จุลพันธ อมรวิวัฒน ระบุสถานะภาษีเงินไดนิติบุคคลว่ายังไม่มีมติชัดเจนแต่เป็นแนวคิดเพื่อจูงใจการลงทุน และยืนยันการเตรียมความพร้อมรองรับ Global Minimum Tax ตามกรอบ OECD เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ จุลพันธ ออมรวิวัฒน เสนอแนวคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบก้าวหน้าตามหลักความสามารถในการชำระ โดยชี้ว่าประเทศส่วนใหญ่ใช้ระบบนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเน้นย้ำว่าการพิจารณาต้องคำนึงถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและผลกระทบทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จุลพันธ ออมรวิวัฒน เสนอแนวคิด Simplify เพื่อปรับปรุงระบบภาษีบุคคลธรรมดา โดยมุ่งเน้นการดึงดูด Digital Nomad และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ตอบคำถามข้อที่ ๒ ของท่านศิริกัญญา ตันสกุล นะครับ ท่านถามใน ๒ ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือ CIT ประเด็นที่ ๒ ก็คือ PIT นะครับ ในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคล ผมเรียนอย่างนี้ว่า ประเด็นแรกก่อนนะครับ ยังไม่ได้มีข้อตกลง หรือข้อสั่งการ หรือความชัดเจนใด ๆ เปึนเพียง แค่แนวความคิดยังไม่ได้มีข้อตัดสินใจ เพราะฉะนั้นหากท่านใช้คำว่า เลือกที่จะทำ ยังไม่ ดำเนินการ ก็เปึนสิ่งซึ่งเราถกเถียงกันได้ในเชิงวิชาการว่าอะไรมีข้อดี ข้อเสีย แต่แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้นำเสนอเปึนแนวความคิดในเรื่องของการ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศด้วย จากในประเทศให้มากขึ้นนะครับ อันนี้มันเปึน หลักการที่สามารถคิดได้เพื่อที่จะสามารถเร่งให้ประเทศเกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้หลักการในเรื่องของการจัดเก็บภาษีมันก็คือเรื่องของการมีฐานภาษีที่เปึน Growth Friendly ก็คือจูงใจให้มันเกิดการลงทุน ให้มันเกิดการเติบโตทั้งประเทศ เพราะว่า ประเทศไทยเราเองเราก็ทราบดีว่าปัญหาที่เราติดหล่มมาเปึนระยะเวลา ๑๐ กว่าป้ ก็คือเรื่อง ของอัตราการเติบโตที่ตกต่ำ ต่ำกว่า ๒ เปอร์เซ็นต์ก็พูดกันมาตลอด ป้นี้โชคดีว่าเราจะใกล้ แตะ ๓ ผมก็หวังใจเปึนลึก ๆ ว่ามันจะไปถึงใกล้ที่สุด แล้วก็เปึนแรงส่งให้กับการเติบโตทาง เศรษฐกิจที่มากขึ้นต่อไปในป้ถัด ๆ ไป คราวนี้ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าหลักการในเรื่องของ ภาษีเงินได้นิติบุคคลเรายังไม่ได้มีการปรับลดหรือปรับเพิ่มแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม แนวความคิดที่ต้องประกอบกันเข้าก็คือทำอย่างไรจะสามารถเพิ่มศักยภาพ เพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ยกตัวอย่างท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว แล้วท่านก็พูด ถูกต้องครับ ผมเองก็พูดก่อนหน้าเมื่อสักครู่นี้แล้วว่าตัว Global Minimum Tax เขากำหนด เปึน Minimum ก็คือต่ำสุด