจากวันที่เริ่มประกอบกิจการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่ผู้อำนวยการประกาศกำหนดนะครับ
อีกส่วนหนึ่งในมาตรา ๓๔ อันนี้ผมว่าร่างฉบับรัฐบาลขาดความชัดเจนในเรื่อง ของวัตถุประสงค์ ซึ่งประมาณการผมว่าพวกท่านก็น่าจะเห็นตรงกันถ้าเราพูดถึงการอุดหนุน อย่างนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ต้องใช้เงินปีละเป็นหมื่นล้านบาท ปีละเป็นหมื่นล้านบาท อันนี้ยังไม่พูดถึงเงินที่จะไปกองกับบัตรต่าง ๆ เพราะว่าอีกหน่อยระบบตั๋วร่วมที่เราพูดถึง คนใช้บัตรกระต่ายก็ใช้ได้ คนใช้บัตรแมงมุมก็ใช้ได้ หรือว่าในอนาคตใครจะออกบัตรไหนอะไรต่าง ๆ ถ้ามันเป็นไปตามมาตรฐานมันก็ควรจะใช้ได้ แต่พูดง่าย ๆ คือมันจะมีเงินมากองไว้ตรงนั้น เพราะฉะนั้นเงินตรงนี้เวลาจะใช้อะไรต่าง ๆ นอกจากต้องเปิดเผยแล้วเราก็ต้องมาดูว่าการใช้เงิน เป็นหมื่นล้านบาทในกองทุนที่จะไปอุดหนุนอะไรต่าง ๆ มันสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ระบุวัตถุประสงค์ของกองทุนให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นกองทุนที่มีเงินไปกองเยอะ ๆ มันจะถูกใช้อย่างไม่สมเหตุสมผล ก็เลยขออนุญาตเพิ่มดังภาพขวานะครับ ระบุวัตถุประสงค์ ของกองทุนให้ชัด แล้วก็นโยบายของสภาเราผมว่าเรามีการถกเถียงในสภาหลายทีว่าไม่อยาก ให้มีกองทุน คือกองทุนประเทศนี้มันเยอะแยะไปหมดแล้ว แต่จริง ๆ ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับท่าน ก็คือมันจำเป็นต้องมี ผมก็ไม่ได้ขัดแย้งตาม พ.ร.บ. ว่าไม่มีกองทุน แต่พอมีกองทุนแล้วขอให้ เขียนวัตถุประสงค์ให้ชัด ไม่อย่างนั้นมันก็จะเป็นแหล่งหากินแหล่งหนึ่งได้นะครับ
ต่อไปในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับพรรคประชาชนก็จะมีมุ่งสร้างสมดุล ของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะ พร้อมกับคำนึงถึงภาระทางการคลังระยะยาว ไม่ใช่ว่า วันดีคืนดี สมมุติต้นทุนเฉลี่ยต่อ Trip อยู่ที่ ๓๓ บาท จะไปบอกให้เขาเก็บ ๒๐ บาทหรือ อีกรัฐบาลหนึ่งจะมาเกทับเหลือ ๕ บาทอย่างนี้ มันเงินหลวง เงินรัฐ เงินงบประมาณ เงินของคน ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นมันต้องสร้างสมดุลว่าสัดส่วนในการใช้เงินรัฐไปอุดหนุนกรุงเทพฯ กับในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานครเองสัดส่วนที่จะเอาเงินไปใช้ในการอุดหนุน ระบบรถไฟฟ้ากับระบบรถเมล์มันควรจะเปลี่ยนไปอย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องคำนึงถึง ก็เลยไปเพิ่มหลักเกณฑ์ว่าคณะกรรมการเวลามีหลักเกณฑ์ตามภาพซ้ายฉบับรัฐบาลมี ๕ ข้อ เราเพิ่มเป็น ๖ ข้อ แล้วก็ใส่ข้อความเพื่อมุ่งสร้างสมดุลของการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะ ไม่ใช่ว่าตามใจฉัน ตามใจคนที่มาถืออำนาจ แล้วก็ใช้เงินของหลวงไปอย่างสะเปะสะปะนะครับ
ต่อไปในเรื่องของมาตรา ๓๗ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เราต้องการมุ่งสร้างสมดุล ในเรื่องของการอุดหนุนก็เลยไปเพิ่มข้อความในมาตรา ๓๗ ซึ่งเกี่ยวกับเงินกองทุนในการใช้จ่าย เพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ใน (๓) ก็มีการเพิ่มข้อความว่าผู้ประกอบกิจการระบบตั๋วร่วมของ ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดอื่น ตามที่คณะกรรมการกำหนดโดยคำนึงถึงความได้สัดส่วนและสมดุลของการส่งเสริมหรืออุดหนุน ต่อต้นทุนที่แตกต่างกันของบริการขนส่งสาธารณะแต่ละระบบและแต่ละพื้นที่ ต้นทุนและ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน รวมถึงความคุ้มค่าต้นทุนและผลประโยชน์เสถียรภาพ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนความยั่งยืนทางการคลังของรัฐด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยนะครับเงินกองทุนนี้จะถูกใช้เป็นนโยบายหาเสียง อยากให้บางจังหวัดถูก แต่บางจังหวัดไม่มีด้วยซ้ำ อยากให้คนกรุงเทพมหานครโดยละเลยต่างจังหวัด อยากอุดหนุน รถไฟฟ้าโดยละเลยรถเมล์ อย่างนี้ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไปเขียนวัตถุประสงค์ของกองทุนให้ชัด เงินยังใช้ได้อยู่จะต้องคิดมากขึ้นไม่ใช่ทำตามใจใครบางคน
สุดท้ายกล่าวโดยสรุปสิ่งที่ผมได้อภิปรายไป ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของผม ก็คืออยากให้ทุกคน เพื่อนสมาชิกทุกท่านลงมติเพื่อรับหลักการของทั้ง ๒ ร่าง เราไม่ได้เห็นต่างกัน ว่าควรจะมี พ.ร.บ. ตั๋วร่วม อย่างไรก็ตามพอรับหลักการแล้วมันต้องเลือกว่า ร่างใดเป็นร่างหลัก ข้อเสนอของผมก็คือขอให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลัก ด้วยเหตุผลที่ผมอภิปรายไป ว่าถ้าเอาร่างรัฐบาลเป็นร่างหลักนี้ มันมีปัญหาหรือมันมีความเพี้ยน เพี้ยนจากร่างของ สนข. เดิมเองด้วยซ้ำไปเยอะมาก หลัก ๆ ร่างของพรรคประชาชนก็คือกำหนดนิยามที่ชัดเจนขึ้น เพิ่มสัดส่วนผู้แทนของประชาชน เพิ่มความชัดเจนและกำหนดกลไกในการบังคับใช้จริง เพิ่มหน้าที่ของผู้ประกอบการให้เปิดเผยสถานะทางการเงินอย่างโปร่งใส แล้วก็เพิ่มความชัดเจน ในการใช้เงินกองทุนโดยมุ่งสร้างสมดุลการอุดหนุนบริการขนส่งสาธารณะพร้อมกับคำนึงถึง ภาระทางการคลังระยะยาว ก็ขอจบการนำเสนอนะครับ ขอบคุณท่านประธาน แต่เห็นควร ให้เอาร่างของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักโดยรับทั้ง ๒ ร่าง ขอบคุณครับ