จุลพันธ อมรวิวัฒน ยืนยันศึกษา Negative Income Tax ชดเชยผูยากไร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๗

จุลพันธ อมรวิวัฒน ระบุขอเท็จจริงเรื่องการจัดเก็บภาษีที่ตอต่ำและเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสรางภาษีโดยใชแนวคิด Negative Income Tax เพื่อชดเชยผูยากไร รวมถึงชี้แจงประเด็น Global Minimum Tax ที่ควรเปน ๑๕ เปอรเซ็นต และตอรองเรื่องกลไกการปรับภาษีที่เชื่อมโยงกับสวัสดิการ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้มา ตอบในประเด็นข้อสงสัยคำถามกระทู้ของท่านศิริกัญญาในเช้าวันนี้ ต้องเรียนอย่างนี้ว่า มีการพูดคุยกันในหลายครั้งจริง ๆ ครับ กระทรวงการคลังตั้งแต่เริ่มทำงาน เริ่มตั้งแต่สมัย ของท่านอดีตนายกเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งมีการประชุมหารือ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือกันหลายครั้งในเรื่องของการศึกษา การปฏิรูปโครงสร้างภาษีอย่างจริงจัง รวมถึงแนวความคิดในการเดินหน้าอีก ๑ นโยบาย ซึ่งเรียกว่า Negative Income Tax ไม่มีชื่อภาษาไทยขอโทษครับ เปึนภาษีที่จะมาชดเชย ให้กับผู้ยากไร้ ทดแทนเรื่องของสวัสดิการ เปึนเรื่องของการทำสวัสดิการถ้วนหน้าผ่านทาง โครงสร้างภาษี เรื่องนี้ก็ศึกษากันมาพอสมควร แล้วก็เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเปึนท่านนายก แพทองธาร ชินวัตร ก็ได้มีการแถลงนโยบายและนำเอาเรื่องของ Negative Income Tax เข้าไปประกอบด้วย สิ่งที่จะต้องเรียนต่อท่านศิริกัญญาก็คือแนวความคิดนี้เปึนความคิด ที่ผมเชื่อว่าจริง ๆ ไม่ใช่รัฐบาลนี้เปึนรัฐบาลแรก รวมถึงแม้แต่พรรคการเมืองที่อยู่ในสภา แห่งนี้ก็มีการศึกษาในเรื่องของโครงสร้างภาษีกันมาพอสมควร เรามีปัญหาในเรื่องของ โครงสร้างภาษีมาอย่างยาวนาน ตัวเลขที่ท่านหยิบยกมาคือการจัดเก็บรายได้ของรัฐเทียบต่อ จีดีพี ๑๔ เปอร์เซ็นต์เศษนี่เปึนข้อเท็จจริง แล้วก็เปึนตัวเลขที่ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศ ในโลกค่อนข้างมาก โดยเฉลี่ยโดยทั่วไปจะตกอยู่ประมาณ ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากเรามาดู ในข้อเท็จจริงแล้วสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ถึงตัวเลขที่เรา ต้องการนั้นมาจากสาเหตุที่เรามีการลดหย่อนในหลาย ๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องของแวต รวมถึง เรื่องของการลดหย่อนภาษีเงินได้ประเภทต่าง ๆ ซึ่งในที่สุดแล้วมันผูกพันกันจนกระทั่งเปึน ใยเดียวกัน ซึ่งมีความจำเปึนจะต้องมาศึกษาอย่างจริงจัง แล้วก็มาดูว่าจะต้องปรับอย่างไร เพื่อ ๑. ก็คือแน่นอนการจัดเก็บรายได้รัฐที่มากขึ้น ๒. คือสามารถทำให้เกิดการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจที่มีความมั่นคงและแข็งแรง ๓. ก็คือกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุดโดยเฉพาะ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่ากลุ่มเปราะบาง โจทย์นี้เราก็ได้วางโจทย์เอาไว้ให้มี การไปศึกษาในภาพรวม ตัวเลขไม่มีการตั้งเปัาหรอกครับว่าควรจะเปึนเท่าไร แต่แนวความคิด ที่มีการพูดคุยกันตัวเลข ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี้ก็เปึนไปได้ว่ามันมีการพูดคุยกันในระดับนานาชาติ ซึ่งอย่างเช่นตัวเลขของ OECD มีการพูดถึง CIT หรือว่าภาษีนิติบุคคลที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เปึนขั้นต่ำ ต้องใช้คำว่าเปึนขั้นต่ำนะครับ โดยหลักคิดก็คือหมายความว่าทุกคน ทุกประเทศไม่ควรจะมีการแข่งขันกันในเรื่องของการ ลดอัตราภาษีอีกต่อไปแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาทุกประเทศดึงดูดการลงทุนด้วยการลดหย่อน ก็แข่งกันลดราคาเข้า ๆ สุดท้ายไม่มีรายได้เข้ารัฐที่เพียงพอในการที่จะนำไปพัฒนาประเทศ ในโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาในเรื่องของการศึกษาสาธารณสุขต่าง