ไม่ควรต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เราก็เช่นกันนะครับ แต่ด้วย แนวความคิดนี้ที่เกิดขึ้นจากการประชุมที่ OECD แล้วไทยเรานี่เรากำลังจะเข้าร่วม OECD ในฐานะประเทศหนึ่งที่เปึนประเทศภาคี เรากำลังพยายามกลไกที่เรากำลังจะเดินหน้าอยู่ แต่ในส่วนของภาษีกรมสรรพากรเปึนสมาชิกไปเรียบร้อยแล้ว แล้วเราก็ได้ดำเนินการตาม ข้อตกลงในหลาย ๆ อย่างนะครับ วันนี้ที่ท่านพูดขึ้นมาอย่างเช่นเรื่องของภาษีส่วนเพิ่มหรือว่า Pillar 2 นี่นะครับ ก็เร็ว ๆ นี้เราคงจะได้มาพบปะพูดคุยกันในสภาเพื่อที่จะมาถกกันในเรื่อง ของตัวกฎหมายเพราะว่าเราต้องรีบเดินหน้า การเข้าสู่กลไกเหล่านี้ก่อนเปึนประโยชน์ แล้วก็ เปึนโอกาสของประเทศไทย เพราะว่าประเทศที่เปึน Multinational Company ประเทศที่ มันอยู่ในโลกที่มันข้ามชาตินี่เขาสามารถที่จะเลือกได้ว่าเขาจะเลือกเสียภาษีที่ประเทศใด ซึ่งประเทศไทยเปึนประเทศหนึ่งที่มีความเหมาะสม จูงใจ แล้วเรายังจะสร้างกลไกที่จะดึงดูดให้ เขาสามารถตัดสินใจว่าสุดท้ายแล้วเขาสามารถเลือกที่จะเสียภาษีในประเทศไทยได้และจะ เกิดประโยชน์ เราก็จะสามารถนำเม็ดเงินเหล่านั้นป้หนึ่งเปึนหมื่น ๆ ล้านบาทกลับมาทำ ประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนในรูปแบบอื่นนะครับ
ในประเด็นเรื่องของ Personal Income Tax หรือว่าภาษีส่วนบุคคลนะครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่าก็เปึนแนวความคิดที่ท่านปลัดได้นำเสนอ ยังไม่ได้มีข้อตัดสินใจใด ๆ เช่นเดียวกัน แต่ผมเล่าให้ฟังว่าในข้อเท็จจริงอย่างประเทศไทยในขณะนี้เราใช้หลักการ ในเรื่องของ Ability to Pay Principle ก็คือความสามารถในการชำระ เราถึงได้มีอัตราภาษี แบบก้าวหน้า คือคนรวยกว่าเสียมากกว่าและยังจะเปึนเช่นนั้นอยู่ ทั่วประเทศทั่วโลกนี่เกือบ ร้อยทั้งร้อยเปึนเช่นนั้นเกือบทั้งหมด ประเทศที่เก็บภาษีเปึน Flat rate ในปัจจุบันนี่นับนิ้วได้ เช่นคาซัคสถาน เช่นอีกบางประเทศเท่านั้นเขาเก็บเปึนแบบ Flat นะครับ ในขณะเดียวกัน ในประเทศที่เคยเก็บเปึน Flat rate ยกตัวอย่างก็จะเปึนประเทศซึ่งแตกออกมาจากประเทศ คอมมิวนิสต์ในอดีตเช่นประเทศแถวสลาฟ แถวที่มาจากรัสเซียเก่า เหล่านั้นแตกออกมา ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าในขณะที่แตกออกมาใหม่ ๆ ยังเปึนประเทศที่มีแนวความคิดออกมาจาก คอมมิวนิสต์ ซึ่งมีความเท่าเทียมกันของคนในลักษณะของ Commune ก็เก็บภาษีแบบ Flat rate คือในแบบแนวระนาบเท่ากันหมด แต่ในที่สุดสุดท้ายเขาก็ต้องปรับเปลี่ยน วันนี้เขาก็ ปรับเปลี่ยนมาเปึนภาษีแบบก้าวหน้าในเรื่องของภาษีส่วนบุคคลนะครับ วันนี้ในเรื่องของภาษี ทั้งส่วนบุคคล แล้วก็แบบนิติบุคคลเองก็ตามแนวความคิดยังไม่ได้เปลี่ยน เราก็เป่ดกว้าง ในการศึกษาเพื่อที่จะให้ความคิดเห็นให้มันรอบด้านที่สุดจะเปึนแบบใดก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องมาคิดคำนึงประกอบอีก ๒ เรื่อง
