ธรรมทัศน์ ชี้ปัญหานิยามคนพิการแคบ กระทบสิทธิ-เสนอทบทวนเกณฑ์

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

ธรรมทัศน์ ธรรมปัญญวัฒน์ หารือปัญหาความพิการที่เกี่ยวข้องกับนิยามไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้พิการจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐ พร้อมเสนอให้ทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อความครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงปัญหาการจ้างงานในภาคสาธารณะที่ล้มเหลวแม้มีกฎหมายรองรับ ขณะที่การใช้จ่ายกองทุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการกลับเน้นการให้กู้ยืมมากเกินไปจนสะสมเงินกว่า 12,000 ล้านบาท โดยผู้พิการจำนวนมากเข้าถึงเงินกู้ได้ยากเนื่องจากกระบวนการซับซ้อนและขาดหลักประกัน ทำให้จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือจริงมีน้อยมาก นอกจากนี้ยังชี้ถึงปัญหาเบี้ยยังชีพที่ไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ รวมถึงความล้มเหลวของระบบบัตรสวัสดิการรัฐที่ทำให้ผู้พิการตกหล่น จึงเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับสิทธิอย่างเป็นระบบและเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนผู้พิการร่วมเสนอแนวทางแก้ไขต่อไป

นายธรรมทัศน์ ธรรมปัญญวัฒน์ ผู้แทนคณะกรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายธรรมทัศน์ ธรรมปัญญวัฒน์ อนุกรรมาธิการ จากผลการศึกษาของคณะ อนุกรรมาธิการของเราก็ได้พบปัญหาในการดำเนินนโยบายสวัสดิการด้านคนพิการ ในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ประเด็นแรก การกำหนดหลักเกณฑ์ความพิการยังไม่มีความครอบคลุม อย่างที่ได้เรียนไปแล้วว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในปัจจุบัน มาตรา ๔ ได้ให้อำนาจกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในการกำหนดหลักเกณฑ์ของคนพิการเอาไว้ ซึ่งก็ได้อยู่ในคู่มือที่จะเห็นในสไลด์ทางซ้ายมือนี้ แต่ท่านประธานครับ นิยามความพิการในปัจจุบันนี้ยังไม่ครอบคลุมความพิการในหลาย ประเภท ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้กล่าวไปแล้วโดยเบื้องต้น แต่ก็ยังมีความพิการที่ไม่เข้าเกณฑ์ อีกมากมาย ท่านประธานทราบไหมว่าคนหูหนวกที่หูของเขาไม่สามารถจะได้ยินเสียงได้ ถ้าหากว่าหูหนวกแค่ข้างเดียวก็ไม่ถือว่าเปึนคนพิการ ทั้งที่คนหูขาดไม่มีใบหูถ้าหากว่าขาด ข้างเดียวก็ถือว่าเปึนคนพิการได้แล้ว ท่านประธานด้วยหลักเกณฑ์แบบนี้นี่ละครับ ในปัจจุบัน เราจึงมีคนพิการในระบบอยู่เพียงแค่ ๒,๑๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ทั้งที่จากการสำรวจในเรื่อง ของความพิการเมื่อป้ ๒๕๖๕ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การ UNICEF ประเทศไทย ได้ประเมินเอาไว้ว่ามีคนพิการในไทยมากถึง ๔,๑๙๐,๐๐๐ คน ขณะที่สำนักงานกองทุน สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ระบุไว้ว่ามีคนพิการมากถึง ๕ ล้านคนเลยทีเดียว นี่แปลว่าคนพิการกว่าครึ่งหนึ่งเลยเปึนอย่างน้อยที่ได้ตกหล่นจากระบบไปแล้วทำให้พวกเขา ไม่ได้รับสิทธิ ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเปึนเบี้ยยังชีพคนพิการก็ดี การจ้างงาน คนพิการก็ดี หรือการได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการก็ดี ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งนี้ก็มาจากการนิยามความพิการที่ยังไม่มีความครอบคลุมนี้เองครับ

ประเด็นที่ ๒ การจ้างงานคนพิการก็ยังมีไม่เพียงพอ อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการจ้างงานคนพิการตามมาตรา ๓๓ ที่มีข้อบังคับให้ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่มีพนักงานตั้งแต่ ๑๐๐ คนขึ้นไป จะต้องจ้างคนพิการ ในอัตราส่วน ๑๐๐:๑ หรือก็คือถ้าหากว่าไม่สามารถทำได้ก็ให้จัดบริการให้กับผู้พิการ ตามมาตรา ๓๕ แทน หากไม่สามารถปฏิบัติตามทั้ง ๒ ข้อนี้ได้ เอกชนจะต้องส่งเงินเข้า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการตามมาตรา ๓๔ แต่ว่ากฎหมายก็ไม่ได้มี สภาพบังคับภาครัฐให้ปฏิบัติตาม ส่งผลให้คนจ้างงานคนพิการเกิดขึ้นในภาครัฐน้อยมาก คือทำได้แค่เพียง ๒๓.๔๓ เปอร์เซ็นต์ของเปัาหมายเท่านั้น ก็คือยังขาดกว่าอีก ๗๖.๕๗ เปอร์เซ็นต์เลย ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐเปึนผู้บังคับใช้กฎหมายเอง ดังนั้นก็ควรจะเปึน แบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมายไม่ใช่หรือครับ

