สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

ฐิติมา ฉายแสง พรรคเพื่อไทย อภิปรายเรื่องสถาบันพระปกเกล้า โดยขอให้ทบทวนการจัดหลักสูตรให้กว้างขวางและไม่จำกัดรายได้หรือคุณสมบัติ และเสนอแนะให้ผู้สมัครแสดงความมุ่งมั่นผ่านบทความหรือ Essay เพื่อการคัดเลือกที่เหมาะสม

นางฐิติมา ฉายแสง ฉะเชิงเทรา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ หลายคนรู้ แล้วก็หลายคนไม่รู้ว่าสถาบัน พระปกเกล้านั้นเปึนหน่วยงานในกำกับของรัฐสภา ตาม พ.ร.บ. ของสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ ที่กำหนดให้สถาบันพระปกเกล้านั้นอยู่ในกำกับดูแลของท่านประธาน รัฐสภา สถาบันพระปกเกล้านั้นมีผลงานมากมายเห็นอยู่ มีรางวัลก็เยอะ ทำหน้าที่ทาง วิชาการให้กับรัฐสภาในการจัดโน่นจัดนี่ จัดหลักสูตร จัดอะไรก็แล้วแต่ให้กับสมาชิกรัฐสภา ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ปฏิบัติงานให้แก่สมาชิกรัฐสภาได้ใช้บริการจากทางสถาบันพระปกเกล้า แล้วนี่ก็คือที่ดิฉันอยากจะเน้นในการอภิปรายในวันนี้ คือจากวัตถุประสงค์ของสถาบันตาม พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ หมวด ๑ มาตรา ๖ ท่านมีทั้งหมด ๑๐ ข้อ ด้วยกัน แต่ดิฉันอยากจะเน้นใน (๕) หรือข้อ ๕ นี้ที่บอกว่า จัดและสนับสนุนการศึกษาอบรม บุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง และการ เศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานคะ ที่ผ่านมานั้นเห็นว่าสถาบัน พระปกเกล้าได้ให้น้ำหนักในการจัดการศึกษาอบรมบุคลากรจากภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ ประชาชนตามหลักสูตรต่าง ๆ มากมาย มีบางคนบอกว่าจัดหลายหลักสูตรมากทีเดียว ซึ่งเรา ก็รับรู้กันอยู่ คือทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้วก็โดยอ้อมกับการเมือง การปกครอง แล้วก็การ เศรษฐกิจและสังคมในระบอบประชาธิปไตย แล้วก็มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการเรียน ที่ค่อนข้างสูง ทั้งนี้ก็เพื่อเปึนการหารายได้เข้ากองทุนของสถาบันพระปกเกล้า คือแม้ว่าจะอยู่ ในวัตถุประสงค์ของสถาบันแต่เสมือนว่าทำหน้าที่เหมือนเปึนสถาบันการอุดมศึกษา คนที่มี สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมมีความสัมพันธ์เท่านั้นที่จะเข้าสู่หลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันได้ มีการให้โควตาไปยังหน่วยงานส่วนราชการต่าง ๆ ส่งบุคลากรมาอบรมโดยใช้เงินงบประมาณ มาเปึนค่าลงทะเบียน ซึ่งภายในส่วนราชการก็มีการวิ่งเต้นเพื่อให้คนของตนนั้นเข้าหลักสูตรได้ แต่ไม่ได้นำความรู้ความเข้าใจไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรงก็เปึนไปได้ ในขณะที่คนที่ตั้งใจ ที่จะมาเรียนรู้เพื่อได้ใช้ความรู้จริง ๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงประกาศนียบัตรกลับไม่ได้เข้าอบรม หลักสูตรต่าง ๆ ก็มีการกำหนดคุณสมบัติที่มีการคัดเลือกคนออกมาเปึนกลุ่มชั้นชน ทั้งที่ ความจริงแล้วสถาบันควรจะเป่ดโอกาสให้กับคนทุก ๆ คน ให้ทุก ๆ กลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ เข้ามาร่วมกิจกรรม มาร่วมเรียนรู้กับสถาบันได้โดยไม่ต้องแบ่งแยก หรือบางคนที่เขาสนใจ ในบางวิชาบางประเด็นก็น่าจะสามารถเข้ามาร่วมกับสถาบันได้แต่ก็ไม่ได้ เขาอยากจะมาเปึน ผู้สังเกตการณ์เพื่อได้ความรู้ก็ไม่ได้ ซึ่งอันนี้มันตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน อยู่แล้วแต่ไม่เปึนไปตามนั้น ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดนั้นเปึนข้อร้องเรียนของ ข้าราชการตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งของสภาแห่งนี้ที่เขาฝากให้ดิฉันมาอภิปราย ฝากให้มาพูดในฐานะ ผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพคะ ในฐานะที่ท่านเปึนประธานสภาของสถาบัน พระปกเกล้าด้วย ดิฉันขอฝากนำเรียนไปยังสถาบันพระปกเกล้าให้ทบทวนในเรื่องนี้นะคะ เรื่องการจัดหลักสูตรให้เป่ดกว้างให้กับคนทุกสถานะสามารถเข้าเรียน ให้ได้เข้ารับบริการทาง วิชาการของสถาบันได้อย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่คำนึงถึงการแสวงหารายได้เข้าสถาบัน จนเกินไป และทำให้ประชาชนคนที่มีความสนใจและตั้งใจที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมของ สถาบันต้องถูกจำกัดเพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้นขาดทุนทรัพย์ หรือว่าเขาเหล่านั้นขาด คุณสมบัติไม่เปึนไปตามเงื่อนไขของหลักสูตร ดิฉันว่าสถาบันพระปกเกล้าต้องทบทวนแล้วละค่ะ สถาบันจะหารายได้ได้มากมายเพียงใดก็แล้วแต่อย่างไรก็มาของบประมาณกับสภา ผู้แทนราษฎร มาของบประมาณรายจ่ายประจำป้อยู่นั่นทุกคนก็รู้ดี ดังนั้นจึงต้องกระจาย ประโยชน์ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ทุกหมู่ ทุกเหล่าให้ได้

อีกประการค่ะ ดิฉันขอเสนอแนะว่าให้ผู้สมัครที่จะเข้าเรียนในหลักสูตรต่าง ๆ ของสถาบันพระปกเกล้านั้นได้มีโอกาสเสนอบทความหรือทำ Essay ให้ทางสถาบัน ได้คัดเลือกและแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ที่อยากจะเล่าเรียนจริง ๆ ศึกษาจริง ๆ สถาบัน พระปกเกล้าจะได้คนที่ตรงกับที่ต้องการ แล้วก็เพื่อให้ทางสถาบันพระปกเกล้าได้คัดเลือก ให้ได้คนที่เหมาะสมจริง ๆ แล้วดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการเขียนบทความ มีการเขียน วัตถุประสงค์ที่ต้องการจริง ๆ ข้าราชการตัวเล็ก ๆ ของสภาผู้แทนราษฎรคนนี้จะต้องได้รับ การคัดเลือกให้เข้าเรียนแน่นอนเพราะเขามีความมุ่งมั่นมากเหลือเกินค่ะท่านประธาน ขอฝากไว้แค่นี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