๑. ก็คือเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะกำหนดอย่างไร เพื่อที่ในประเทศ วันนี้โลกมันต่อเชื่อมกันทั้งหมดแล้ว มันไม่มีรอยต่อ ไม่มีรอยตะเข็บ วันนี้ จึงเปึนสิ่งจำเปึนที่เราจะกำหนดในเรื่องของอัตราภาษีใดก็ตามเราจะต้องคำนึงถึงความสามารถ ในการแข่งขัน ผลกระทบกับประเทศที่มีความเกี่ยวเนื่องทั้งเรื่องของการแข่งขันทางการค้า ทั้งเรื่องของคู่ค้า เพื่อที่จะกำหนดให้เกิดเปึนอัตราที่มีความเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด กับประเทศไทยในการที่จะเดินหน้าต่อไป
๒. ก็คือเรื่องของ Simplify ก็คือทำให้มันเรียบง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่นภาษี บุคคลนะครับ ภาษีบุคคลธรรมดาที่เราเก็บจากกลุ่มที่เรียกว่า Expat คือคนที่เปึนต่างชาติ แล้วมาทำงานที่เมืองไทย ประเทศไทยเปึนสวรรค์ของต่างชาติ วันนี้ก็เพิ่งมีบทความขึ้นมา บทความหนึ่งในเรื่องของที่ต่างชาติที่เขาเข้ามาทำงานในประเทศไทย ในเรื่องของเปึน Digital Nomad ก็คือกลุ่มคนที่ทำงานเรื่องของดิจิทัลต่าง ๆ ในวันนี้เขาไหลเข้ามาอาศัย อยู่ในเมืองไทยเพื่อที่จะทำมาหากินโดยที่ส่งงานไปต่างประเทศ กลุ่มคนกลุ่มนี้วันนี้เราก็เก็บ ภาษีในอัตราที่เปึน Flat เหมือนกัน คือเราเก็บแบบไม่มีก้าวหน้า เราเก็บ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องเข้าใจนะครับ ไม่ใช่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จากแบบภาษีเงินได้เรา ไม่มีการหักลดหย่อน คือเก็บ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จาก Gross คือรายได้เท่าไรก็ตามเก็บ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ทันที เยอะนะครับตัวเลข แล้ววันนี้เราก็สามารถดำเนินการจัดเก็บจากคนกลุ่มนั้นได้ วันนี้เราต้องการที่จะสร้างกลไก ภาษีที่จะสามารถ ๑. สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ๒. เกิดความเรียบง่ายกับผู้ที่จะต้อง เสียภาษี และ ๓. ก็คือในส่วนของการดึงดูดเอามันสมอง คลังสมองคนเก่ง ๆ กลับเข้ามา ไม่ว่าจะเปึนคนไทยหรือคนต่างชาติก็ตาม เพื่อที่จะสร้างให้ประเทศไทยมีความจูงใจในการ ก้าวหน้า แล้วก็สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ โจทย์ทั้งหมดมันมีอยู่แค่นี้ครับ แล้วเราก็มอบโจทย์ไป ซึ่งแน่นอนว่าการศึกษาครั้งนี้นอกจากกระทรวงการคลังแล้วผมเรียน อย่างนี้ว่าเรายังได้ความช่วยเหลือมาจากคณาจารย์ มีอาจารย์จากจุฬามานะครับ แล้วก็กำลัง หาเพิ่มเติม คนที่มีความถนัด มีความเก่งในเรื่องของโครงสร้างภาษีต่าง ๆ เพื่อที่จะเอามา นั่งคุยกันว่าสุดท้ายแล้วการศึกษานี้เราจะสามารถออกมาเปึนโครงสร้างใหม่ที่จะเกิด ประโยชน์ให้สูงสุดได้อย่างไร ไม่มีโจทย์ ไม่มีเปัา ไม่มีธงนะครับ เราก็จะเดินหน้าไป แล้วก็ หวังว่าสุดท้ายเราจะได้โจทย์ที่ดีที่สุด แล้วก็สุดท้ายกลไกเหล่านี้ไม่ว่าอย่างไรก็ตามก็คงจะต้อง มีโอกาสกลับมาถก มาหารือกันในสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็รัฐสภาอีกอยู่ดี ก็เปึนโอกาสที่ท่าน คงได้มีการมาพูดคุยกับผมอีกครั้งหนึ่งในรายละเอียดอีกครั้งครับ