ศิริกัญญา ตันสกุล หารือเรื่องภาษีและเสนอให้กระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มภาษีแทนการลดอัตราภาษี เพื่อป้องกันผลกระทบต่อคนธรรมดา
สำหรับคำถามที่ ๒ นะคะ เอาเรื่องแรกก่อนเลยว่าท่านมีวัตถุประสงค์ในการที่จะปฏิรูปน่าจะมีหลัก ๆ ก็คือการจัดเก็บ รายได้ให้มากขึ้นโดยที่กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งจริง ๆ ก็เปึนแนวทางที่ดี แต่ว่า วิธีการที่ท่านเลือกก็กลับมีการเลือกที่จะลดภาษีนิติบุคคลลงนะคะ เรื่องแรก ก็คือเรื่องของ ภาษีเงินได้นิติบุคคลถ้าจะลดลงเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ ได้มีการคำนวณไว้ไหมว่าทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ท่านลดลงจะทำให้รายได้รัฐบาลลดลงเท่าไร ถ้าลองเคาะตัวเลขเร็ว ๆ เบื้องต้น ดิฉันพบว่ามันน่าจะทำให้การจัดเก็บภาษีลดลง ถ้าลดลง ๕ เปอร์เซ็นต์จริง ๆ ก็คือ ประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือว่าลดลงไปเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของภาษีเงินได้ นิติบุคคลที่จะจัดเก็บได้ในแต่ละป้ ท่านอาจจะไปดูว่าตอนป้ ๒๕๕๖ ที่เคยมีการลดภาษีลง จาก ๓๐ เหลือ ๒๓ จาก ๒๓ เหลือ ๒๐ ตอนนั้นถ้าดูเปึนเม็ดเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลจะดู เหมือนกับว่าจะเพิ่มขึ้น แต่ถ้าหากเราไปเทียบกับตัวจีดีพีจะพบว่าจริง ๆ แล้วมันลดลง ด้วยซ้ำไปหลังจากที่ท่านได้มีการปรับลดอัตราภาษีลง อันนี้ดิฉันก็อ้างอิงจากการที่คุณทักษิณ ได้ไปพูดในรายการของ Forbes CEO ว่าการที่ปรับลดภาษีในตอนนั้นทำให้เราจัดเก็บภาษี ได้มากขึ้น ท่านอ้างว่าอยากที่จะลดภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับ Global Minimum Income Tax Rate ของ OECD เขาออกกฎให้ประเทศที่เข้าร่วมข้อตกลงต้องจัดเก็บภาษีไม่ต่ำกว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สูงสุดไม่เกิน ๑๕ เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วดิฉันเข้าใจว่าทางกระทรวงการคลัง เองก็มีแผนที่จะรับมือในเรื่องนี้อยู่แล้วโดยที่ไม่ได้มีการที่จะปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ก็คือมีการที่จะออกตัว พ.ร.บ. Top up Tax bill หรือว่า พ.ร.บ. ภาษีส่วนเพิ่ม เพื่อที่จะมา จัดการกับตัวภาษีส่วนเพิ่มที่จะเก็บได้จากการที่แต่ละบริษัทเสียภาษีจริง ๆ ไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นก็เลยไม่เห็นความจำเปึนที่อยู่ดี ๆ เราจะต้องไปลดอัตราภาษีเงินได้ นิติบุคคลมากขนาดนี้ ในขณะเดียวกันก็เลยต้องหาตัวอื่นเพื่อที่จะมาเพิ่มรายได้ภาษีให้กับ ประเทศด้วย ดิฉันคิดว่าถ้าท่านอยากที่จะช่วยคนจนจริง ๆ ไม่เห็นจำเปึนที่จะต้องไปขึ้นแวต แล้วค่อยเอาเงินมาให้คนจนเลย ถ้าไม่ขึ้นนี่มันน่าจะช่วยได้เร็วกว่านะคะ ถึงแม้ว่าตัว ภาษีมูลค่าเพิ่มเองดิฉันก็มั่นใจว่าไม่ได้มีลักษณะที่มันถดถอยอย่างที่เราเคยเข้าใจกันมา โดยตลอดเมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ แต่ถึงขึ้นนี่อย่างไรภาระภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นอยู่ดีนะคะ ในขณะเดียวกันเวลาที่ท่านพูดว่าจะนำเงินมาทำอะไรเพื่อพี่น้องประชาชนเราก็คงยังไม่เห็น ภาพที่ชัดเจนว่าแล้วอะไรที่จะกลับมานะคะ
ภาษีอีกตัวหนึ่งที่พูดถึงก็คือการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลงเหลือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ทางปลัดกระทรวงการคลังพูดเลยว่าจะไม่มีการเก็บแล้วขั้นบันได ซึ่งดิฉันพบว่า การทำแบบนี้จะสูญเสียหลักการของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จะต้องคงของความก้าวหน้า เอาไว้ คนที่มีความสามารถในการจ่ายสูงก็ต้องจ่ายเพิ่ม ในคนที่ไม่มีความสามารถในการจ่าย ก็จ่ายลดลง ท่านก็ยังเชื่อในเรื่องของ Negative Income Tax ที่คนที่มีรายได้น้อยควรจะต้อง ได้รับเงินเพิ่มจากทางรัฐด้วยซ้ำไป ซึ่งอันนี้ดิฉันก็ไม่มีปัญหาถ้าจะมีนโยบายนี้นะคะ แต่ว่า การที่จะเก็บ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เราไปพบว่าสำหรับคนที่เปึนมนุษย์เงินเดือนทั่ว ๆ ไปที่มีรายได้ ต่อเดือนไม่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน อันนี้ก็คือคิดในกรณีที่หักลดหย่อนทุกอย่างเต็ม Max ทุกเรื่องแล้วนะคะ คนที่มีรายได้ไม่ถึง ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน คนเหล่านี้จำเปึน ที่จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น แล้วก็เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่มาก คนที่เงินเดือนประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ปกติจ่ายภาษีจริง ๆ อยู่แค่ประมาณ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าต้องปรับมาเปึน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับว่าเขาทำงาน ๑๒ เดือน ต้องเสียเงินเดือนเดือนหนึ่งไปเปึนภาษี เงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งมันกลับหัวกลับหางกับความมุ่งมั่นตั้งใจของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ต้องการที่จะมาสร้างความเปึนธรรมให้กับการจัดเก็บภาษี ก็เลยงง ๆ ว่าถ้าท่านอยาก จัดเก็บรายได้ให้มากขึ้นแล้วก็กระทบกับประชาชนน้อยที่สุดทำไมเลือกที่จะลดตัวภาษีเงินได้ นิติบุคคล ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจนทำให้คนธรรมดาต้องจ่ายภาษีเพิ่ม และกลับไปเพิ่ม ตัวภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแน่นอนว่ามันมีแผนที่จะต้องปรับขึ้นอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าท่านไม่มีแผน ที่จะต้องเสียรายได้ไปมากขนาดนี้จากการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเราก็คงไม่จำเปึน ที่จะต้องขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมากถึงขนาดนี้ค่ะ คำถามที่ ๒ ขอบพระคุณค่ะ