ๆ วันนี้ก็เลยมีเกณฑ์กันขึ้น ว่าทุกประเทศควรจะต้องมีอย่างน้อยหลักคิดว่าเก็บภาษีได้อย่างต่ำ มี Global Minimum Tax อยู่ที่ตัวเลข ๑๕ นะครับ ซึ่งตัวเลขนี้ก็เปึนตัวเลขซึ่งสุดท้ายแล้วคงจะเปึน Trend เปึน ทิศทางของโลกที่จะต้องไหลเข้าสู่ตัวเลขนี้โดยอัตโนมัติ เพราะหลาย ๆ ประเทศก็จะเริ่ม บังคับใช้ใน Rate เดียวกัน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ เราก็คิดตัวเลขว่า ๑๕ เปอร์เซ็นต์นี้เปึนหนึ่งในตัวเลือกเท่านั้นเองครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าสุดท้ายจะต้องดึง ตัวเลขทั้งหมดเข้าไปอยู่ที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ หรือว่าจะมีความหมายว่าวันนี้ พรุ่งนี้ทุกคนจะต้องมี การปรับเปลี่ยนอัตราภาษีไปอยู่ที่ตัวเลขที่กล่าวมา มิได้ครับ ทั้งหมดทั้งมวลมันอยู่ในขั้นตอน ของการศึกษา แล้วท่านก็รู้ว่ากระบวนการในเรื่องของภาษีมันไม่สามารถเปลี่ยนแบบพลิกฟัา พลิกดินได้ มันมีเรื่องของการ Phasing มันมีเรื่องของระยะเวลาที่มีความเหมาะสม การลด ภาระที่จะเกิดขึ้น ๒. คือเมื่อศึกษาถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีนั้น ผมต้องเรียนว่า อย่าไปมองเพียงแค่ตัวเลขของภาษีเท่านั้นแต่มันต้องไปดูให้ครบมิติ ถอยมา ๑ ก้าวครับ แล้วท่านจะมองเห็นภาพใหญ่ว่ากลไกในการเดินหน้าในเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษี มันไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว อย่างที่ผมได้เรียนในเบื้องต้นมันมีในเรื่องของสวัสดิการ มันมีใน เรื่องของสิ่งที่เราจะส่งมอบไปให้กับประชาชน นั่นก็คือเรื่องของการใช้ด้วยว่าสุดท้ายแล้วมี การปรับโครงสร้างภาษีจะเปึนรูปแบบใดก็ตาม ตั้งโจทย์ไปแล้วพอมันมีแนวคิดในการปรับ โครงสร้างภาษี พอเรามีโจทย์มาแล้วเราต้องรู้ด้วยว่าสุดท้ายเราจะ Direct เงิน เราจะเอาเงิน เหล่านั้นวิ่งไปทางไหนเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน แนวความคิดหนึ่งก็คือเรื่องของ Wealth Tax ในระดับนานาชาติในปัจจุบันนี้มันก็ค่อนข้าง ใช้คำว่า Outdated คือมัน ค่อนข้างที่จะผ่านยุคสมัยไปแล้ว เพราะเราก็ผ่านกลไกในเรื่องของการเก็บภาษีมายาวนาน ทั่วโลกก็เจอแบบเดียวกันกับประเทศไทยครับ อย่างเช่นภาษีมรดก อย่างเช่นภาษีเรื่องของ ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง สุดท้ายเราก็เห็นว่ามันเปึนหนึ่งในภาษี ซึ่งใจอยากจะให้ลดความเหลื่อมล้ำ แต่กลไกในการบังคับใช้ไม่สามารถที่จะเกิดประสิทธิภาพเพียงพอ แนวความคิดในเรื่องของ ภาษีเพื่อที่จะมาลดความเหลื่อมล้ำอย่างที่ท่านต้องการมันก็ลดความสำคัญลง กลไกในการ ลดความเหลื่อมล้ำจึงไปอยู่เรื่องของการใช้จ่าย คือการใช้จ่ายเม็ดเงินอย่างไรเพื่อที่จะให้ ไปเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนผู้มีความลำบาก มีความเปราะบางให้มากขึ้น อันนี้ก็เปึน แนวความคิดหนึ่งที่ได้มีการพูดคุยกันในโต๊ะประชุม แล้วก็มีการนำเสนอ มีการพูดคุย ก็ต้อง เรียนต่อท่านนะครับว่ากลไกในการปรับโครงสร้างยังใช้เวลาอยู่ วันนี้อยู่ในขั้นเบื้องต้น ท่านรัฐมนตรีว่าการเอง ท่านปลัดเองก็ได้มีการพูดในฐานะเชิงวิชาการ ซึ่งก็มีการนำเสนอ ในแนวความคิดที่มีแง่มุมต่าง ๆ เพื่อที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีความหลากหลาย แต่สุดท้ายนี้จะเปึนเช่นไร ตัวเลขจะเปึนเช่นไร จะจบอย่างไร ยังไม่สามารถที่จะให้ข้อสรุป ณ นาทีนี้ได้ ผมเองก็ยังไม่ได้สรุป ผมเองในฐานะเปึนผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปดูในเรื่องของ การศึกษาเรื่องนี้ก็มีการมอบหมายให้หน่วยงานเข้าไปดำเนินการในการศึกษา แต่ยังไม่ได้มี ข้อสรุป ต้องเรียนด้วยความเคารพยังไม่มีข้อสรุปแต่อย่างใด ก็น่าจะตอบคำถามได้ในเบื้องต้น ในระดับหนึ่งนะครับ ถ้าท่านมีคำถามเพิ่มเติมผมก็พร้อมที่จะตอบต่อครับ ขอบพระคุณครับ