ประเด็นที่ ๓ การปรับปรุงการบริหารกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ ซึ่งกองทุนฉบับนี้ก็คือกองทุนที่มีที่มาของเงินที่เอกชนส่งเข้ามาตามมาตรา ๓๔ นี้เอง ซึ่งส่งเข้ามาไม่ต่ำกว่าป้ละ ๑,๖๐๐ ล้านบาท โดยเงินกองทุนมาจากการที่คนพิการ ต้องเสียโอกาสในการทำงานแบบนี้ เราก็คงจะนึกใช่ไหมว่ามันก็ควรจะกลับไปชดเชยให้กับ คนพิการให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่เมื่อเรามาดูที่การใช้จ่ายของกองทุนกลับพบว่า กองทุนใช้จ่ายเงินไปจำนวนมากมายกับบริการให้กู้เงิน ซึ่งจากแผนงานในป้ ๒๕๖๖ ได้ตั้งเปัา ไว้สำหรับการให้บริการกู้ยืมถึง ๑,๒๐๐ ล้านบาท และมีการเบิกจ่ายจริงสำหรับการกู้ยืมที่ ๘๐๕ ล้านบาท คิดเปึน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่ายกองทุนทั้งหมดเลยครับ การที่กองทุน ใช้จ่ายเงินไปกับการกู้ยืมเงินเปึนจำนวนมากแบบนี้ทำให้ในระยะยาวแล้วมีเงินสะสม ในกองทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสุดท้ายเงินที่ปล่อยให้กู้ไปก็จะต้องถูกกลับเรียกคืนเข้ามาอยู่ ในกองทุนอยู่ดี ในปัจจุบันนี้กองทุนจึงมีการสะสมเงินเปึนจำนวนแล้วกว่า ๑๒,๑๑๒ ล้านบาท แล้วก็ยังมี แนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นได้อีกเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ กองทุนซึ่งตอนนี้มีเงินสะสมเปึน หมื่นล้านบาทแล้ว ถ้าหากอย่างนี้เจตนารมณ์ของกองทุนคืออะไรกันแน่ครับ ตกลงนี่คือ กองทุนที่ตั้งใจจะเอาเงินออกไปใช้เพื่อช่วยเหลือช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการให้ดีขึ้น หรือมันเปึนกองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมกันแน่ นอกจากนี้หากกองทุนยังมีเงินสะสม มากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปเช่นนี้ก็อาจส่งผลให้ถูกมองได้ว่ากองทุนจะมีเงินสะสมมากเกิน ความจำเปึนแล้วถูกเรียกส่งเข้าคลังเปึนรายได้แผ่นดินได้ ซึ่งมันก็ได้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อป้ ๒๕๕๙ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกโดยที่เราปล่อยไว้เช่นนี้ เงินกองทุนสุดท้ายก็จะถูกเรียก อีกครั้งแล้วก็ไม่ได้ถูกส่งไปใช้ประโยชน์ให้กับคนพิการโดยตรงตามเจตนารมณ์ของกองทุนเลย

ทีนี้เรามาดูที่การใช้จ่ายกองทุนกันบ้างนะครับ บริการกู้ยืมเงินให้กับคนพิการ ของกองทุนเปึนอย่างไร การกู้ยืมเงินของคนพิการก็ยังมีปัญหาในการเข้าถึงมากมายอย่างที่ กล่าวไปแล้วไม่ว่าจะอุปสรรคในเรื่องความยากลำบากในการหาผู้ค้ำประกัน หรือกระบวนการ ที่มีความซับซ้อนและยาวนานซึ่งทำให้มีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ จากสถิติในป้ ๒๕๖๖ มีคนพิการที่เข้าถึงบริการกู้ยืมทั่วประเทศเพียงแค่ ๑๕,๑๙๗ คนเท่านั้น จากคนพิการ ในระบบที่อยู่ที่ ๒,๑๐๐,๐๐๐ คน ก็แปลว่าแม้แต่คนพิการในระบบเองก็ยังเข้าถึงกองทุนนี้ได้ ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ นี่ยังไม่นับว่าคนที่สามารถจะกู้ยืมเงินนี้ได้ในจำนวนนี้ก็กระจุกตัว เฉพาะแค่ในบางพื้นที่อีกต่างหาก แล้วต่อให้คนพิการเขาจะสามารถหาผู้ที่จะสามารถ ค้ำประกันให้เขาได้ คนพิการที่มีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจมากจริง ๆ ก็มักจะถูกประเมิน ไว้ว่าไม่มีหลักประกันบ้าง หรือมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ต่ำบ้าง นั่นทำให้คนพิการที่มี ความเดือดร้อนจริง ๆ กู้ยืมเงินได้ก็แค่ในจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การให้บริการของการ กู้ยืมเงินจึงไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือไปถึงคนพิการที่มีความเดือดร้อนมากได้อย่าง แท้จริงเลยครับ

