วศิน ปานเดช หารือปัญหาการขึ้นทะเบียนคนพิการที่ยังไม่ครอบคลุม ทำให้ผู้พิการบางกลุ่มเช่นคนตาบอดหรือหูหนวกเพียงข้างเดียวไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย และเสนอให้ทบทวนนิยามคนพิการตามมาตรฐานสากล พร้อมเรียกร้องปรับปรุงนโยบายการจ้างงานและการสนับสนุนทางการเงินให้เกิดประสิทธิภาพจริง โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนคนพิการที่ควรเข้าถึงได้ง่ายและส่งเสริมการสร้างงานอย่างแท้จริง รวมถึงผลักดันให้หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงินเข้ากองทุนหากไม่สามารถจ้างงานคนพิการได้ตามกฎหมาย
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายวศิน ปานเดช อนุกรรมาธิการ จากสถิติคนพิการในประเทศไทยในปัจจุบัน ข้อมูลจากกรมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งแสดงผลว่าในประเทศไทยปัจจุบันมีคนพิการถึง ๒ ล้านกว่าคน หรือคิดเปึน ๓.๒๙ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด ตัวเลขเหมือนจะเยอะนะครับ แต่ตัวเลขดังกล่าวเปึนเพียง คนพิการที่ขึ้นทะเบียนคนพิการแล้วเท่านั้น ยังไม่รวมตัวเลขที่ตกหล่นและยังมีคนพิการ อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนคนพิการเนื่องจากว่าไม่มีโอกาสได้ขึ้น เพราะกฎหมาย ไม่บัญญัติให้เขาเปึนคนพิการ เนื่องจากสาเหตุอะไรครับ เนื่องจากสาเหตุว่าตาม พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้กำหนดนิยามศัพท์ไว้ในมาตรา ๔ ซึ่งในตอนท้ายของนิยามศัพท์ได้ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์มีอำนาจในการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกของคนพิการ จึงทำให้คนตาบอดข้างเดียว คนหูหนวกข้างเดียวไม่กลายเปึนคนพิการ เมื่อไม่เปึนคนพิการ แล้วจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นครับ คนกลุ่มนี้จะไม่ได้รับสวัสดิการในฐานะคนพิการและไม่ได้ สิทธิประโยชน์ในการจ้างงานตามมาตรา ๓๓ และไม่ให้สิทธิสัมปทานตามมาตรา ๓๕ ทางอนุกรรมาธิการของเราเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเปึนประเด็นที่สำคัญและมีผลกระทบต่อ สิทธิของคนพิการ จึงมีการรวบรวมนิยามศัพท์คำว่าคนพิการของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิคนพิการ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ หรือกฎหมาย ต่างประเทศไม่ว่าจะทั้งประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส หรือญี่ปุ์น เพื่อเปึนแนวทาง ในการแก้ไขกฎหมาย และเปึนแนวทางให้ฝ์ายบริหารแก้ไขกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ จากสถิติคนพิการในวัยทำงาน ข้อมูลจากกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จะเห็นได้ว่า คนพิการในวัยทำงานและสามารถประกอบอาชีพได้มีจำนวนถึง ๔๐๐,๐๐๐ คน ที่ไม่มีงานทำ หรือคิดเกือบครึ่งหนึ่งของจำนวนคนพิการในวัยทำงานทั้งหมด การมีงานทำของคนพิการจะเปลี่ยนคนพิการจากการเปึนภาระกลายเปึนพลังในการ สร้างสรรค์ประเทศชาติต่อไป สามารถทำให้คนกลุ่มนี้สามารถดูแลตนเอง ดูแลครอบครัว และดูแลสังคมได้ต่อไป พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการจึงมี บทบัญญัติให้นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีลูกจ้างและ ผู้ปฏิบัติงานเกินกว่าอัตราที่กฎของกระทรวงแรงงานกำหนดต้องจ้างคนพิการเข้าทำงาน ซึ่งในปัจจุบันกฎของกระทรวงแรงงานระบุไว้ว่า หากนายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐมีลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานเกินกว่า ๑๐๐ คนขึ้นไป พูดง่าย ๆ คือ ๑๐๐ คน ต้องจ้างคนพิการ ๑ คน หากในเศษของ ๑๐๐ เกินกว่า ๕๐ คน ต้องจ้างผู้พิการเพิ่มอีก ๑ คน จากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีการใช้มาตั้งแต่ป้ ๒๕๕๖ ถึงปัจจุบันเปึนระยะเวลากว่า ๑๑ ป้ ซึ่งจากสถิติดังกล่าวทำให้ประเทศไทยเปึนประเทศที่ค่อนข้างล้าหลังกว่าประเทศอื่น ทางอนุกรรมาธิการของเราจึงมีการรวบรวมสถิติการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานราชการ และหน่วยงานเอกชนของต่างประเทศไว้อย่างเช่นในประเทศญี่ปุ์นมีกฎหมายบังคับให้ หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการในอัตราร้อยละ ๒.๕ ซึ่งจะมีอัตราเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ แล้วในกรณีที่นายจ้าง หรือเจ้าของสถานประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐไม่สามารถ จ้างคนพิการได้ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุอื่นใด จากสถานที่ไม่พร้อมให้แก่คนพิการเข้าทำงาน หรือสภาพงานไม่เหมาะสมแก่คนพิการ ก็จะให้หน่วยงานของรัฐ เจ้าของสถานประกอบการ หรือนายจ้างสามารถให้สิทธิสัมปทานให้แก่คนพิการได้ โดยสิทธิสัมปทานใช้ปัจจุบันนี้มี ไม่ครอบคลุม ทางอนุกรรมาธิการของเราจึงเพิ่มสิทธิตามมาตรา ๓๕ ซึ่งจะกล่าวในบทถัดไป หากนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบการไม่สามารถจ้างคนพิการตามมาตรา ๓๓ ได้ และไม่สามารถให้สิทธิสัมปทานตามมาตรา ๓๕ ได้มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินเข้าสู่กองทุนคนพิการ แล้วเรามาดูต่อไปว่ากองทุนคนพิการส่วนใหญ่นำเงินไปทำอะไร กองทุนคนพิการนำเงิน ส่วนใหญ่ที่ได้รับจากนายจ้างหรือเจ้าของสถานประกอบการไปเพื่อปล่อยกู้ให้สำหรับ คนพิการ ถามว่าคนพิการเข้าถึงเงินนี้ได้ง่ายไหม ไม่ง่ายเลยครับ เพราะว่าหลักเกณฑ์ การปล่อยกู้ค่อนข้างมีรายละเอียดมากอย่างเช่นต้องมีคนค้ำประกัน คนค้ำประกันทั่วไป ค้ำประกันได้ไหมครับ คนต้องมีความน่าเชื่อถือถึงสามารถค้ำประกันได้ ซึ่งหลักเกณฑ์แค่ข้อนี้ ทำให้คนพิการส่วนใหญ่ก็ไม่ได้กู้แล้วครับ แล้วมีขั้นตอนมากมายกว่าจะทำให้ผู้พิการได้รับเงิน การปล่อยกู้ของกองทุนคนพิการก็ไม่ก่อให้เกิดการสร้างงานแก่คนพิการได้อย่างแท้จริง ขอสไลด์ถัดไปครับ การจ่ายเงินให้กองทุนคนพิการจะจ่ายเฉพาะนายจ้าง หรือเจ้าของ สถานประกอบการเอกชนเท่านั้นยังไม่รวมถึงหน่วยงานของรัฐ หน่วยงานของรัฐ ไม่จำเปึนต้องจ่ายเงินเข้าสู่กองทุนคนพิการ และไม่มีสภาพบังคับทางแพ่ง ทางอาญา ให้แก่ หน่วยงานของรัฐ ในปัจจุบันมีหน่วยงานของรัฐเพียง ๓ หน่วยงานเท่านั้นที่จ้างคนพิการ ครบจำนวน ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ ที่เหลือยังจ้างคนพิการเข้าทำงานไม่ครบ จึงขอฝากให้ฝ์ายบริหาร จ้างคนพิการเข้าทำงานตามกฎหมายที่ฝ์ายบริหารมีอำนาจบังคับใช้ต่อไปครับ ขอบคุณครับ