ประเด็นที่ ๔ เบี้ยยังชีพคนพิการก็ยังไม่มีความสอดคล้องกับความจำเปึน ในการดำเนินชีวิตของคนพิการเลย ดังในภาพที่แสดงให้เห็นนี้นะครับ ในปัจจุบันคนพิการที่มี อายุต่ำกว่า ๑๘ ป้ หรือมีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้เงินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท สำหรับ คนพิการที่ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้เดือนละ ๘๐๐ บาท ถึงแม้ว่าจะมีการเพิ่มอัตรา ของคนที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเปึน ๑,๐๐๐ บาท เมื่อป้ ๒๕๖๓ ก็ตาม แต่สำหรับผู้ที่ ไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบี้ยยังชีพ ๘๐๐ บาทนี้มันไม่ได้ถูกปรับเพิ่มขึ้นเลย ตั้งแต่เมื่อป้ ๒๕๕๘ หรือตั้งแต่เมื่อ ๙ ป้ที่แล้ว ทั้งที่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อย ๆ ตลอด ๙ ป้ ที่ผ่านมาใช่ไหมครับ ทั้งนี้เมื่อเรามาดูที่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐบ้างเราก็จะพบว่ามีปัญหา ตกหล่นมากมาย จากการคำนวณของ 101 PUB โดยใช้ข้อมูลของการสำรวจภาวะเศรษฐกิจ และสังคมครัวเรือน ป้ ๒๕๖๔ ได้พบว่า ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เข้าข่ายคุณสมบัติเกณฑ์รับบัตร ยังตกหล่นไม่ได้รับบัตรอยู่เลย และอีก ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของผู้มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเส้นความยากจน ก็ยังไม่ได้รับบัตรเช่นกัน แล้วแบบนี้การผูกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ติดกับเบี้ยยังชีพผู้พิการ ให้ติดเข้าด้วยกันอย่างนี้ แล้วเงินมันจะไปช่วยเหลือถึงผู้พิการได้อย่างไรในเมื่อยังมีการ ตกหล่นมากมายเช่นนี้ เรามาดูค่าใช้จ่ายของคนพิการกันบ้างนะครับ จากการวิจัยโดย คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วองค์การ UNICEF ประเทศไทย เมื่อป้ ๒๕๖๒ ได้พบว่า คนพิการมีค่าใช้จ่ายจำเปึนที่เพิ่มเติมเปึนพิเศษหลายประการมากกว่า คนทั่วไป เช่น ผ้า สิ่งของ อุปกรณ์จำเปึนในการช่วยเหลือคนพิการ ค่าจ้างผู้ช่วยคนพิการ และค่าเดินทางไปพบแพทย์ เปึนต้น ทำให้ค่าใช้จ่ายจำเปึนของเด็กพิการนี้มีการเพิ่มมาอีก เฉลี่ยแล้ว ๑,๗๒๒ บาทต่อเดือน แล้วเมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นค่าใช้จ่ายตามความจำเปึนก็จะยิ่ง มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย แล้วแบบนี้เบี้ยยังชีพคนพิการไม่ว่าจะ ๘๐๐ บาทก็ดี ๑,๐๐๐ บาทก็ดี ในปัจจุบันนี้จะเพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เปึนความจำเปึนของคนพิการได้อย่างไร โดยปัญหาที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้มาจากการที่กฎหมายยังมีความล้าหลัง และอย่างนี้นี่เอง คือสาเหตุที่เราจำเปึนต้องได้รับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เราจึงได้เชิญตัวแทนผู้พิการ ซึ่งได้ต่อสู้เพื่อสิทธิของคนพิการมาอย่างยาวนานเพื่อที่จะได้สามารถชี้แจงปัญหาและแนวทาง ในการแก้ไขกฎหมายได้ ขอเชิญพบกับพี่สุนทรผู้ร่วมอภิปรายท่านถัดไปครับ ขอบคุณครับ